กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 202 อุบัติเหตุ บทที่ 202 อุบัติเหตุ
ชิวหลิงช่วงเดินไปรอบๆถนนอย่างเบื่อหน่าย ชิวหลิงช่วงเดินไปรอบๆถนนอย่างเบื่อหน่าย
ในตอนเด็กเธอมีความฝันอยากเป็นตำรวจเธอเรียนในสถาบันตำรวจ แต่หลังจากที่สำเร็จการศึกษาครอบครัวของเธอก็ขัดขวางความฝันของเธอที่จะเข้าร่วมกรมตำรวจ แทนที่จะกลายเป็นตำรวจเธอกลับกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งแทน
นอกจากนี้เนื่องจากเหตุผลทางครอบครัวแม้ว่าเธอจะทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร แต่เธอก็ไม่ต้องทำอะไรมาก
โดยปกติแล้วเธอจะถูกจัดให้ไปที่ที่มีปัญหาน้อย โดยปกติแล้วเธอจะถูกจัดให้ไปที่ที่มีปัญหาน้อย
นอกจากนี้แผนกก็ไม่ได้มีข้อกำหนดอื่นๆสำหรับเธอและเธอรู้ว่าพวกเขากำลังดูแลเธอ แต่เธอไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย
แม้ว่าเธอจะอยากถูกย้ายไปที่กรมตำรวจอาชญากรรมมาโดยตลอด แม้ว่าเธอจะอยากถูกย้ายไปที่กรมตำรวจอาชญากรรมมาโดยตลอด
แต่ครอบครัวของเธอก็ห้ามไม่ให้เธอทำเช่นนั้นอย่างไรก็ตามเธอก็ไม่เคยล้มเลิกความคิดนี้ แม้ว่าเธอจะตระเวนไปตามท้องถนน เธอก็คิดมาตลอดว่าอาชญากรรมประเภทใดที่เธอจะสามารถแสดงฝ่ีมือได้
“อืมทำไมเขาไม่ขโมยอะไรบ้างนะ ขโมยกระเป๋าหรือแม้แต่ปล้นธนาคารก็ได้?” ขณะที่ชิวหนิงช่วงเดินอยู่นั้น เธอก็พึมพำกับตัวเอง เพื่อนร่วมงานข้างเธอได้ยินคำพูดของเธอแต่ก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินขณะที่เธอกลอกตาไปมา เพราะว่าเขาก็คงได้ยินจากปากของชิวหนิงช่วงแทบทุกวัน
อย่างไรก็ตามแม้ว่าชิวหนิงช่วงจะไม่เต็มใจที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร อย่างไรก็ตามแม้ว่าชิวหนิงช่วงจะไม่เต็มใจที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร
แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเป็นคู่หูของเธอโดยเฉพาะพวกผู้ชายที่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเป็นคู่หูของเธอโดยเฉพาะพวกผู้ชายที่ยังไม่ได้แต่งงาน
ยิ่งไปกว่านั้นต่างก็พากันแก่งแย่งกันเพื่อตำแหน่งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นต่างก็พากันแก่งแย่งกันเพื่อตำแหน่งนี้
เหตุผลที่ทุกคนอยากเป็นคู่หูของชิวหนิงช่วงนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เหตุผลที่ทุกคนอยากเป็นคู่หูของชิวหนิงช่วงนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะพวกเขาต้องการใกล้ชิดกับชิวหนิงช่วงให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้สักหนึ่งเดือน เพราะพวกเขาต้องการใกล้ชิดกับชิวหนิงช่วงให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้สักหนึ่งเดือน
ชิวหนิงช่วงเป็นคนสวยมากและด้วยหน้าอกที่ใหญ่โตของเธอก็เด่นตระหง่านออกมานอกเคร ชิวหนิงช่วงเป็นคนสวยมากและด้วยหน้าอกที่ใหญ่โตของเธอก็เด่นตระหง่านออกมานอกเคร
เมื่อเธออยู่ในสถานีเธอก็เป็นตำรวจคนสวยที่มีชื่อเสียง เมื่อเธออยู่ในสถานีเธอก็เป็นตำรวจคนสวยที่มีชื่อเสียง
นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งนั่นก็คือภูมิหลังครอบครัวของชิวหนิงช่วง นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งนั่นก็คือภูมิหลังครอบครัวของชิวหนิงช่วง
แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ภูมิหลังที่เฉพาะเจาะจงแต่เมื่อดูว่าหัวหน้าสำนักมักจะสุภาพกับเธอ แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ภูมิหลังที่เฉพาะเจาะจงแต่เมื่อดูว่าหัวหน้าสำนักมักจะสุภาพกับเธอ
แต่พวกเขาก็เดาได้ว่าภูมิหลังของเธอยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่พวกเขาก็เดาได้ว่าภูมิหลังของเธอยิ่งใหญ่แค่ไหน
ใครก็ตามที่ต้องการที่จะแต่งงานกับเธอจะต้องต่อสู้อย่างน้อยยี่สิบป่ี ใครก็ตามที่ต้องการที่จะแต่งงานกับเธอจะต้องต่อสู้อย่างน้อยยี่สิบป่ี
อย่างไรก็ตามเป็นเพราะภูมิหลังของเธอเองที่ทำให้คนที่แต่งงานแล้วไม่ค่อยสนใจเธอนักและ อย่างไรก็ตามเป็นเพราะภูมิหลังของเธอเองที่ทำให้คนที่แต่งงานแล้วไม่ค่อยสนใจเธอนักและ
อย่างไรก็ตามคนที่ยังไม่ได้แต่งงานก็จะไม่มีความกังวลเช่นนี้ ดังนั้นจึงมีหลายคนที่พยายามจะเอาอกเอาใจชิวหนิงช่วงอยู่เสมอและคู่หูของเธอ จางหลินก็เป็นหนึ่งในนั้น
“หนิงช่วง “หนิงช่วง
“ทำไมเธอถึงได้เฝ้ารอสิ่งเหล่านั้นทุกวันเลยนะแล้วถ้าเธอเจอพวกมันเข้าจริงๆ มันจะอันตรายแค่ไหนรู้ไหม?” จางหลินกล่าวขณะที่ลูบใบหน้าของเขา
“อันตรายอะไร?น่าตื่นเต้นน่ะสิไม่ว่า?” ชิวหนิงช่วงมองเขาด้วยความรังเกียจและพูดว่า: “แล้วก็เรียกชื่อเต็มของฉันด้วย”
“พวกเราสนิทกันแล้วทำไมต้องแบ่งแยกด้วยล่ะ?” จางหลินกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “พวกเราสนิทกันแล้วทำไมต้องแบ่งแยกด้วยล่ะ?” จางหลินกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้
ชิวหนิงช่วงไม่อาจทนที่ถูกเขารบกวนได้และยังคงเดินไปข้างหน้า ชิวหนิงช่วงไม่อาจทนที่ถูกเขารบกวนได้และยังคงเดินไปข้างหน้า
เธอได้ให้เขาแก้ไขถึงสองสามครั้งแล้วในเรื่องการทักทายแต่เพื่อนคนนี้ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับ เธอได้ให้เขาแก้ไขถึงสองสามครั้งแล้วในเรื่องการทักทายแต่เพื่อนคนนี้ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับ
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอต้องการแสดงผลงานให้ดีขึ้นและยังต้องขอร้องให้พ่อของเธอย้ายเธอไปเป ถ้าไม่ใช่เพราะเธอต้องการแสดงผลงานให้ดีขึ้นและยังต้องขอร้องให้พ่อของเธอย้ายเธอไปเป
จางหลินเห็นว่าชิวหนิงช่วงไม่ได้ขอให้เขาเรียกคำนำหน้าของเธออีกต่อไปหัวใจของเขาก็ฉาย จางหลินเห็นว่าชิวหนิงช่วงไม่ได้ขอให้เขาเรียกคำนำหน้าของเธออีกต่อไปหัวใจของเขาก็ฉาย
เขาคิดว่าความเพียรพยายามของเขาได้ตอบแทนเขาแล้วและคิดว่าในสถานีตำรวจนี้นอกจา ทำให้เขารู้สึกถึงความภาคภูมิใจในหัวใจของเขา
แต่ในขณะที่เขากำลังจะหันกลับมาก็มีเสียง”ปัง” ดังขึ้น แต่ในขณะที่เขากำลังจะหันกลับมาก็มีเสียง”ปัง” ดังขึ้น
หลังจากนั้นไม่นานรถคันหนึ่งก็มาถึงความเร็วที่เร็วมากและมันก็ชนเข้ากับแท็กซี่ที่ฮวงเฟิงน หลังจากนั้นไม่นานรถคันหนึ่งก็มาถึงความเร็วที่เร็วมากและมันก็ชนเข้ากับแท็กซี่ที่ฮวงเฟิงน
“แม่งเอ้ยจะรีบไปเกิดใหม่หรือยังไงกัน” คนขับด่าขณะที่ลงจากรถและเตรียมที่จะตามหาเจ้าของรถคันด้านหลังเพื่อจัดการกับอุบัติเหตุ
โชคดีที่รถของพวกเขายังไม่สตาร์ทพวกเขาจึงไม่เป็นอะไร โชคดีที่รถของพวกเขายังไม่สตาร์ทพวกเขาจึงไม่เป็นอะไร
อย่างไรก็ตามเขารู้สึกโกรธเล็กน้อยเมื่อมองไปที่รถและในเวลานี้รถคันนั้นก็อยู่ข้างแท็กซี่คันท อย่างไรก็ตามเขารู้สึกโกรธเล็กน้อยเมื่อมองไปที่รถและในเวลานี้รถคันนั้นก็อยู่ข้างแท็กซี่คันท
เป็นเพราะเขาได้รับการฝřกฝนพลังลมปราณเขาจึงมีสายตาที่ดีและแม้ว่าเขาจะอยู่ในรถแต่เข เป็นเพราะเขาได้รับการฝřกฝนพลังลมปราณเขาจึงมีสายตาที่ดีและแม้ว่าเขาจะอยู่ในรถแต่เข
“หา?”ฮวงเฟิงสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติในรถที่อยู่ด้านข้าง “หา?”ฮวงเฟิงสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติในรถที่อยู่ด้านข้าง
มีคนๆหนึ่งอยู่ด้านหน้าและอีกคนหนึ่งอยู่ในที่นั่งคนขับซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย มีคนๆหนึ่งอยู่ด้านหน้าและอีกคนหนึ่งอยู่ในที่นั่งคนขับซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
แต่ที่แปลกประหลาดก็คือมีคนนอนอยู่ที่ด้านหลังของรถซึ่งเป็นคนที่ฮวงเฟิงรู้จัก แต่ที่แปลกประหลาดก็คือมีคนนอนอยู่ที่ด้านหลังของรถซึ่งเป็นคนที่ฮวงเฟิงรู้จัก
“พี่เป่ียว?”ฮวงเฟิงพึมพำกับตัวเอง “พี่เป่ียว?”ฮวงเฟิงพึมพำกับตัวเอง
แต่ในตอนนั้นพี่เป่ียวไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีแล้วเขานอนอยู่ที่เบาะหลังโดยไม่เคลื่อนไหว ดวงตาของเขาเบิกกว้างและมีบาดแผลและคราบเลือดอยู่บนร่างกายของเขาหลายแห่ง
“ไม่นะดูเหมือนว่าพี่เป่ียวจะตายแล้วใช่ไหม?!” ฮวงเฟิงตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เขากำลังจะก้าวลงจากรถเพื่อดูเหตุการณ์แต่ใครจะไปรู้ว่านั่นเป็นรถประเภทไหน? เขากำลังจะก้าวลงจากรถเพื่อดูเหตุการณ์แต่ใครจะไปรู้ว่านั่นเป็นรถประเภทไหน?
ในเวลานี้เขารีบหมุนพวงมาลัยกลับรถและขับจากไปโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ ในเวลานี้เขารีบหมุนพวงมาลัยกลับรถและขับจากไปโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำ
“แม่งเอ้ย”คนขับรถเองก็ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาใช้เวลาอยู่สักพักกว่าจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาก่นด่าเสียงดังและกำลังจะโทรแจ้งตำรวจ เขาก่นด่าเสียงดังและกำลังจะโทรแจ้งตำรวจ
เขาไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในรถแต่คนที่ขับชนรถของเขาและจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขาไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในรถแต่คนที่ขับชนรถของเขาและจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“คู่หูเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่นั่น ไปดูกันเถอะ” ในเวลานี้ ชิวหนิงช่วงและจางหลินบังเอิญมาที่นี่และเห็นอุบัติเหตุ
“ไปสิ”อุบัติเหตุทางจราจรปกติแบบนี้ไม่ได้น่าสนใจอะไร “ไปสิ”อุบัติเหตุทางจราจรปกติแบบนี้ไม่ได้น่าสนใจอะไร
พวกเขาแค่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุแลัเห็นได้ชัดเจนอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ร้ายแรง พวกเขาแค่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุแลัเห็นได้ชัดเจนอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ร้ายแรง
ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บดังนั้นจางหลินจึงแค่ดูอยู่ที่นี่ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บดังนั้นจางหลินจึงแค่ดูอยู่ที่นี่
และในตอนที่รถคันที่ขับชนได้ขับหนีไปนั่นทำให้ชิวหนิงช่วงและจางหลินถึงกับตกตะลึง และในตอนที่รถคันที่ขับชนได้ขับหนีไปนั่นทำให้ชิวหนิงช่วงและจางหลินถึงกับตกตะลึง
ทั้งสองคนอยู่ไม่ไกลกันนักและในเวลานี้ฮวงเฟิงก็ลงมาจากรถ ทั้งสองคนอยู่ไม่ไกลกันนักและในเวลานี้ฮวงเฟิงก็ลงมาจากรถ
เขาสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ในรถและตอนนี้อีกฝśายก็เลือกที่จะขับรถหนีไปเพราะเท่าที่ดูก เขาสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ในรถและตอนนี้อีกฝśายก็เลือกที่จะขับรถหนีไปเพราะเท่าที่ดูก
จากนั้นฮวงเฟิงก็เห็นชิวหนิงช่วงและจางหลินเขาพูดขึ้นมาทันทีว่า: “คุณตำรวจทั้งสอง รถคันนั้นน่าสงสัย”
“ฉันรู้ฉันเห็นเขาขับรถออกไป” จางหลินกล่าวอย่างรวดเร็ว “ฉันรู้ฉันเห็นเขาขับรถออกไป” จางหลินกล่าวอย่างรวดเร็ว
“ไม่ผมสงสัยว่าจะมีคนตายอยู่ในรถคันนั้น!” ฮวงเฟิงเผยการคาดเดาของเขา “ไม่ผมสงสัยว่าจะมีคนตายอยู่ในรถคันนั้น!” ฮวงเฟิงเผยการคาดเดาของเขา
“อะไรนะ?”คนตาย? คุณแน่ใจไหม?! “ในเวลานี้ชิวหนิงช่วงที่ได้ยินคำว่า “ตาย” ผลักจางหลินออกไปข้างหน้าและถามฮวงเฟิง