กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 229 แค่คนชั้นต่ำ
ซูหยูโมสัมผัสได้ว่าท่าทางของหวงเฟิงดูแปลกไปเมื่อได้สบตากับเธอ จู่ ๆ ใบหน้าอันงดงามของหญิงสาวก็เห่อร้อนขึ้นมาเล็กน้อย ถึงแม้เธอจะไม่รู้สาเหตุว่าทำไมหวงเฟิงถึงทำตัวแปลก ๆ ก็เถอะ
ถังมู่เสวี่ยที่จับตาดูและเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ลึก ๆ ทำได้เพียงลอบยิ้มอย่างมีเลศนัย ส่วนผู้ร่วมเหตุการณ์อย่างเซี่ยเมิ่งเจียวก็ยังคงยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด หงุดหงิดกับท่าทีของหวงเฟิงที่ปฏิบัติต่อตนเองอย่างเย็นชา
ในขณะที่หวงเฟิงและคนอื่น ๆ กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น พวกเขาไม่ได้ทันสังเกตเลยว่าห่างออกไปไม่ไกล มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่
ถึงก่อนหน้านี้เขาจะเคยถูกหวงเฟิงเล่นงานจนหมอบกระแต แต่เนื่องจากอาการบาดเจ็บของเขาเบากว่าถงเฉียนอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่สองสามวัน เขาก็สามารถกลับบ้านได้แล้ว และในวันนี้เขาก็แต่งตัวมาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับราวกับไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
แม้ว่าเหลาหยูจะไม่ได้แสดงตัวตนเป็นศัตรูกับหวงเฟิงโดยตรง แต่เขาก็รู้จักหวงเฟิงเป็นการส่วนตัว เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่ถงเฉียนจะหาทางสั่งสอนหวงเฟิง เขาเคยเห็นรูปถ่ายของหวงเฟิงจากเธอนั่นเอง พอมาตอนนี้เห็นคนที่เคยเป็นเป้าหมายยังคงอยู่ดีมีสุข แถมยังได้ยืนพูดคุยอย่างสนิทสนมกับสามสาวงาม เหลาหยูก็อดรู้สึกแน่นหน้าอกด้วยความอิจฉาแกมหมั่นไส้ไม่ได้
เขารู้จักทั้งเซี่ยเมิ่งเจียวและซูหยูโมเป็นอย่างดี
ไอ้ถงเฉียนคิดถึงซูหยูโมมาตลอดแต่ตอนนี้ตัวเองดันต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่โรงพยาบาล แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างหวงเฟิงกับซูหยูโมนี่มันไม่ธรรมดาเอาเสียเลยแฮะ เหลาหยูแอบวิเคราะห์ในใจ
เขารู้ดีว่าสถานะที่แท้จริงของหวงเฟิงเป็นเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ซึ่งคนระดับรปภ. ไม่มีทางจะย่างกรายเข้ามาในงานหรูหราแบบนี้ได้ด้วยตัวเองแน่ แสดงว่าต้องมีคนพาเขาเข้ามา และคน ๆ นั้นก็คงจะเป็นซูหยูโมไม่ผิดแน่
ก่อนหน้านี้ถงเฉียนต้องการสั่งสอนหวงเฟิงแต่กลับโดนตลบหลังจนเสียหน้า ทว่าในตอนนี้เขากำลังคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างหวงเฟิงและซูหยูโมมันต้องมีลับลมคมนัยมากกว่าที่เห็นแน่ ๆ ถ้าเกิดว่าถงเฉียนมาเห็นฉากนี้เข้าโดยบังเอิญล่ะก็… เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารายนั้นจะคลั่งขนาดไหน แน่นอนว่าตอนนี้ถงเฉียนคงไม่มีกระจิตกระใจมาคิดถึงเรื่องนี้หรอก เพราะกำลังวุ่นวายอยู่กับการรักษาตัว
“เหลาหยู นายกำลังมองอะไรอยู่ฟะ?” ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยปากถาม “นั่นเพื่อนนายเหรอ?”
“ไม่ใช่เพื่อนหรอก ก็แค่สนใจเฉย ๆ น่ะ” เหลาหยูตอบปัด
เขาไม่คิดจะหาเรื่องหวงเฟิงอีกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวอะไรกับหวงเฟิง เหตุผลเดียวที่เขาอยากจะสั่งสอนหวงเฟิงในตอนแรกก็เป็นเพราะต้องการประจบสอพลอถงเฉียนเท่านั้น แต่ในเมื่อตอนนี้ถงเฉียนต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะหวงเฟิงไปแล้ว เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนเสียแรงทำอะไรแบบนั้นอีก และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เหลาหยูไม่รู้เลยว่า คนที่ลงมือทุบตีถงเฉียนในวันนั้นแท้จริงแล้วก็คือหวงเฟิงนั่นเอง
.
“ผู้อำนวยการหยวน คุณเองก็มาร่วมงานนี้เหมือนกันเหรอครับ?”
ในเวลานี้ ณ อีกด้านหนึ่งของงาน ผู้จัดการหยวนที่เดินควงคู่มากับใครคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้น ในค่ำคืนนี้มีคนที่มีชื่อเสียงมากหน้าหลายตาในแวดวงธุรกิจมารวมตัวกัน สำหรับผู้จัดการหยวนที่กำลังต้องการเปิดตลาดในเมืองชิง เขาจะไม่ยอมพลาดโอกาสทองในการสร้างคอนเนกชันแบบนี้ไปเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น โปรไฟล์ของเขาก็ถือว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนพอที่จะได้รับบัตรเชิญ
“ผู้อำนวยการเฉิง พอดีว่าพวกพ้องสหายของผมมารวมตัวกันที่นี่น่ะครับ ผมก็เลยถือโอกาสตามมาด้วย” ผู้จัดการหยวนตอบพลางหัวเราะร่า
“นั่นสินะครับ โอกาสระดับนี้จะขาดผู้จัดการหยวนไปได้ยังไงกัน ผมแว่ว ๆ มาว่าผู้อาวุโสจากเฮฟเว่นไพรซ์สองคนก็มาร่วมงานนี้ด้วยเหมือนกันนะ”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยรอยยิ้ม โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองได้พูดจาสะกิดแผลใจอะไรออกไป ความจริงแล้วพวกเขาสองคนเป็นคู่คู่อริในสายงานที่ไม่ค่อยอยากจะเสวนาด้วยกันเท่าไหร่นัก
“เหอะ… คุณคิดอย่างนั้นเหรอครับ? ผมเองก็เห็นฮีโร่หญิงทั้งสองคนจากเฮฟเว่นมาสักพักแล้วเหมือนกัน งั้นผมขอตัวไปทักทายพวกเธอสักหน่อยดีกว่า” ผู้จัดการหยวนกล่าว
แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่ได้เปิดศึกหักเหลี่ยมโหดกับเฮฟเว่นไพรซ์โดยตรง แต่การต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัดอยู่ดี เห็นได้ชัดว่าเขามีเพื่อนฝูงมากมายในงานนี้ และคนที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คือหนึ่งในนั้น ยิ่งเขามีสหายร่วมอุดมการณ์เยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลดีต่อธุรกิจของเขามากเท่านั้น
หลังจากกล่าวลาผู้อำนวยการเฉิงแล้ว ผู้จัดการหยวนก็สาวเท้าตรงดิ่งไปหาซูหยูโมและกลุ่มของเธอทันที ทว่าเมื่อเดินเข้ามาใกล้ ๆ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างของหวงเฟิงเข้าเต็มตา ชายหนุ่มรู้สึกตกใจมาก ก่อนที่บนใบหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคืองแค้นใจทันทีที่ได้เห็นหน้าไอ้ขี้เหล่หวงเฟิง คนที่เคยสร้างเรื่องหักหน้าเขาในวันนั้น!
ผู้จัดการหยวนไม่มีวันลืมความอัปยศในครั้งนั้นเด็ดขาด เขาไม่เคยมีความประทับใจให้พนักงานรักษาความปลอดภัยคนนี้เลยแม้แต่น้อย และตั้งใจไว้ว่าเมื่อไหร่ที่มีโอกาสเขาจะสั่งสอนไอ้รปภ.คนนี้ซะให้เข็ด ไม่คิดเลยว่าจะมาดวงซวยเจอมันที่นี่ในวันนี้… ให้ตายสิ!
“เฮ้… นั่นใครน่ะ? หมอนั่นมันเป็นแค่ รปภ. ไม่ใช่เหรอ?!”
ผู้จัดการหยวนแกล้งพูดคำว่า ‘รปภ.’ ด้วยน้ำเสียงเน้นหนักและดังลั่น เพื่อจงใจให้แขกเหรื่อทุกคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้ยินชัด ๆ สิ้นเสียงของเขา ผู้คนรอบข้างต่างพากันหันมามองที่หวงเฟิงด้วยความสงสัย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสายตาดูถูกเหยียดหยามทันที
“ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่งานระดับนี้ลดมาตรฐานต่ำลงจนปล่อยให้ใครต่อใครก็เข้ามาได้? เป็นแค่ รปภ. กระจอก ๆ ก็สะเออะมาร่วมงานได้งั้นรึ?”
เห็นได้ชัดว่าผู้จัดการหยวนจงใจกัดหวงเฟิงไม่ปล่อย ต่อมาเขาก็ตวัดสายตาไปมองซูหยูโมกับสาว ๆ ที่เหลือพลางกระตุกยิ้มเยาะ
“ศัตรูของผู้อำนวยการซูกับผู้อำนวยการเซี่ยคงจะเก่งกาจไม่เบาเลยนะครับ ถึงขั้นต้องพารปภ.ประจำบริษัทมาร่วมงานเลี้ยงหรูหราแบบนี้ด้วย… ยังไงกันครับเนี่ย? หรือว่าพวกคุณกลัวว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัยงั้นเหรอ?” ผู้จัดการหยวนกล่าวประชดประชันพลางหัวเราะเสียงดัง
เพราะความจริงก็คือ ถ้าคํากระแนะกระแหนนี้เป็นความจริง มันจะเท่ากับเป็นการตบหน้าเจ้าภาพว่าซูหยูโมกับเซี่ยเมิ่งเจียวไม่ไว้ใจการรักษาความปลอดภัยของงานเลี้ยงในครั้งนี้เลย
“ฉันว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากผู้จัดการหยวนหรอกนะคะ ในเรื่องที่จะพาใครมาร่วมงานด้วย” ซูหยูโมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เฉียบขาด
“ผมไม่มีสิทธิ์ไปอนุญาตเธออยู่แล้วครับผู้อำนวยการซู แต่การทำแบบนี้มันก็เหมือนกับว่าพวกคุณกำลังหักหน้าและไม่ไว้ใจผู้จัดการเหวินที่เป็นเจ้าภาพเลยนะครับ” ผู้จัดการหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้มผู้ชนะ แน่นอนว่าผู้จัดการเหวินคือผู้ทรงอิทธิพลที่เป็นคนจัดงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้
“เอ่อ… ผู้จัดการหยวน คุณคงเข้าใจอะไรผิดไปใหญ่โตแล้วล่ะครับ”
จู่ ๆ หวงเฟิงก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับชายหนุ่มที่กำลังทึกทักไปเอง “ผมไม่ได้มาที่นี่พร้อมกับผู้อำนวยการซูและสาว ๆ หรอกครับ ผมเพิ่งจะบังเอิญมาเจอพวกเธอตอนที่เดินเข้ามาในงานนี่เอง”
“ฮ่า ๆๆ! ตลกตายล่ะ! แกมันเป็นแค่ รปภ. ชั้นต่ำ ถ้านไม่มีผู้อำนวยการซูกับสาว ๆ คอยหนุนหลัง แกจะมีปัญญาเสนอหน้าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง? แกคิดว่าที่นี่คือที่ไหนกันฮะ? หรือแกคิดว่าไอ้กระจอกอย่างแกนึกอยากจะมาก็มาได้ตามใจชอบ?!” ผู้จัดการหยวนระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกขบขันที่สุดในชีวิต
“ผู้จัดการหยวนดูมั่นใจในตัวเองจังเลยนะครับ… แล้วถ้าผู้อำนวยการซูกับคนอื่น ๆ ไม่ได้เป็นคนพาผมมา คนอย่างผมจะไม่มีสิทธิ์เข้ามาที่นี่ด้วยตัวเองเลยหรือไงครับ?” หวงเฟิงเอ่ยถามพร้อมกับถลึงสายตาคมกริบใส่คนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
“มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว! นอกจากผู้อำนวยการซูแล้ว ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะมีไอ้โง่หน้าไหนกล้าออกบัตรเชิญพารปภ.ชั้นต่ำอย่างแกมาร่วมงานนี้!” ผู้จัดการหยวนตอกกลับด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ฉันนี่แหละเป็นคนพาเขามาเอง!”
น้ำเสียงทรงอำนาจสายหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ไม่มีใครรู้ว่าผู้จัดการเหวินเดินมาหยุดอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เป็นเพราะคนกลุ่มนี้กำลังมัวแต่วุ่นวายอยู่กับการต่อปากต่อคำเลยไม่มีใครทันได้สังเกตเห็น
“เหอะ… ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าไอ้โง่คนนั้นมันคือใคร?!”
ผู้จัดการหยวนยังคงปากดีเพราะไม่คิดว่าจะมีคนกล้าออกมารับสมอ้างจริง ๆ ทว่าในขณะที่พูด เขาก็รีบหันหน้าไปตามต้นเสียงทันที และวินาทีที่ได้เห็นร่างของผู้จัดการเหวินยืนกอดอกหน้านิ่งอยู่ข้างหลัง ใบหน้าของผู้จัดการหยวนก็พลันซีดเผือดลงทันควัน และไม่อาจปริปากพูดอะไรออกมาได้อีกแม้แต่คำเดียว