กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 57 ทำงานล่วงเวลา
ในตอนแรกทุกคนต่างก็ถอดใจยอมรับความพ่ายแพ้ไปตั้งแต่ทีแรกแล้ว แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า หวงเฟิงที่ถูกเปลี่ยนตัวลงไปเล่นจะกลายเป็นคีย์แมนคนสำคัญในการพลิกเกมกลับมาเอาชนะฝ่ายตรงข้าม พร้อมทั้งทำประตูไปได้ถึงสามลูก เช่นนี้แล้วพวกเขาจะไม่ความสุขได้อย่างไร?
หวงเฟิงและคนอื่น ๆ ไม่ใช่นักเตะมืออาชีพ พวกเขาทุกคนต่างก็เป็นเพียงพนักงานของบริษัทที่มีหน้าที่ต้องทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ดังนั้นการแข่งขันจึงมักจะจัดขึ้นในวันเสาร์และวันอาทิตย์ และแม้ว่าพวกเขาจะใช้พลังงานไปค่อนข้างเยอะในการแข่งขันแบบลีกสมัครเล่นนี้ แต่มันก็ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยสาหัสอะไรมากนัก ดังนั้นหลังจากการแข่งขันสองวันติดต่อกัน แม้จะทำให้พวกเขารู้สึกล้าอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ร่างกายรับไหว
แม้ว่าเขาจะไม่มีเวลาพักผ่อนในวันพรุ่งนี้ แต่หวงเฟิงก็ไม่ได้นึกตัดพ้ออะไรในใจ เพราะการเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นการหารายไดัเสริมชั้นดี อีกอย่าง ถึงแม้จะเป็นวันหยุด เขาก็ไม่ได้มีแผนการจะเดินทางไปเที่ยวที่ไหนอยู่แล้ว
ส่วนผู้รักษาประตูที่เคยพูดจาข่มขู่หวงเฟิงและเป็นต้นเหตุทำให้เพื่อนร่วมทีมของเขาบาดเจ็บก่อนหน้านี้ ตอนนี้ท่าทีกลับแตกต่างไปจากความหยิ่งผยองในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง เขารีบหลบหน้าหลบตาซ่อนตัวทันทีเมื่อเห็นหวงเฟิงเดินผ่านมา
ในเกมการแข่งขันที่เพิ่งจบลงไปนั้น แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับความพ่ายแพ้ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว คนหนึ่งคือกองหน้าในขณะที่อีกคนเป็นฝ่ายตั้งรับ ในเกมนัดนี้เขาค่อนข้างเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด และตระหนักได้แล้วว่าร่างกายที่ตนเองเคยภาคภูมิใจนักหนานั้นไม่มีค่าอะไรให้เอ่ยถึงเลยเมื่อต้องมายืนอยู่ต่อหน้าหวงเฟิง ตัวเขาเปรียบเสมือนกระดาษเปื่อย ๆ ที่พร้อมจะขาดและย่อยสลายได้ทันทีที่เข้าปะทะกับหวงเฟิง
ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน ด้วยความกลัวว่าหวงเฟิงจะเข้ามาพูดจาเยาะเย้ยถากถาง เขาจึงรีบชิ่งหนีออกไปจากสนามทันที
การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันทัวร์นาเมนต์อย่างเป็นทางการ ในตอนแรกพวกเขาทุกคนต่างก็มีงานส่วนตัวที่ต้องรับผิดชอบ แต่เพราะมีแมตช์นี้จึงทำให้ทุกคนมารวมตัวกันได้ และแน่นอนว่าหากไม่มีเงินอัดฉีดจูงใจก็คงไม่มีใครอยากเข้าร่วม
หลังจากพิธีปิดการแข่งขันสิ้นสุดลง ทุกคนต่างพากันนั่งรถบัสเพื่อเดินทางกลับมายังบริษัท
เมื่อมาถึงต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปตามอัธยาศัย แน่นอนว่าบางคนเลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อเพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันเนื่องจากพวกเขาไม่มีงานค้างคาและไม่ต้องเข้ากะทำงานต่อ ส่วนหวงเฟิงนั้นขอปลีกตัวออกไปกินข้าวคนเดียวเงียบ ๆ
เนื่องจากเลยเวลาอาหารกลางวันตามปกติมาแล้ว จึงไม่มีพนักงานคนอื่นอยู่ในโรงอาหารเลย เมื่อหวงเฟิงทานอาหารเสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาบ่ายโมงตรงพอดี
แต่เมื่อกำลังจะเดินออกจากโรงอาหาร หวงเฟิงก็เริ่มไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรต่อดี กดย้อนไปก่อนหน้านี้ ในวันหยุดสุดสัปดาห์เขามักจะเลือกทำงานล่วงเวลาเพื่อเก็บเงิน หรือไม่ก็นอนอุดอู้อยู่ในห้องเช่าแคบ ๆ เล่มโทรศัพท์มือถือและนอนเล่นไปวัน ๆ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหากัวเหลียง จึงได้รู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังออกไปเดินซื้อของกับโจวหรูหราน หวงเฟิงไม่ได้คิดจะไปทำตัวเป็นก้างขวางคอคู่รักจึงเตรียมจะวางสาย ทว่าจู่ ๆ กัวเหลียงก็พูดขึ้นมาว่า ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ กัวเมิ่งหานมักจะคอยเข้ามาถามไถ่เรื่องราวเกี่ยวกับหวงเฟิงอยู่บ่อย ๆ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หวงเฟิงรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
“อย่าบอกนะว่า… มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างนายกับเธอหรือเปล่า?” กัวเหลียงถามด้วยน้ำเสียงจับผิดและสงสัย
“อย่าพูดไร้สาระน่า… มันจะมีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไงกัน?” หวงเฟิงรีบปฏิเสธ “เอาไว้คืนนี้เราค่อยเจอกันนะ ตอนนี้ฉันกำลังจะกลับไปทำงานแล้ว”
“นายคงไม่ได้หาข้ออ้างเพื่อเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้หรอกนะ?”
“คิดว่าฉันเป็นคนแบบนายหรือไง?” หวงเฟิงสวนกลับทันควัน
“มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ ๆ ฉันรู้สึกเหมือนว่านายกำลังจะสละโสดแล้วว่ะ” กัวเหลียงพูดกลั้วหัวเราะ “แถมดูเหมือนว่าเธอจะมีความประทับใจที่ดีต่อนายจริง ๆ ด้วยนะ แม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่อย่างน้อยการเริ่มต้นด้วยความประทับใจที่ดีมันก็ช่วยให้นายทำอะไร ๆ ได้สะดวกขึ้นเยอะเลยไม่ใช่เหรอ”
“โถ่ เพื่อนยาก… ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาไปคิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ หรอก นายไม่เห็นหรือไงว่าฉันยังต้องซุกหัวนอนอยู่ในห้องเช่าที่มีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรอยู่น่ะ” หวงเฟิงถอนหายใจก่อนจะกล่าวต่อ “ฉันควรจะรอจนกว่าตัวเองจะสามารถลืมตาอ้าปากได้มากกว่านี้ก่อน ถึงค่อยไปคิดเรื่องอื่น”
“ก็ฉันบอกนายตั้งหลายครั้งแล้วไงว่าให้มาทำที่บริษัทฉัน ค่าจ้างก็สูงกว่าตั้งเยอะ ยิ่งไปกว่านั้นนายยังจะได้มีโอกาสเจอกับกัวเมิ่งหานบ่อยขึ้นด้วย แต่นายก็ไม่ชอบ… จะอยากเป็น รปภ. ไปเพื่ออะไรกัน?” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้กัวเหลียงก็รู้สึกหัวเสียขึ้นมาทันที เขาไม่อยากเห็นเพื่อนรักจมปลักเป็นแค่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปตลอดชีวิต
“การเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมันก็มีข้อดีของมันเหมือนกันนั่นแหละ เอาล่ะ ๆ นายไปเดทกับสาวสวยอย่างโจวหรูหรานต่อเถอะ ฉันไม่กวนแล้ว”
หลังจากพูดจบ หวงเฟิงก็รีบกดตัดสายทันทีเพราะเขากลัวว่ากัวเหลียงจะเริ่มเทศนาชักชวนให้เขาเปลี่ยนงานอีกรอบ ซึ่งตอนนี้เขายังไม่มีแผนการจะย้ายงานแต่อย่างใด
.
“ใครโทรมาเหรอคะ?”
ในอีกด้านหนึ่ง โจวหรูหรานที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องลองเสื้อผ้า เห็นกัวเหลียงกำลังเก็บโทรศัพท์จึงเอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ “คงไม่ใช่แฟนเก่าโทรตามตัวหรอกนะ?”
“แฟนเก่าที่ไหนกันล่ะครับ ในชีวิตนี้ผมก็มีคุณเป็นแฟนแค่คนเดียวนั่นแหละ” กัวเหลียงรีบแก้ตัวพัลวันก่อนจะบอกความจริง “ฮวงเฟิงโทรมาน่ะ คิดว่าหมอนั่นคงจะเหงา ๆ เห็นบอกว่าเพิ่งไปแข่งฟุตบอลอะไรสักอย่างเสร็จ”
“หวงเฟิงเหรอ?” โจวหรูหรานพยักหน้าเข้าใจก่อนจะถามต่อ “แล้วตกลงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับกัวเมิ่งหานไปถึงไหนแล้วล่ะ? ฉันคิดว่าคู่นี้เค้าดูเข้ากันได้ดีเลยนะ”
“เราจะไปช่วยอะไรได้ล่ะ? เจ้าหวงเฟิงมันไม่มีเรื่องพวกนี้อยู่ในสมองเลย มันเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีและรักสันโดษมาก ซึ่งการเป็นคนนิ่ง ๆ แบบนี้มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ตรงที่เขาใจเย็นเกินไปจนไม่คิดจะแข่งกับใครเลย” กัวเหลียงรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของเพื่อนสนิทดี
“แล้วทำไมเขาถึงยังทนทำงานเป็น รปภ. อยู่ที่นั่นล่ะ? ทำไมไม่ยอมย้ายมาทำงานกับพวกเรา? ไม่ใช่ว่างาน รปภ. ไม่ดีนะ แต่ทั้งฉันกับกัวเมิ่งหานต่างก็คิดว่างานที่นี่มันมีอนาคตและดีกว่าการเป็น รปภ. ตั้งเยอะ”
“ก็เพราะเขาไม่อยากรับความช่วยเหลือจากพวกเราไงล่ะ ลองคิดดูสิว่าถ้าหากวันหนึ่งเขาเกิดชอบกัวเมิ่งหานขึ้นมาจริง ๆ ด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายอย่างเขา จะยอมรับความช่วยเหลือและย้ายมาทำงานเพราะพวกเราฝากให้ได้ยังไง?” กัวเหลียงกล่าว “อีกอย่าง งานที่เขาทำอยู่ในตอนนี้จะสามารถเอาไปอวดให้ผู้หญิงเชิดหน้าชูตาได้อย่างไรกัน”
“ดื้อดึงจริง ๆ เลย… ถ้านมหา (กัวเมิ่งหาน) ไม่ชอบเขาจริง ๆ แล้วเธอจะมาคอยใส่ใจและถามถึงเรื่องของเขาบ่อย ๆ แบบนี้ทำไมกันล่ะ” โจวหรูหรานบ่นอุบ
“เอาเถอะ ปล่อยให้เขาทำงานตรงนั้นไปสักพักก่อน ถ้าสถานการณ์มันไม่ดีขึ้นจริง ๆ เดี๋ยวฉันจะลองเกลี้ยกล่อมเขาดูอีกที” กัวเหลียงสรุป ซึ่งโจวหรูหรานก็พยักหน้าเห็นด้วย
.
หลังจากวางสายโทรศัพท์ หวงเฟิงกำลังจะเดินไปขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางกลับบ้านเช่า ทว่าจู่ ๆ ก็มีรถยนต์หรูคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบข้างตัวเขา หวงเฟิงจำได้ทันทีว่านั่นคือรถของซูหยูโม่
กระจกรถค่อย ๆ เลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าสวยคมของซูหยูโม่
“คุณยังไม่กลับอีกเหรอ?” ซูหยูโม่เอ่ยถาม
“ครับ กำลังจะกลับแล้วครับ” หวงเฟิงตอบ แม้ว่าเขาจะเคยเจอซูหยูโม่มาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ได้สบตา เขาก็ยังคงเผลอตัวจ้องมองความงดงามของเธอโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอ
“บ่ายนี้คุณว่างไหม?” ซูหยูโม่ถามขึ้นต่อ
“ว่างครับ” หวงเฟิงตอบกลับไปตามตรงโดยไม่ได้คิดอะไร
“เยี่ยมเลย… งั้นขึ้นมาบนรถสิ มากับฉันหน่อย ฉันกำลังจะไปรับคนที่สนามบินพอดี” ซูหยูโม่กล่าวชวนพร้อมรอยยิ้ม