กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 69 นายแบบจำเป็น
เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ จึงมีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาท่องเที่ยวจับจ่ายซื้อของภายในตลาดไป่หลี่
ดูเหมือนว่าซูหยูโมจะมีความสนใจในการซื้อของเป็นพิเศษ ตราบใดที่มีสิ่งของที่เธออยากได้ เธอก็จะหยุดแวะดูตลอดเส้นทางภายในตลาดทันที
อย่างไรก็ตาม ไม่นานหวงเฟิงก็ตระหนักได้ว่า ซูหยูโมนั้นเป็นไม้แขวนเสื้อที่ดีจริง ๆ ไม่ว่าเธอจะหยิบจับเสื้อผ้าแบบไหนมาสวมใส่ มันก็ดูดีไปเสียหมด แม้ว่าเสื้อผ้าชุดนั้นจะมีโทนสีแดงแสบตาก็ตาม ลูกค้าคนอื่น ๆ ที่ลองสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกันต่างถูกความงามของซูหยูโมบดบังจนหมองไปถนัดตา
ยามที่เธอเลือกซื้อเสื้อผ้า สายตาของคนรอบข้างต่างพากันจับจ้องมาที่ซูหยูโมเป็นตาเดียว โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตนเองได้ตกเป็นเป้าสายตาและเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจไปแล้ว
เนื่องจากซูหยูโมต้องการระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมา ดังนั้นเธอจึงเดินหน้ากว้านซื้อเสื้อผ้าตามที่ใจปรารถนาโดยไม่ได้สนใจป้ายราคาเลยแม้แต่น้อย การกระทำนี้ทำเอาหวงเฟิงถึงกับพูดไม่ออก
หวงเฟิงยืนรอพลางเดาะลิ้นระบายความรู้สึก… ในสถานการณ์เช่นนี้ ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนทำไมมันถึงได้กว้างใหญ่ขนาดนี้? ซูหยูโมสามารถเลือกซื้อของทุกอย่างตามความชอบของตัวเองโดยไม่ต้องแยแสเรื่องราคา แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างหวงเฟิง สิ่งแรกที่พวกเขาต้องมองหาเวลาจะซื้อของก็คือป้ายราคา
“ผอ. ซูครับ เสื้อผ้ากองโตที่คุณซื้อมาทั้งหมดนี่ รวม ๆ กันแล้วเทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายของผมตั้งสองหรือสามเดือนเลยนะนั่น… ถ้าในอนาคต แฟนของผมเป็นคนใช้เงินเก่งขนาดนี้ ผมคงไม่มีปัญญาจ่ายแน่ ๆ ดีไม่ดีอาจจะต้องอยู่ตัวคนเดียวไปตลอดชีวิต” หวงเฟิงเอ่ยแซวปนตลก
สิ่งที่หวงเฟิงพูดออกไปนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจจะเหน็บแนม แต่อย่างใด มันเป็นเพียงความรู้สึกหวั่นใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นราคาสินค้าเหล่านั้น ทว่าคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจของหวงเฟิงกลับทำให้มือของซูหยูโมชะงักไปชั่วขณะ
จากนั้นเธอก็วางเสื้อผ้าในมือลงเงียบ ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากร้านโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
“เป็นอะไรไปครับ… ผู้อำนวยการซู คุณไม่อยากเลือกเสื้อผ้าต่อแล้วเหรอ?” หวงเฟิงรีบสาวเท้าก้าวตามไปถามด้วยความฉงน
“อืม… ฉันไม่ค่อยชอบสไตล์เสื้อผ้าแบบนั้นแล้วล่ะ” ซูหยูโมเอ่ย ก่อนจะพูดเสริมขึ้นว่า “อีกอย่าง ตอนนี้มันนอกเวลางานแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าเรียกฉันว่าผู้อำนวยการซูเลย”
“แล้วจะให้ผมเรียกว่าอะไรดีล่ะครับ?” หวงเฟิงถาม
“เรียกว่าหยูโมสิ” ซูหยูโมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเล็กน้อย “พวกเพื่อน ๆ ก็เรียกฉันแบบนั้นกันทั้งนั้น”
“หยูโม?”
หวงเฟิงลังเลไปเล็กน้อย การที่ซูหยูโมยอมให้เขาเรียกชื่อเล่นแบบนี้ แสดงว่าเธอเริ่มปฎิบัติต่อเขาในฐานะเพื่อนคนหนึ่งแล้ว หากเขาทำตัวเหินห่างและปฏิเสธน้ำใจก็คงดูไร้เหตุผล และอาจจะทำให้เธอโกรธเอาได้ ยิ่งไปกว่านั้น การได้เป็นเพื่อนกับซูหยูโมก็มีแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้น ท้ายที่สุดแล้วเธอเป็นถึงซีอีโอของบริษัท ตำแหน่งหน้าที่การงานในอนาคตของเขาจะได้มีความมั่นคงมากขึ้น
“ในเมื่อผู้อำนวยการซูอนุญาต… ถ้าอย่างนั้นนอกเวลางาน ผมจะเรียกว่าหยูโมก็แล้วกันครับ” หวงเฟิงกล่าวปนยิ้ม
“อืม”
สิ่งที่ซูหยูโมไม่ได้อธิบายต่อก็คือ ปกติแล้วคนที่จะเรียกเธอว่า ‘หยูโม’ มักจะมีแค่กลุ่มเพื่อนผู้หญิงสนิท ๆ เท่านั้น และหวงเฟิงก็ถือเป็นเพื่อนผู้ชายคนแรกที่ได้รับสิทธิ์ให้เรียกเธอแบบนี้ นอกเหนือจากสมาชิกในครอบครัวของเธอเอง
แน่นอนว่าหวงเฟิงย่อมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับเรื่องนี้ และไม่เข้าใจความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่เลยแม้แต่น้อย
“ไปดูเสื้อผ้าผู้ชายกันบ้างเถอะ!” ซูหยูโมเอ่ยชวน
หวงเฟิงไม่ได้คัดค้านอะไร ทว่าเขาไม่ได้มีความคุ้นเคยกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าผู้ชายยี่ห้อหรู ๆ พวกนี้เลยสักนิด
“คุณคิดยังไงกับชุดนี้?”
จู่ ๆ ซูหยูโมก็ชี้มือไปยังชุดสูทสากลของสุภาพบุรุษชุดหนึ่งที่แขวนโชว์อยู่ แล้วหันมาถามความเห็นจากหวงเฟิง
“สวยดีครับ คุณจะซื้อไปฝากเพื่อนเหรอ?” หวงเฟิงมองไปที่ชุดสูทพลางเอ่ยชม มันเป็นชุดสูทที่ดีมากจริง ๆ ทั้งการออกแบบที่ดูหรูหราทันสมัยและฝีมือการตัดเย็บที่ประณีตไร้ที่ติ และแน่นอนว่าราคาย่อมแพงลิบลิ่วตามไปด้วย
“ใช่…” ซูหยูโมตอบโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองพลางกล่าวต่อ “เพื่อนของฉันคนนั้นมีรูปร่างและขนาดตัวพอ ๆ กับคุณเลย ชวยไปลองสวมให้ฉันดูหน่อยสิ!”
“ได้ครับ!”
แม้ว่าจะไม่ได้ซื้อใส่เอง แต่หวงเฟิงก็ไม่ได้ปฏิเสธโอกาสที่จะได้สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพงแบบนี้ อีกอย่างเขาก็อยากช่วยซูหยูโมเลือกของด้วยเช่นกัน
ทว่าเมื่อหวงเฟิงก้าวเท้าออกมาจากห้องลองเสื้อผ้าหลังจากสวมชุดสูทหรูหราเสร็จเรียบร้อย เขากลับเริ่มรู้สึกได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่แปลกไป ไม่ใช่แค่ซูหยูโมเท่านั้น แม้แต่พนักงานชายหญิงภายในร้านต่างก็พากันจ้องมองมาที่หวงเฟิงด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อสายตาเหล่านั้นเหลือบไปเห็นซูหยูโมที่ยืนอยู่เคียงข้างหวงเฟิง แววตาของพวกหล่อนก็หรี่วูบลงทันที แม้ว่าพนักงานหญิงเหล่านั้นจะมั่นใจว่าหน้าตาของตนเองไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับซูหยูโมแล้ว พวกเธอก็เป็นได้เพียงแค่แสงหิ่งห้อยริบหรี่ที่ไม่อาจนำไปเทียบเคียงกับแสงจันทร์อันงดงามได้เลย
“เป็นยังไงบ้างครับ?”
หวงเฟิงเอ่ยถามขณะเดินมาหยุดยืนตรงหน้าซูหยูโม ตัวเขาเองค่อนข้างพึงพอใจกับชุดสูทตัวนี้มาก แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเงินพอจะซื้อไว้เอง ทว่าหวงเฟิงก็ได้แอบหมายมั่นในใจไว้แล้วว่า วันใดที่เขาประสบความสำเร็จและมีเงินทองเหลือเฟือ เขาจะต้องกลับมาซื้อเสื้อผ้าแบบนี้ใส่เองแน่นอน เพราะเสื้อเทียบคะแนนระหว่างของถูกกับของแพงแล้ว ทั้งเนื้อผ้า คุณภาพ และความรู้สึกยามสวมใส่มันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดจริง ๆ
“อืม… ดูดีมากเลยล่ะ”
ซูหยูโมพยักหน้าเห็นด้วย ภาพลักษณ์ของหวงเฟิงในยามปกติก็ดูดีอยู่แล้ว และยิ่งเมื่อได้รับการเสริมแต่งด้วยเสื้อผ้าราคาแพงเช่นนี้ มันก็ยิ่งขับเน้นเสน่ห์และทำให้เขาดูหล่อเหลาภูมิฐานขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“งั้นซื้อชุดนี้เถอะครับ! ผมเชื่อว่าเพื่อนของคุณจะต้องชอบมันแน่ ๆ” หวงเฟิงออกความเห็น
“คุณมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ?” ซูหยูโมย้อนถาม
“เสื้อผ้าคัตติ้งดีขนาดนี้ เนื้อผ้าก็สวย แถมใส่สบายอีกต่างหาก ราคาแพงหูฉี่ขนาดนี้ มีใครบ้างจะไม่ชอบล่ะครับ?” หวงเฟิงตอบตามความจริง
“แล้วคุณล่ะชอบไหม?” ซูหยูโมถามสบตา
“แน่นอนสิครับ ผมคิดไว้แล้วว่าถ้ามีเงินเมื่อไหร่ จะต้องแวะมาซื้อเสื้อผ้าพวกนี้ไปใส่บ้างแน่นอน” หวงเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
ซูหยูโมพยักหน้ารับรู้และไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนจะเริ่มเดินนำออกไปดูส่วนอื่น ๆ
“คุณยังอยากจะซื้ออะไรเพิ่มอีกไหมครับ?” หวงเฟิงเอ่ยถาม
“เอ่อ… ฉันว่าจะเลือกซื้อเพิ่มอีกสักสองสามชุดน่ะ แล้วก็พวกของใช้อื่น ๆ ด้วย ซื้อแค่เสื้อผ้าอย่างเดียวมันดูไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่”
“จริงด้วยครับ คุณนี่รอบคอบจริง ๆ” หวงเฟิงเอ่ยชม
จากนั้นความกระตือรือร้นในการช้อปปิ้งของซูหยูโมก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ทุกครั้งที่เธอเหลือบไปเห็นสิ่งของที่คิดว่าเข้าที เธอก็จะขอร้องให้หวงเฟิงช่วยลองสวมหรือทดลองใช้ให้ดูอยู่เรื่อย ๆ
จนกระทั่งในที่สุด สองมือของหวงเฟิงก็เต็มไปด้วยถุงกระดาษบรรจุเสื้อผ้าและของใช้แบรนด์เนมพะรุงพะรัง ซึ่งสิ่งของที่อยู่ข้างในส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นของใช้สำหรับผู้ชายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า กระเป๋า และอื่น ๆ อีกมากมาย
เมื่อมองดูมูลค่าสิ่งของราคาแพงระยับเหล่านี้ หวงเฟิงก็แอบนึกสงสัยอยู่ในใจว่า ซูหยูโมกำลังกว้านซื้อของพวกนี้ไปกำนัลแฟนหนุ่มของเธอหรือเปล่า? ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่พิถีพิถันเลือกซื้อของดี ๆ มากมายขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงบทสนทนาเมื่อคืน ซูหยูโมเคยบอกเขาเองว่าเธอยังไม่มีแฟน และไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับใครมาก่อน
ทันใดนั้น หัวใจของหวงเฟิงก็พลันรู้สึกหึงหวงระคนอิจฉาชายหนุ่มผู้โชคดีคนนั้นขึ้นมาครามครัน… ผู้ชายที่จะได้รับของขวัญเหล่านี้ช่างน่าอิจฉาเสียจริง ไม่เพียงแต่จะได้รับข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงลิบลิ่ว แต่เจ้านายสาวคนสวยคนนี้ยังถึงกับยอมเสียสละเวลามาเดินเลือกซื้อของให้อย่างกระวีกระวาดด้วยตนเอง ช่างน่าอิจฉาจนตาร้อนผ่าวจริง ๆ
“เอาล่ะ… พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน”
ซูหยูโมหันกลับมามองดูข้าวของพะรุงพะรังในมือของหวงเฟิง ซึ่งดูท่าทางเขาแทบจะโอบอุ้มแบกมันไว้ไม่ไหวแล้ว ในที่สุดเธอก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจและตัดสินใจหยุดการช้อปปิ้งไว้แต่เพียงเท่านี้ แม้ว่าในตอนแรกเธอจะรู้สึกสนุกและมีความสุขกับการได้คอยดูเขาลองสวมเสื้อผ้าราคาแพงชุดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่พอเวลาผ่านไปเธอก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยและเบื่อขึ้นมาบ้างแล้ว