การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 105 การตายของเหลาหลี่โถว
“คุณหนู ทำอย่างนั้นไม่ได้เจ้าคะ!” แม่นมหนิงปรามขึ้นมาอย่างกระวนกระวายใจเมื่อได้ยินว่าต้วนชิงหมิงจะออก
ไปดูคนตาย คุณหนูเป็นถึงผู้สูงศักดิ์จะไปดูคนตายเช่นนั้นไม่ได้อีกทั้งคนตายก็เพิ่งจะติดโรคเวินอี้ นางไม่กลัวว่าจะเป็น
เรื่องอัปมงคลหรือ
ต้วนชิงหมิงยกยิ้มมุมปากมองออกไปที่ประตูด้านนอกเอ่ยเย้ยหยัน “ถ้าข้าไม่ไปดูละครฉากนี้จะเล่นต่อไปอย่างไร
เล่า? หรือแม่นมคิดว่าข้าฟังอยู่ที่นี่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องทั้งหมดได้?”
การสร้างข่าวลือไม่สามารถแก้ปัญหาได้เสมอไปเพราะว่าความจริงจะต้องให้เราไปค้นหาเองเท่านั้น
นางจะต้องไปจัดการพลางลุกขึ้นหยิบหมวกคลุมห้อยม่านตาข่ายสวมหัวและออกไปกับเถี่ยเฟิงทันทีที่พวกเขา
ออกจากเรือน พลันเห็นเงาที่อยู่ห่างไกลแวบผ่านไป เพียงครู่เดียวก็หายวับเข้าไปในหลังกำแพงหนา
เถี่ยเฟิงตะโกนเสียงดังลั่น “เป็นใครกัน ออกมาเดี๋ยวนี้!”
อีกฝั่ายยิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นและหายไปหลังกำแพงทันทีที่ได้ยินเถี่ยเฟิงตะโกนไร้ร่องรอยและเงียบหายไปอย่างไร้
วี่แวว ทว่ากลับรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับร่างนั้น
เถี่ยเฟิงกำลังจะวิ่งตามไปด้วยความโกรธ…เขาได้รับหน้าที่ให้ปกปั้องคุณหนูใหญ่ แต่กลับถูกคนคอยซุ่มจับตามอง
ถ้านางเกิดเป็นอะไรไป เขาจะบอกกับต้วนเจิ้งอย่างไร?
ต้วนชิงหมิงที่อยู่ข้างหลังกลับเรียกเขาให้หยุด “เถี่ยเฟิง ช่างเถอะ ไม่ต้องไล่ตามแล้ว พวกเราไปดูเหลาหลี่โถวกัน
ก่อน!”
เงานั้นหายวับไปกับตาทว่าเขากลับทำได้เพียงแต่กำหมัด พูดอย่างโกรธแค้น “ถ้าข้าจับได้……ไม่ว่าเป็นใคร ไม่มี
ทางปล่อยไว้เป็นอันขาด!” ครั้งที่แล้วมีคนลอบจุดไฟมาครั้งนี้มีคนแอบซุ่มจับตามอง เห็นท่าแล้วในจ้วงจื่อแห่งนี้คนที่มี
เจตนาร้ายแอบแฝงคงมีไม่น้อย
เด็กสาวมองเห็นแววตาที่ลุกเป็นไฟของเถี่ยเฟิงกลับหันหน้าไปอีกทางไม่พูดอะไร!เพราะไม่ว่าอีกฝั่ายจะแอบจับตา
ซุ่มดูหรือตั้งใจจุดไฟก็ตามคนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ก็เป็นแค่ลูกกระจ๊อกมีเพียงการจับผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังมาเท่านั้น จึง
จะสามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้
เหลาหลี่โถวปีนี้อายุห้าสิบกว่าปีบ้านดินซอมซ่อของเขาอยู่ทางทิศตะวันออกของจ้วงจื่อเพราะว่าพวกเขาทั้ง
ครอบครัวอยู่รวมกันถึงสามรุ่นทั้งหมดเป็นชาวไร่ชาวสวนของจวนต้วนดังนั้นเมื่อมีเวลาว่างก็จะไปช่วยปั้อนอาหารให้ม้า
ในจวน เพื่อหาเงินเล็กๆ น้อยๆ เหลาหลี่โถวให้อาหารม้าและฝึกฝนมาเพียงแต่ความสามารถที่ดีเช่นนี้กลับอยู่ไม่ถูกที่
ทว่าตอนนี้เขาตายแล้วจึงมีผู้คนมากมายแห่แหนกันมาล้อมดูแต่ละคนต่างวิพากษ์วิจารณ์และพูดคุยกันไม่หยุด!
เมื่อวานกลางคืนหลังจากที่เขาให้อาหารม้าแล้วกลับถึงบ้าน ก็บอกว่าเขาไม่ค่อยสบายในตอนนั้นคนในบ้านก็ไม่ได้
ใส่ใจอะไรมากพอตกกลางดึกเขาก็เริ่มตัวร้อนและสิ้นใจในวันรุ่งขึ้น
ตอนที่ต้วนชิงหมิงเดินทางมาถึงคนจำนวนมากต่างมาล้อมมุงดูกัน อยู่ด้านนอกของบ้านเหลาหลี่โถวหลายวันมานี้
ได้ยินแต่เรื่องโรคเวินอี้ ทุกคนจึงไม่กล้าเข้าใกล้มากไปกว่านี้ทำได้เพียงมองดูจากข้างนอกอยู่ห่างๆ ทว่าเด็กสาวกลับเดิน
เข้าไปในห้องของเขาพลันได้ยินเสียงร้องไห้แทบจะขาดใจดังออกมา “เหลาหลี่โถวทำไมจากไปโดยไม่รํ่าลากันสักคำ……
แล้วจะให้ข้าใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร!”
นางเดินเข้าไปโดยไม่พูดอะไรสักคำสีหน้าสลดแสดงความเห็นอกเห็นใจในที
“เจ้าหนู บ้านนี้เป็นโรคเวินอี้ อีกประเดี๋ยวก็จะปิดบ้านแล้วเจ้าหนูอย่าได้เข้าไปเลยดีกว่า” ชาวบ้านที่อยู่ด้านหลัง
ก็ร้องเตือนเมื่อเห็นนางเดินผ่านประตูเข้าไป
ทว่ายังไม่ทันที่ต้วนชิงหมิงยังจะเอ่ยปากเถี่ยเฟิงก็พูดแย้งขึ้นมา “พี่ชายท่านนี้จะเป็นโรคเวินอี้หรือไม่ยังไม่มีใครรู้
เจ้าลองให้คุณหนูของข้าดูเสียหน่อย ไม่แน่ว่าอาจพบอะไรบางอย่างขึ้นมา!”
เมื่อเถี่ยเฟิงพูดประโยคนี้ผู้คนต่างเปิดทางให้เว้นเพียงชาวบ้านคนนั้นที่ยังพูดว่า “น่าพิลึกเสียจริงทุกคนต่างไม่
อยากเข้าใกล้ แต่ดูเด็กสาวผู้นี้กลับอยากเดินเข้าไปข้างในหรือว่าจะไม่กลัวตาย?”
แม้จะพูดเช่นนี้แต่เมื่อเห็นท่าทางที่สุขุมและสวมเสื้อผ้ามีราคาของต้วนชิงหมิงผู้คนก็ไม่กล้าเอ่ยถามขึ้นอีก ต่าง
เปิดทางเดินให้พวกเขา!
เถี่ยเฟิงได้คุ้มครองอยู่ด้านข้างส่วนแม่นมหนิงได้ประคองต้วนชิงหมิงให้ทุกคนเปิดทาง เพื่อผลักประตูเดินเข้าไป
เมื่อเดินเข้ามาในบ้านก็ได้เห็นประตูหลักส่วนเหลาหลี่โถวได้นอนอยู่บนแผ่นไม้ สีหน้าม่วงชํ้า ดวงตาทั้งสองปิด
สนิทดูท่าแล้วเหมือนคนที่เพิ่งตายเมื่อไม่กี่ชั่วยามมานี้
เห็นต้วนชิงหมิงเดินมาตรงหน้าลูกชายของเหลาหลี่โถวก็รีบลุกขึ้น เช็ดนํ้าตาที่ไหลออกมาอย่างรวดเร็ว ประสาน
มือทำความเคารพนาง “ข้าน้อยเถี่ยจู้จือ คารวะคุณหนูใหญ่”
ต้วนชิงหมิงตอบเสียงเรียบ “ไม่ต้องมากพิธี…”
เถี่ยจู้จือเช็ดนํ้าตาไปด้วยแล้วกวักมือให้ภรรยาไปหยิบเก้าอี้มาให้ต้วนชิงหมิงนั่ง
เด็กสาวให้แม่นมหนิงยื่นเข็มส่งให้เถี่ยเฟิงและพูดอะไรบางอย่างสองสามประโยคกับเขา เถี่ยเฟิงได้ยินก็พยักหน้า
รับรู้จึงเดินขึ้นไปด้านหน้าสองก้าวพลางหันไปพูดกับเถี่ยจู้จือว่า “ข้าขอดูร่างของพ่อเจ้า ได้หรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงใส่เสื้อผ้าที่ไม่ธรรมดา ทั้งกิริยาท่าทางสุขุม ส่วนเถี่ยเฟิงก็ท่าทางตรงไปตรงมาอย่างมาก เมื่อเห็นทั้ง
สองคนปรากฏตัวจึงสร้างความกดดันบางอย่างให้แก่เหลาหลี่โถวกระทั่งได้ยินเถี่ยเฟิงบอกว่าจะขอดูร่างท่านพ่อ ก็รีบ
ตอบทันทีทันใด “คุณชายท่านนี้ถ้าอยากดูก็ดูเถอะ… เพราะอย่างไรเสียคนคนนี้ก็ตายเสียแล้วทั้งยังจะทำให้คนทั้งบ้าน
พลอยลำบากไปด้วย”
ครั้นเด็กสาวกำลังหมุนตัวกลับไปพลันเห็นลูกชายลูกสาวของเถี่ยจู้จือที่อายุไม่กี่ขวบกำลังมองคนแปลกหน้าที่เข้า
มาด้วยความตกใจ จากสายตาที่ไร้เดียงสากลับกลายเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงและหวาดกลัว
เถี่ยเฟิงหยิบเข็มเงินขึ้นมาปักไปที่ร่างของเหลาหลี่โถวอยู่หลายครั้งจากนั้นหันหน้ามามองคุณหนูที่พยักหน้าให้
สายตาต้วนชิงหมิงที่แฝงอะไรบางอย่างกลับแผ่ซ่านออกมาอีกครั้งหน้าเหมือนกำลังจะพูดอะไร ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียง
โวยวายดังมาจากข้างนอกเถี่ยเฟิงตกใจจึงรีบวิ่งออกไปตะโกนขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
จนถึงตอนนี้หัวหน้าหมู่บ้านในจ้วงจื่อมาแล้ว เมื่อเห็นเด็กสาวเข้าก็ตระหนกอยู่ไม่น้อย “ข้าน้อยไม่ทราบว่าคุณหนู
ใหญ่อยู่ที่นี่ ทำให้คุณหนูตกใจแล้ว…”
นางหันหน้าไปมองหัวหน้าหมู่บ้านอย่างเชื่องช้าถามขึ้น “ไม่ทราบว่าหัวหน้าหมู่บ้านมาที่นี่ด้วยเรื่องอันใด?”
เขาปาดเหงื่อบนใบหน้าพลางพูดไปด้วยว่า “เหลาหลี่โถวติดโรคเวินอี้ ดังนั้นข้าน้อยถึงมาปิดเรือนนี้!” ทำไมคุณ
หนูใหญ่ถึงมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่และเดินเข้ามาในเรือนของคนตาย? เป็นเหมือนที่สวีปั๋อพูดไว้จริงโรคเวินอี้เป็นนางที่นำ
มาแพร่
ต้วนชิงหมิงหัวเราะเบาๆ “ขอถามหัวหน้าหมู่บ้าน มีเอกสารจากทางการมาด้วยหรือไม่?”
เพราะถ้าเป็นโรคเวินอี้จะต้องผ่านการรับรองเอกสารทางการก่อนจึงจะสามารถปิดเรือนได้ และนำคนที่มีโอกาส
ติดเชื้อทุกคนเผาให้ตายทั้งหมดทว่าคงไม่มีเอกสารจากทางการและไม่มีผู้ติดตามจากทางการ ยังกล้ามาปิดเรือนเหลาหลี่
โถวตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ?
อีกฝั่ายได้ยินก็ถึงกับหยุดชะงักทันทีมีชายที่ยืนอยู่ด้านหลังอายุน่าจะสามสิบปี ที่ติดตามเขามาด้วยคนหนึ่ง
ตอบแทนว่า “คุณหนูใหญ่ รอให้ปิดเรือนนี้แล้วค่อยไปแจ้งทางการให้มาหากพวกเขาเหล่านี้ออกไปเดินเพ่นพ่าน ก็อาจ
นำโรคเวินอี้ไปติดคนอื่นได้!”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะเบาๆ อีกครั้ง “ถ้ากลัวพวกเขาจะแพร่เชื้อโรคก็ห้ามไม่ให้พวกเขาออกจากเรือนก็ได้นี่ เจ้ารู้
หรือไม่ว่า……ถ้าไม่มีหนังสือทางการ แล้วสั่งปิดบ้านเรือนตามอำเภอใจ มีโทษเหมือนเช่นการลักขโมย”
เมื่อได้ยินที่นางพูดชายคนนั้นก็ถึงกับตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
อย่าดูเพียงว่านางอายุยังน้อยทว่าคำพูดของนางแต่ละคำช่างมีเหตุมีผลทุกถ้อยคำ!
“นี่เป็นเรื่องในจ้วงจื่อของพวกเรา พวกเรามีวิธีจัดการของตัวเองขอเชิญคุณหนูใหญ่กลับไปเถิด” เมื่อเห็นหัวหน้า
หมู่บ้านถูกต้วนชิงหมิงทำให้พูดไม่ออกผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านข้างอีกคนจึงพูดขึ้น
คำพูดนี้พูดยืดยาวไม่เกรงใจสักนิดยิ่งไปกว่านั้นเหมือนเป็นการไล่แขกให้ออกไป
เพราะจวนต้วนแต่ไหนแต่ไรมาก็มีอี๋เหนียงดูแล ลูกของนางก็เป็นที่รักส่วนผู้หญิงตรงหน้าก็แค่ลูกภรรยาเอกที่ไม่
เป็นที่รัก กลับยังแสดงอำนาจและพูดจาใหญ่โตออกมานางไม่รู้หรือว่าอะไรเป็นอะไร!
ได้ยินคำพูดของชายคนนั้นนํ้าเสียงของต้วนชิงหมิงก็กลายเป็นเย็นเยียบขึ้นมา “เหลาหลี่โถวเป็นคนเช่าที่จวนต้วน
อยู่ก็นับว่าเป็นคนของจวนต้วน พวกเจ้าอยากจัดการคนของจวนต้วนเช่นนั้นไม่ต้องถามข้าก่อนอย่างนั้นหรือ?”