การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 107 เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ปกปั้องนายหญิง (2)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 107 เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ปกปั้องนายหญิง (2)
ต้วนชิงหมิงสามารถอดทนอดกลั้นไว้ได้แต่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลับทนไม่ไหว
เห็นนางกำลังถกเเขนเสื้อขึ้นและก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เพื่อปกปั้องต้วนชิงหมิงที่อยู่ด้านหลังโดยจ้องเขม็งไปที่
ภรรยาของเถี่ยจู้เฟิง “คุณหนูของข้าเป็นถึงลูกสาวภรรยาเอกของท่านแม่ทัพใหญ่ ปกติแล้วฐานะสูงศักดิ์แต่ครั้งนี้กลับไม่
สนใจตัวเองออกมาช่วยพวกเจ้าต่อสู้เพื่อไม่ให้เรือนของพวกเจ้าถูกปิดแต่พวกเจ้าไม่รู้จักบุญคุณยังกล้ามาสงสัยคุณหนู
ของข้าอีกหรือนี่คือสิ่งที่พวกเจ้าตอบแทนคนที่มีบุญคุณ?”
คำพูดของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ชัดเจนและเสียดสี ทำให้คนในเรือนเถี่ยจู้จื่ออึ้งจนพูดไม่ออกภรรยาของเถี่ยจู้จื่อก็ยิ่ง
กระอักกระอ่วน
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเล็กน้อยหลังจากได้ยินเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูด……แม้จะพูดตรงและถูก เพียงแต่พูดรุนแรงไปหน่อย
ทว่าในตอนนี้กลับได้ผลไม่น้อยนิสัยที่ทนอะไรไม่ค่อยได้ของนางเผยออกมาในเวลาที่ช่างประจวบเหมาะในการช่วยต้วน
ชิงหมิงให้หลุดจากความสงสัยของคนในเรือนนี้
เมื่อเห็นเถี่ยจู้เฟิงนิ่งเงียบไม่พูดจาชาวบ้านที่มาห้อมล้อมก็ไม่โกรธแล้ว เพียงแต่พวกเขาเริ่มพูดไปต่างๆ นานา “หึ!
คุณหนูใหญ่แม้ภายนอกจะพูดจาดีน่าเชื่อถือ แต่ใครจะไปรู้ว่าในใจลึกๆนั้นคิดอะไรอยู่? นางแค่อยากปกปั้องคนเรือนนี้
ก่อนจากนั้นจึงค่อยปกปั้องตัวเองก็เท่านั้น!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังมีนิสัยที่ไม่ชอบความไม่เป็นธรรมเป็นที่สุดที่ไม่สามารถเห็นต้วนชิงหมิงได้รับความไม่เป็นธรรมเช่น
กันเมื่อได้ยินคนนั้นที่พูดออกมา นางจึงจ้องตาไม่ขยับยกมือทั้งสองข้างเท้าเอวและตะโกนด้วยความโกรธ
“มีใครเห็นกับตาว่าโรคนี้ออกมาจากจวนต้วนที่จ้วงจื่อบ้าง…ส่วนผู้ดูแลจ้วงจื่อเหล่านั้น เข้าออกช่วงจวนต้วนที่
จ้วงจื่อไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งพวกเจ้าเคยได้ยินไหมว่ามีใครติดโรคเวินอี้บ้าง… อีกอย่างคนในจ้วงจื่อและคนที่ติดตามคุณหนู
มา ก็ได้รับการตรวจจากหมอโจวอยู่หลายครั้งก็ยืนยันว่าไม่มีใครที่ติดโรคเวินอี้แม้แต่คนเดียว… เช่นนั้นพวกเจ้าถือดีอะไร
มาบอกว่าโรคนี้แพร่มาจากไหนจ้วงจื่อ? หรือจะบอกว่าพวกเจ้าเข้าใจความรู้ทางการแพทย์มากกว่าหมอโจว?และมีสิทธิ์
ในการพูดมากกว่าหมอโจวอย่างนั้นหรือ?”
นางใช้คำพูดได้เจ็บแสบคนเหล่านั้นถึงกับตะลึงลิ้นพันกันจนพูดไม่ออก
เรื่องมาถึงจุดนี้มีเพียงคนที่ออกมาจากจ้วงจื่อเท่านั้นที่ติดโรคดังนั้นทุกคนต่างพูดลับหลังกันต่างๆ นานาว่าโรคนี้มี
ความเป็นไปได้สูงมากที่จะมาจากจ้วงจื่อ!
เมื่อได้ฟังที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดทุกคนก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ในทันทีจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ยินข่าวการติดเชื้อในจ้วงจื่อ อย่าง
นั้นก็สามารถพูดได้ว่ามีเพียงคนที่ออกจากจ้วงจื่อเท่านั้นที่ติดเชื้อส่วนคนที่อยู่ในจ้วงจื่อยังสงบสุขดี!
เช่นนั้นความจริงของเรื่องนี้สมควรที่จะปรึกษาหารือกัน เพราะคนที่ติดโรคเวินอี้ไม่ได้ติดมาจากจ้วงจื่ออย่างที่
พวกเขาคิด
ชาวบ้านพวกนี้ทำตามกฎมาโดยตลอดทั้งไม่ออกไปข้างนอกและวิถีชีวิตของพวกเขาก็แสนเรียบง่ายถ้าโรคนี้ไม่ได้
แพร่มาจากจ้วงจื่อจริงแล้วจะมาจากไหนกัน? อีกอย่าง คนที่เพิ่งตายด้วยโรคเวินอี้ทำไมเพิ่งออกจากจ้วงจื่อก็ติดโรคตาย
แล้ว?
ด้วยเพลิงโทสะที่เดือดพล่านขึ้นสู่ดวงตา ทำให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดตรงไปตรงมาด้วยความโกรธแต่คำพูดที่นางพลั้ง
ปากพูดออกไป ทำให้ความน่าสงสัยเพิ่มขึ้นไปอีก
คำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกไปแล้วไม่สามารถเก็บกลับมาได้ ฉะนั้นในตอนนี้นางจึงร้อนๆ หนาวๆกลัวว่าต้วนชิงหมิง
และแม่นมหนิงจะกล่าวโทษว่านางปากไม่มีหูรูด
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์แอบมองแม่นมหนิง เห็นแม่นมก้มหน้าไม่สนใจราวกับว่าไม่ได้ยินสิ่งที่นางพูดเมื่อครู่ ส่วนต้วนชิงหมิ
งกลับยิ้มออกมาให้นางสายตานั้นยังเปียมไปด้วยกำลังใจที่ส่งไปให้ นางจึงพูดขึ้นอย่างมั่นใจอีกครั้ง
“หลีเหล่าโถวไม่ได้อยู่จ้วงจื่อตลอดทั้งวันเสียเมื่อไรหรือว่าเขาติดโรคจากเรือนคนอื่นไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ไหนพวก
เจ้าลองพูดมาสิว่าไม่กี่วันมานี้เขาไปไหนมาบ้าง? พบใครมาบ้าง? ไม่แน่ว่าโรคของเขา อาจเป็นคนพวกนั้นตั้งใจแพร่ให้ก็
เป็นได้!
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หน้าแดงกํ่าพูดตรงไปตรงมา อีกทั้งสายตาที่ลุกวาวและขึงขัง ทำให้คนในที่นั่นต่างตะลึงไม่น้อย!
จากที่เงียบอยู่เป็นนานจู่ๆ ต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ก็เอ่ยขึ้นเสียงนิ่ง “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดได้ถูก
ต้อง!” แม้แต่เถี่ยเฟิงที่คิดว่านางได้แต่พูดเป็นนกแก้วขุนทองตั้งแต่เช้ายันเย็นวันนี้กลับพูดได้ดีจนเขาต้องยกนิ้วให้
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ได้รับการชื่นชมก็รู้สึกตัวนางพองโตขึ้นมาไม่น้อยจึงเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ พูดอย่างภูมิใจ “ใครกล้า
รังแกคุณหนูต้องข้ามศพข้าไปก่อน!”
ชาวบ้านที่ได้ฟังนางพูดเตือนสติก็เริ่มคิดถึงว่าไม่กี่วันมานี้หลีเหล่าโถวไปไหนมาบ้าง “เมื่อ 2 วันก่อน ข้าเห็นหลี
เหล่าโถวออกมาจากจ้วงจื่อและไปบ้านหลิวเหล่าซวนที่ชุนตงโถว……”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว! เมื่อวานนี้หลีเหล่าโถวบอกข้าว่า สวีปั๋อมาหาเขาแต่ไม่รู้ว่ามีธุระอะไร!”
ชาวบ้านต่างพูดคุยถึงกิจกรรมต่างๆในช่วงนี้ที่หลีเหล่าโถวไปทำออกมาจนหมด
ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังพูดคุยกันเห็นคนที่ยืนอยู่หลังหัวหน้าหมู่บ้านตะโกนออกมาเสียงดัง “นายหญิงของเจ้า
ยังอยู่ที่นี่ บ่าวรับใช้อย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรที่จะพูด?”
ได้ยินที่คนผู้นั้นตวาดเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงขมวดคิ้วขึ้น และพูดอย่างถือไพ่เหนือกว่า “เชอะ! มีตาหามีแววไม่……ข้าเป็น
ถึงบ่าวรับใช้ระดับหนึ่งทั้งเป็นบ่าวคู่ใจของคุณหนูใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านในจ้วงจื่อหรือเป็นฮูหยินที่ได้รับการ
แต่งตั้งจากฮ่องเต้อยากพบคุณหนูของข้าจะต้องรบกวนข้าไปบอกกล่าวคุณหนูทุกคน…”
นางพูดอย่างโอหังวางมาดเพื่อยกระดับตัวนางให้สูงขึ้นจากนั้นจึงหันหลังกลับมาหาต้วนชิงหมิงพูดกระซิบเสียง
แผ่วเบา “บ่าวขออภัยเจ้าค่ะ”
เป็นที่รู้กันว่าตั้งแต่ต้าชุ่ยออกจากจวนไปบ่าวข้างกายต้วนชิงหมิง มีบ่าวใช้ระดับสองคนเดียวคือ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์และ
บ่าวรับใช้ระดับสามคือ ชิวจวี๋ ส่วนบ่าวรับใช้ระดับหนึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนเมื่อก่อนหลิวหรงตั้งใจไม่ให้มี ข้อแรกเพื่อเห
ยียดหยามต้วนชิงหมิง อีกข้อหนึ่งเพื่อสะดวกในการเอาคนของนางผสมเข้าไปข้างกายต้วนชิงหมิง
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็หัวเราะออกมาทันทีและมองชื่นชมเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดไม่ผิดนับแต่นี้ต่อไปเจ้าเป็น
บ่าวรับใช้ระดับหนึ่งของข้า และถือเป็นตัวแทนหนิงซูย่วนของข้า!”
บ่าวรับใช้ระดับหนึ่ง? ตัวแทนหนิงซูย่วน? เป็นเวลาหลายปีที่ต้าชุ่ยเป็นบ่าวรับใช้อันดับหนึ่งในหนิงซูย่วนทว่าตอน
นี้กลับเป็นนางหรือ
สำหรับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์นี่คือเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่!
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจจนแข้งขาอ่อนแรงจนเกือบจะคุกเข่าไปกับพื้น หันไปขอบคุณต้วนชิงหมิง ทางด้าน
แม่นมหนิงก็รีบสะกิดนางที่เริ่มลืมตัวพูดเสียงเบา “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?ถ้าจะขอบคุณค่อยกลับไปขอบคุณ
ที่เรือนทีหลังเจ้าไม่เห็นหรือว่าที่นี่มีคนนอกอยู่เต็มไปหมด?”
นางได้ฟังเช่นนั้นจึงรีบลุกตัวตรงยืดอกขึ้นมาเหมือนกับพองตัวขึ้นฉับพลันเช่นนั้น
ชายด้านหลังหัวหน้าหมู่บ้านได้ฟังที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดยังมั่นอกมั่นใจ ทันใดนั้นก็เงียบไปพูดอะไรไม่ออก!
เป็นที่รู้ว่าจวนผู้ดีทั้งหลายมีกฎระเบียบเคร่งครัดถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้านาย ก็ย่อมไม่กล้าตัดสินใจทำและพูด
อะไรโดยพลการเป็นอันขาด!
และคำพูดของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลับทำให้คนไม่น้อยต้องอกสั่นขวัญแขวน
ทว่ากลับมีคนที่ไม่อยากให้พวกเขาสมปรารถนา
ในกลุ่มชายเหล่านั้นอยู่ๆ ก็มีคนหัวเราะเสียงตํ่าขึ้นมา “บ่าวรับใช้ที่พูดเก่งขนาดนี้เจ้าบอกว่าในจ้วงจื่อไม่มีคนติด
โรค ก็จะไม่มีคนติดโรคอย่างนั้นหรือ?…สมมติว่าเจ้าใช้เงินซื้อหมอเป็นพวก และตั้งใจปิดบังเรื่องอย่างนั้นจะมีใครรู้ได้
เล่า?”
ชายคนนั้นหลบอยู่ด้านหลังเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนและนิ่งเงียบอยู่นาน ถึงตอนนี้กลับเอ่ยปากตำหนิต้วนชิงหมิง
ในขณะที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กำลังจะอ้าปากทางด้านแม่นมหนิงกลับเดินไปข้างหน้าครึ่งก้าว พูดเสียงเรียบ “สามารถซื้อ
หมอเป็นพวกอย่างนั้นหรือ? ข้าอายุจนปูนนี้แล้วไม่เคยพบเห็นเรื่องแบบนี้มาก่อนขอถามท่านว่า เรื่องซื้อหมอเป็นพวก
แบบนี้ ท่านทำบ่อยแค่ไหนกัน?”
ชาวบ้านได้ฟังก็หัวเราะชอบใจ
ระหว่างนั้นมีชาวบ้านตะโกนขึ้นมาว่า “หมอโจวมาแล้ว!”
หมอโจวเดินออกมาจากกลุ่มชาวบ้านมายืนตรงหน้าต้วนชิงหมิงยกมือประสานทำความเคารพ “คุณหนูใหญ่!”
อีกฝั่ายยิ้มเล็กน้อย “หมอโจวช่วยตรวจคนในเรือนเหลาหลี่โถวหน่อย ว่ามีใครติดโรคหรือไม่!”