การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 20 เสิ่นกุ้ยเฟยหยอกล้อคุณหนูทั้งสาม
ต้วนชิงหมิงจับมือเชวียหนิงหรานยิ้มๆพลางมองไปที่ใบหน้าเล็กๆ ขนาดเท่าฝั่ามือประดับรอยยิ้มแห่งความจริงใจ
ไว้บนใบหน้า
“พี่เชวีย”
เชวียหนิงหรานยิ้มออกมามองไปที่ต้วนชิงหมิงด้วยความอิจฉา พูดเย้าว่า “ชิงหมิงเจ้าแต่งตัวได้งามมาก”
ต้วนชิงหมิงก้มมองชุดของตัวเองแล้วจึงมองไปยังเชวียหนิงหรานยิ้มเบาๆ “พี่เชวียก็งามเหมือนกัน”
เชวียหนิงหรานโบกไม้โบกมือ “นี่เป็นชุดที่ท่านแม่จัดแจงให้”
นางพูดไปก็โน้มตัวลงมาพูดกับต้วนชิงหมิง “น้องชิงหมิง อีกครู่จะมีการทดสอบ ครั้งนี้เป็นการแข่งขันแบบกลุ่ม
เจ้ามาอยู่กับข้ารวมเป็นกลุ่มกันเถอะ”
เพิ่งพบเจอเชวียหนิงหรานเป็นครั้งแรกก็ออกโรงปกปั้องต้วนชิงหมิงจึงยิ้มตกปากรับคำ
เวลานี้คุณหนูที่ชื่อ ‘ซือหลัว’ ก็เดินเข้ามาพูดคุยกับต้วนชิงหมิง
ซือหลัวนั้นอายุสิบสองหน้าตางดงามสวมชุดสีม่วงอ่อน ดวงตาดูมีชีวิตชีวา คิ้วโก่งจมูกเป็นสัน แก้มอวบอิ่มทว่าสี
ผิวของนางขาวแตกต่างจากผู้อื่น จมูกก็โด่งไม่เหมือนคนทั่วไปดวงตาก็เป็นสีฟั้านํ้าทะเล ยิ่งมองท่าทางของนางที่ดูตลก
เมื่ออยู่กับเชวียหนิงหรานแต่ต้วนชิงหมิงดูออกว่านางสูงส่งและมีอำนาจไม่น้อย
ชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงเคยได้เห็นราชทูตจากแคว้นอื่นก็มีดวงตาสีฟั้านํ้าทะเลจมูกโด่งก็เช่นนี้ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่า
ซือหลัวคนนี้จะต้องมาจากตระกูลผู้ดีจากแคว้นอื่นไม่ได้เป็นลูกผู้ดีทั่วไปเป็นแน่!
ซือหลัวชอบพูดคุยมากและยังพูดภาษาจีนได้คล่องแคล่วเมื่อฟังนางพูดไม่หยุดอยู่นาน ต้วนชิงหมิงถึงได้รู้ว่าที่แท้
คุณหนูทั้งหลายส่วนใหญ่ไม่รู้จักกันเหมือนซือหลัวกับเชวียหนิงหรานก็เพิ่งทำความรู้จักกันที่นี่ ตอนนี้ช่างประจวบเห
มาะต้วนชิงหมิงเข้ามาเป็นสามคนพอดี
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงมองไปรอบๆซ้ายทีขวาที เชวียหนิงหรานไม่แปลกใจ “ชิงหมิงเจ้ากำลังมองหาน้องสาวลูกอนุ
อยู่ใช่หรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงหยักหน้าตอบรับ “ใช่ ข้าแค่แปลกใจ ทำไมถึงไม่เห็นนาง นางไปที่ไหนแล้ว?”
ซือหลัวจึงพูดแทนคุณหนูที่ไม่ยอมบอกฐานะของตนออกมานั้นมองไปยังต้วนชิงหมิงพร้อมยกมือปั้องปากยิ้ม
“เจ้าอย่ามองหาเลยนางไม่ได้อยู่ที่นี่!”
ต้วนชิงหมิงชะงักงงไปเล็กน้อย “ไม่อยู่ที่นี่หรอกหรือ?”
เชวียหนิงหรานจับมือต้วนชิงหมิงพยักหน้ายิ้ม “นางกับเหล่าพี่สาวน้องสาวลูกอนุจะอยู่ด้วยกัน”
สิ่งนี้ทำให้ต้วนชิงหมิงยิ่งรู้สึกแปลกเข้าไปใหญ่หรือว่างานเลี้ยงของเสิ่นกุ้ยเฟยครั้งนี้ยังมีการแบ่งแยกชนชั้นด้วย?
เหล่าลูกอนุยังต้องแยกอยู่อีกที่เช่นนั้นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมต้วนอวี้หรานที่ชอบพูดชอบจามาตลอดจึงไม่อยู่ที่นี่?
ซือหลัวหัวเราะขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยังคงสงสัยครั้งนี้คำพูดของนางแฝงไปด้วยความภูมิใจ
“ชิงหมิง เจ้าเข้าทางประตูใหญ่ใช่ไหมล่ะ? ข้าก็เข้าประตูใหญ่เช่นกัน!”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับอย่างค่อยๆเข้าใจ “ความหมายที่พี่สาวทั้งสองจะบอกคือคนที่เข้าประตูใหญ่ถึงจะอยู่ที่นี่
ใช่หรือไม่?”
ที่แท้งานเลี้ยงในวันนี้ไม่ได้แยกบุตรสาวภรรยาเอกหรือลูกอนุแต่เป็นการแยกว่าใครเข้าประตูใหญ่หรือเข้าประตู
เล็กด้านข้าง! มิน่าเล่า คุณหนูที่อยู่ในนี้จึงมีแค่ไม่กี่สิบคนดูท่าแล้วสวนอีกที่จะมีคนไม่น้อยเป็นแน่!
เชวียหนิงหรานพยักหน้าตอบรับเข้าไปกระซิบข้างหูแบบได้ยินเพียงสองคนกับต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง ข้าจะบอก
เจ้าอย่างหนึ่ง คุณหนูที่มาที่นี่ต่างก็มีความสามารถมิเช่นนั้นจะเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร ทว่าคนมีความสามารถรวมเจ้าเข้าไป
แต่ไม่รวมข้าหรอกนะ……เพราะข้าใช้เส้นของพี่ชายเข้ามา!”
เมื่อเชวียหนิงหรานพูดจบก็ไม่มีความรู้สึกว่าใช้เส้นนั้นไม่เหมาะต้วนชิงหมิงมองไปเห็นแต่ใบหน้าที่ร่าเริงกำลัง
หัวเราะออกมาที่แท้ที่นี่ก็ยังมีการใช้เส้นสายอยู่หรือ?
ทันใดนั้นมีแม่นมสูงวัยเดินออกมาจากประตูฉุยฮวาด้านหลังตามมาด้วยบ่าวรับใช้ไม่กี่คนยืนอยู่หน้าประตูแม้ไม่ได้
พูดอะไรแต่กลับมีพลังอำนาจบางอย่างที่ไม่ธรรมดาอยู่ในนั้นเมื่อเห็นเงาของแม่นมสูงวัยปรากฏ เหล่าคุณหนูต่างนั่งตัว
ตรงบรรยากาศเงียบลงในฉับพลัน
เมื่อแม่นมเห็นว่าในศาลาเงียบลงแล้วจึงเดินมาทำความเคารพที่หน้าประตูฉุยฮวาแล้วพูดอย่างน่าเกรงขาม “คุณ
หนูทุกท่าน บ่าวแซ่เหยียน ทุกท่านสามารถเรียกบ่าวว่าแม่นมเหยียนเชิญคุณหนูทุกท่านตามบ่าวมาเจ้าค่ะ”
แม่นมเหยียนแม้จะเรียกตนว่า ‘บ่าว’ แต่ดูท่าแล้วบ่าวผู้นี้ผ่านการฝึกฝนมากด้วยประสบการณ์ ดูไม่ออกเลย
แม้แต่น้อยว่าเป็นบ่าวธรรมดายิ่งมองไปยังกิริยาท่าทางและใบหน้า ต่อให้เป็นฮูหยินทั่วไปก็เทียบกับนางได้ยากดังนั้นต้
วนชิงหมิงจึงมั่นใจว่าแม่นมเหยียนผู้นี้จะต้องเป็นคนที่มาจากในวังและตำแหน่งจะต้องสูงเป็นแน่!
แต่ว่าเสิ่นกุ้ยเฟยบอกแค่ว่าร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาไฉนจึงส่งแม่นมเหยียนมาเล่า? ครั้นดูสายตาที่แหลมคมประดุจ
มีดที่ลับแล้วของแม่นม หัวใจของต้วนชิงหมิงกลับมีความรู้สึกแปลกๆ ยากที่จะอธิบายราวกับว่าไม่ได้รีบไปร่วมงานเลี้ยง
แต่เป็นการไปร่วมงานแห่งความเป็นความตายอย่างไรอย่างนั้น!
หลังจากที่เชวียหนิงหรานได้แนะนำให้ต้วนชิงหมิงรู้จักฐานะของคุณหนูทั้งหลายนางจึงพอทราบได้ว่าหลายคนมา
จากตระกูลผู้ดี แต่ละคนไม่ธรรมดาฉะนั้นจะเป็นงานเลี้ยงแห่งความเป็นความตายได้อย่างไรกัน?
ต้วนชิงหมิงสะบัดหัวเพื่อเอาความคิดประหลาดเช่นนี้ออกไปแต่ความรู้สึกนั้นกลับกดอยู่ในใจไม่สามารถเอาออก
ไปได้ นางได้แต่กุมมือไว้แน่น ดูท่าแล้วไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นนางคงต้องระวังให้มากขึ้น!
แม่นมเหยียนพูดจบก็เดินออกไปทำให้คุณหนูทั้งหลายมองหน้ากันไปมาได้แต่เดินตามหลังแม่นมออกไป
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงกำลังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเชวียหนิงหรานและซือหลัวจึงรีบลากแขนเสื้อต้วนชิงหมิงออกมา “ชิง
หมิง อย่ามัวเหม่ออยู่ เรารีบไปกันเถอะ”
“พี่สาวทั้งสอง อีกครู่อย่าเดินแยกกันล่ะ!” ต้วนชิงหมิงพยักหน้าตอบรับนางจับมือเชวียหนิงหรานและซือหลัวไว้
แน่น
เชวียหนิงหรานก็เหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างจึงพยักหน้าตอบมีเพียงสายตาของซือหลัวที่มีแต่ความตื่นเต้น
เป็นที่สุดสายตานั้นเหมือนกำลังดูของเล่นที่น่าสนุกอยู่!
เวลานี้ในสวนอีกแห่งของตำหนักติ้งกั๋วกงฝูั่เสิ่นกุ้ยเฟยที่สวมชุดงดงามนั่งอยู่ข้างบุรุษผู้หนึ่ง อายุราวสามสิบปีบุรุษ
ผู้นั้นมีใบหน้าที่น่าเกรงขาม ด้วยท่าทางสูงส่งเหมือนได้ฝึกฝนมายาวนานคิ้วดกยาวพาดอยู่บนใบหน้าเรียวได้รูปขมวดคิ้ว
เล็กน้อยทำให้เห็นถึงดวงตาเคร่งขรึมเด็ดขาด น่าเกรงขามเมื่อเงยหน้าขึ้นมองทำให้คนหายใจไม่ทั่วท้อง ถ้ามองอย่าง
ละเอียด สายตาคู่นั้นทำให้คนที่เห็นไม่สามารถละสายตาได้เหมือนถูกมนต์สะกด
องครักษ์ของบุรุษผู้นั้นเป็นหนุ่มวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าท่านหนึ่งและคนของเสิ่นกุ้ยเฟยที่มีหน้าตาละ
ม้ายกุ้ยฝูเหรินอยู่ตรงข้าม
ทั้งสี่ท่านได้แบ่งกันนั่งลงที่ละสองท่านเสิ่นกุ้ยเฟยหยิบใบชาอู้ซานที่ส่งกลิ่นหอมกระจายไปทั่วในมือวางไว้หน้า
บุรุษผู้สูงส่ง ยิ้มอ่อนหวาน พูดอย่างออดอ้อน “ฝั่าบาท วันนี้หม่อมฉันเตรียมการแข่งขันไว้แล้วหวังว่าฝั่าบาทจะทรงชอบ
เพคะ”
เสิ่นกุ้ยเฟยได้รับความโปรดปรานในวังหลังมานานหลายปีผู้คนต่างเล่าลือถึงความงามของนางที่ทำให้ผู้พบเห็น
หายใจไม่ทั่วท้องแม้วังหลังจะมีคนงามมากมาย แต่ไม่มีผู้ใดกลบความงามของนางได้ตอนนี้นางกลับมาเยี่ยมบ้าน แม้จะ
ไม่ได้ใส่ชุดกุ้ยเฟยที่วิจิตรงดงามแต่ยังแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างวิจิตร แน่นอนว่างามไม่น้อยกว่าปกติเช่นกัน
แม้เห็นแค่ชุดสีม่วงอ่อนกับเสื้อคลุมบางสีขาวเผยให้เห็นไหล่ทั้งสองข้างลำคอที่เรียบเนียนชัดเจน กระโปรงจีบที่
พลิ้วไหวเหมือนแสงจันทร์สาดส่องยาวสามฉื่อ[1]โดยประมาณ เอวที่รัดไว้ด้วยผ้าเหมือนมีความกว้างไม่ถึงหนึ่งคืบรอยยิ้ม
สุขุมลุ่มลึกดูอ่อนโยนมากกว่าปกติที่จะเย็นยะเยือกน่าเกรงขาม
…
[1]สามฉื่อ ความหมายประมาณสามฟุต(เก้าสิบเซนติเมตร)