การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 22 องค์ชายสามที่ปรีชาสามารถ
ต้วนชิงหมิงยิ้มเจื่อนๆพวกนางไม่ใช่ไม่กล้าทำอะไรพวกเรา แต่กำลังเริ่มที่จะทำแล้วต่างหาก
ยิ่งไปกว่านั้นต้วนชิงหมิงยังสังหรณ์ใจว่าอีกสักครู่คุณหนูเหล่านี้จะต้องโหดเหี้ยมอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อนหวังว่า
จะไม่ทำร้ายกันจนเลือดตกยางออกเป็นพอ
เพราะว่าร่างกายของคุณหนูเหล่านี้สูงศักดิ์และเป็นผู้ดีในเมืองหลวงตระกูลของพวกนางต่างเกี่ยวพันกันอย่างซับ
ซ้อนถ้าเกิดคุณหนูเหล่านี้บาดเจ็บที่ตำหนักติ้งกั๋วกงต่อให้เป็นงานเลี้ยงที่เชิญโดยเสิ่นกุ้ยเฟยตำหนักติ้งกั๋วกงก็ยากจะปัด
ความรับผิดชอบได้แต่ดูแล้วเสิ่นกุ้ยเฟยตั้งใจเล่นใหญ่ขนาดนี้ เหมือนว่าเปั้าหมายของนางไม่ได้เพียงเพื่อร่วมงานเลี้ยง
ธรรมดาแค่นั้นแล้วสิ่งที่นางต้องการจริงๆ คืออะไรกันแน่
ทว่าเรื่องนี้ไม่มีใครรู้
เมื่อได้ฟังนํ้าเสียงของซือหลัวที่ดูท่าทางมั่นใจนางจึงแน่ใจขึ้นไปอีกว่าซือหลัวคนนี้ไม่ธรรมดา สองคนนี้ดูเหมือนจะ
สนใจตนเองมากกว่านางต้วนชิงหมิงจึงพูดเสียงเบา “ข้าไม่เป็นไร……ต่อจากนี้พวกเจ้าไม่ต้องพูดอะไรอีก ถ้ามีเรื่องอะไร
ให้เขียนที่ฝั่ามือแทน”
สองคนนั้นจับข้อมือของต้วนชิงหมิงไว้แน่นไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย
ภายในห้องนี้เหมือนมีตัวอะไรกระโดดขึ้นไปบนร่างกายเมื่อสัมผัสโดนใครจะสร้างความหวาดกลัวขึ้นมาพริบตา
เดียวในห้องก็เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้เอะอะโวยวาย เสียงด่าทอด้วยความโมโหรวมทั้งเสียงร้องขอที่ดูตกใจผสมกันอยู่ใน
นั้นปกติคุณหนูเหล่านี้จะมีท่าทางกิริยามารยาทผู้ดีแต่ภายใต้ห้องแห่งความมืดมิดแห่งนี้ ทุกอย่างถูกโยนถูกทิ้งไปหมด
แล้ว เจ้าหลบข้าหนี ทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นมาครั้งใหญ่!
แต่กลุ่มสามคนของต้วนชิงหมิงกลับจับมือกันนิ่งแม้จะไม่มีใครเหยียบพวกนางได้สิ่งนั้นวิ่งผ่านด้านหลังของพวก
นางไปเพียงรอบเดียวแล้วหายไป
เชวียหนิงหรานกลัวความมืดจนตัวสั่นเทิ้มไปหมดในความมืดมิดนั้น นางเขียนบนฝั่ามือของต้วนชิงหมิง ‘นี่มันตัว
อะไรกัน!’
ผ่านไปอีกครู่นางก็เขียนอีกว่า ‘ใช่หนูหรือไม่ ข้ากลัวมันมากที่สุด!’
ต้วนชิงหมิงคิดอยู่ชั่วครู่ ‘เป็นหนูที่คนเลี้ยงไว้ ปล่อยมาเพื่อแกล้งให้พวกเราตกใจ ข้าไม่กลัวหนูหรอก!’
เชวียหนิงหรานก็ไม่ได้เขียนอะไรอีกเพียงขยับตัวเข้ามาใกล้ต้วนชิงหมิงมากขึ้น พลางสั่นไปทั้งตัว
ทันใดนั้นเองในห้องก็มีเพียงเสียงที่อ่อนโยนดังขึ้นมา “คุณหนูทุกท่านอย่าตระหนกไป ดูสิว่าในตัวของใครมีฮว่า
เจ๋อจือ[1]?”
ในความมืดมิดมีเสียงส่งมาทุกคนต่างกำลังหาของอยู่ ส่วนต้วนชิงหมิงหัวเราะเยาะในใจคุณหนูเหล่านี้สูงศักดิ์มือ
ไม่เคยได้ทำงานหนักอะไรในตัวแม้เงินสักเหลียงก็ไม่พกแล้วจะมีฮว่าเจ๋อจือของที่ไร้ค่าติดตัวได้ยังไง? กลัวว่าฮว่าเจ๋อจือ
จะอยู่ในมือของบ่าวรับใช้พวกนั้นที่เฝั้าอยู่ด้านนอก
เมื่อเสียงเงียบลงครู่เดียวก็มีเสียงพูดปนสะอึกสะอื้น “ข้าไม่มี!”
จากนั้นก็มีคนพูดด้วยเสียงอู้อี้ในคอว่า “ข้าก็ไม่มี!”
ในความมืดยังมีเสียงคนพูดขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ข้าไม่เคยพกของเหล่านี้ติดตัว!”
และอีกคน “ใช่แล้ว ของเหล่านี้อยู่ในมือพวกบ่าวรับใช้ ใครจะไปพกล่ะ!”
มีคนสุดจะทนพูดอย่างถอดใจ “เช่นนั้น มีใครได้พกของประเภทหยกเรืองแสงติดตัวมาบ้าง?”
หยกเรืองแสงสามารถส่องแสงสว่างในที่มืดเป็นของหายากคนทั่วไปจึงไม่มีไว้ในครอบครองยิ่งไปกว่านั้นยังมี
ลักษณะค่อนข้างใหญ่จึงไม่มีใครพกติดตัวต่อให้ถึงเวลาใช้ก็ต้องใส่กล่องใบเล็กแล้วให้บ่าวรับใช้ถือไว้
เหอะๆดูสิ พวกผู้ดีใช้ของดี กินอยู่สุขสบายถูกบ่าวรับใช้ปรนนิบัติจนเคยตัวตอนนี้ไม่มีพวกบ่าวใช้ก็ทำอะไรไม่เป็น
แล้วหรือ! สองวิธีนี้ที่ดูท่าแล้วจะใช้ไม่ได้ตอนนี้คิดแผนอะไรไม่ออก ถึงคิดออกกลับไม่มีของนั่นเท่ากับว่าไม่มีวิธีการใดที่
ใช้ได้เลย
คุณหนูคนนั้นถามขึ้นมาเช่นนี้เหมือนกับท้อแท้ใจแล้ว “เช่นนั้น พวกเราทำได้แค่รอให้พวกเขายอมเปิดประตูให้
แล้วกัน!”
ได้ยินเช่นนั้นจึงไม่รู้ว่าต้องอยู่ในความมืดมิดอีกนานเท่าไหร่ มีคุณหนูบางคนพูดอย่างโกรธเคือง “พวกเขาถือดี
อะไรมาขังพวกเราไว้ที่นี่?ข้าจะกลับไป……กลับไปหาท่านแม่……”
มีคุณหนูบางคนเขย่าประตูอย่างสุดชีวิต “เปิดประตูๆ ท่านพ่อข้าเป็นถึงโหวเหย่[2] เจ้ากล้าขังข้าไว้ในนี้ข้าจะ
ให้ท่าพ่อบั่นคอเจ้า!”
และยังมีคุณหนูบางคนร้องไห้ขอร้องคนที่อยู่ด้านนอกให้ปล่อยนางโดยเร็ว
ต้วนชิงหมิงกลับหัวเราะคำพูดและการกระทำของคุณหนูเหล่านี้จะถูกคนที่อยู่ด้านนอกจดบันทึกไว้แล้วกระมัง?
ส่วนเรื่องหลังออกไปจากที่นี่ คำพูดเหล่านี้คงใช้ตัดสินเป็นคะแนน
ซือหลัวขยับตัวเหมือนหาอะไรในความมืดคำถามของคุณหนูคนนั้นทำให้ซือหลัวเหมือนอยากพูดอะไรแต่ต้วนชิงห
มิงใช้แรงบีบที่มือเพื่อส่งสัญญาณว่าอย่าพูดอะไรออกไป
ต้วนชิงหมิงเชื่อว่าต่อให้มีฮว่าเจ๋อจืออยู่ในมือก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้เนื่องจากคนพวกนี้คงไม่ได้มาล้อมรอบ
เพียงกลุ่มเดียวเป็นแน่แต่ถ้ามาแกล้งคุณหนูเหล่านี้ก็ย่อมได้ ทว่าไม่สามารถทำร้ายพวกนางได้แม้แต่นิดเดียวด้านนอกใน
ตอนนี้คงมีหลายคนรออะไรบางอย่างอยู่!
ส่วนรออะไรอยู่นั้น? ต้วนชิงหมิงก็ยังไม่รู้ แต่อีกไม่นานนางจะได้รู้แล้ว!
เพียงครู่เดียวจู่ๆก็มีควันลอยเข้ามาจากหน้าต่างและประตูที่ถูกปิด เข้ามาทั่วบริเวณรอบห้องนี้แม้ว่าควันที่เข้า
ลอดเข้ามาในห้องทุกคนจะไม่เห็นแต่เมื่อจมูกได้สูดเข้าไปก็ไม่มีใครลืมว่าเป็นกลิ่นอะไร
อากาศในห้องแห้งมากจึงทำให้ควันเต็มที่พื้นโดยเร็วหลายคนเริ่มไอ มีคนเริ่มเปล่งเสียงด้วยความเศร้าโศกออกมา
“นี่มันอะไรกัน ยังปล่อยควันเข้ามาอีก? จะให้พวกเราสำลักควันตายหรือไร?”
หลายคนพุ่งไปที่ประตูดึงประตูพลางตะโกนไปด้านนอก “เปิดประตูปล่อยพวกข้าออกไปๆ”
ไม่นานทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงไอทำให้ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกกลับมีเพียงควันที่ลอยเข้ามาทั่วทั้งห้อง
เวลานี้ต้วนชิงหมิงค่อยๆดึงมือซือหลัวและเชวียหนิงหรานให้ย่อตัวลง นางพูดออกมา “ทุกคนย่อตัวลงกับพื้น ใช้
เสื้อปิดจมูกและรีบก้มไปที่พื้น!”
เมื่อได้ยินคำพูดของต้วนชิงหมิงบางคนได้สติขึ้นมาจึงรีบก้มหน้าไปที่พื้น จากนั้นดึงเสื้อมาปิดจมูก
ต้วนชิงหมิงเขียนไปที่มือของเด็กสาวทั้งสอง ‘อย่าส่งเสียง ตามข้ามา ค่อยๆ ดึงกันมา พวกเราเตรียมตัวออกไป!’
เมื่อต้วนชิงหมิงเขียนเสร็จก็เอามือเชวียหนิงหรานไปจับมือซือหลัวส่วนนางนำทาง ค่อยๆ เดินไปแท่นบูชา
รู้หรือไม่? รูปปันเจ้าแม่กวนอิมไม่ว่าจะอยู่ในจวนขุนนางหรือบ้านเรือนของชาวบ้านมักจะมีแท่นบูชาไม่ก็จะวางไว้
ที่ศาลเจ้า โบสถ์หรือไม่ก็ห้องนอนเจ้าของบ้าน พูดได้ว่าจะไม่มีใครสามารถหาเจอได้ง่ายๆแต่เจ้าแม่กวนอิมองค์นี้กลับอยู่
ตรงกลางห้อง ถ้าต้วนชิงหมิงจำไม่ผิดละก็ แท่นบูชาไม่ได้สูงมากนักแต่กลับแข็งแรงแน่นหนาย่อมไม่ได้สร้างมาโดยง่าย
เป็นแน่ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่าห้องนี้จะต้องมีทางหนีออกไปได้และไม่แน่ว่ากลไกจะอยู่ใต้ฐานแท่นบูชา
ขอเพียงหาวิธีที่จะปีนเข้าไปด้านล่างแท่นบูชาก็จะสามารถหากลไกที่ซ่อนอยู่พบขอเพียงออกไปจากที่นี่ได้ นาง
สาบานว่านางจะไม่ร่วมงานเลี้ยงบ้านี่อีกแล้วจะรีบกลับจวนเปลี่ยนเสื้อผ้า!
นางตัดสินใจแล้วว่าต่อจากนี้ไม่ว่างานเลี้ยงประเภทไหน นางจะใช้ข้ออ้างว่าปั่วยและจะปฏิเสธไปให้หมด!
นั่นก็เพราะว่าตอนคุณหนูทั้งหลายร้องไห้อย่างอเนจอนาถต้วนชิงหมิงสังเกตถึงเห็นความจริงเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ
เรื่องที่เกิดในวันนี้กลัวว่าจะเป็นความคิดของเสิ่นกุ้ยเฟยเพียงผู้เดียวทว่าผลลัพธ์นั้นนางรับคนเดียวไม่ไหวเป็นแน่!
…
[1]ฮว่าเจ๋อจือ คือ พับไฟหรือตะบันไฟเป็นเครื่องมือจุดไฟสมัยโบราณลักษณะเป็นกระบอกเปิดปิดได้
[2]โหวเหย่ เป็นตำแหน่งขุนนางเทียบเท่าเจ้าพระยา