การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 385 อกสั่นขวัญแขวน
ต้วนชิงหมิงพูดด้วยนํ้าเสียงราบเรียบทว่าภายในห้องที่เงียบสงัดยิ่งทำให้คนที่นั่งอยู่ได้ยินทุกคำชัดเจน
ใบหน้าของเยวี่ยเจียเวลานี้ซีดเผือดราวกับหิมะขาวโพลนเสื้อด้านหลังมีเหงื่อไหลชุ่มเต็มแผ่นหลัง ตอบรับกระ
อ้อมกระแอ้ม “เจ้าค่ะ”
เมื่อครู่นางเกือบทำผิดกฎที่ต้วนชิงหมิงตั้งไว้แล้ว…โชคยังดีที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์คว้ามือของนางเอาไว้ได้ทันเวลา นางเงย
หน้ามองเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อย่างซาบซึ้งใจอีกฝั่ายพยักหน้าเล็กน้อยส่งสัญญาณกลับมานางจึงหมุนตัวแล้วเดินออกไปที่ประตู
ด้านนอก
ไม่กี่อึดใจต่อมาจางอี๋เหนียงก็เดินเข้ามาในห้องด้วยหน้าตาลนลานนางรีบถอดเสื้อคลุมที่มีหิมะเกาะเต็มไปหมด
ออกความเย็นจากภายนอกที่ตามนางเข้ามาด้วยปะทะความอบอุ่นภายในห้องทำเอาหญิงสาวสั่นเทิ้มไปทั้งตัว
นางยอบกายลงเมื่อถอดเสื้อคลุมแล้ว “ปีเซี่ยคารวะคุณหนูใหญ่คารวะคุณชายใหญ่…ปีเซี่ยได้ยินมาว่าคุณชาย
ใหญ่กลับมาแล้วรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากจึงอยากดูให้เห็นกับตาหากคุณชายใหญ่มีอะไรให้ปีเซี่ยช่วยก็สามารถบอกมาได้
เลยเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงเห็นจางอี๋เหนียงทำความเคารพรีบสั่งให้เยวี่ยเจียเข้าไปประคองนางขึ้นมา “อี๋เหนียงตามสบาย!”
จางอี๋เหนียงค่อยๆลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า แล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อขอบคุณต้วนชิงหมิง “ขอบคุณคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงเอาแต่ก้มหน้าดื่มนํ้าชาเอื้อนเอ่ยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “อี๋เหนียงอย่าหาว่าข้าต่อว่าเลยนะ ตอนนี้ท่านตั้ง
ท้องอยู่จะทำอะไรต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเหตุใดยังมาเดินบนทางที่มีหิมะอยู่ หากล้มลงไปแล้วจะทำอย่างไร?”
“ขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่สั่งสอน… ปีเซี่ยแค่ได้ยินว่าคุณชายใหญ่กลับมาแล้ว ด้วยความเป็นห่วงจึงรีบมาดูให้เห็น
กับตาว่าคุณชายใหญ่ปลอดภัยถึงจะปลดเปลื้องความกังวลในใจออกไปได้เจ้าค่ะ” นางพูดด้วยความรู้สึกผิด
ต้วนอวี้ที่อยู่ด้านข้างปรายตามองจางอี๋เหนียงและพูดด้วยอาการเรียบนิ่ง “ขอบคุณอี๋เหนียง ตอนนี้ข้าไม่เป็นอะไร
แล้ว หากอี๋เหนียงไม่มีเรื่องอื่นแล้วให้กลับไปพักผ่อนเสียและรีบคลอดน้องชายไม่ก็น้องสาวออกมาโดยเร็วเถิด”
ความตั้งใจของต้วนอวี้เพียงต้องการให้จางอี๋เหนียงรีบกลับไปทว่าหญิงสาวกลับหน้าซีดเผือด ทำท่าจะคุกเข่าลง
ไปกับพื้นอีกครั้ง
ต้วนอวี้เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกร้อนๆหนาวๆ ทำอะไรไม่ถูก ยังดีที่ต้วนชิงหมิงรับช่วงพูดต่อในทันที “อวี้เอ๋อร์ ต่อให้เจ้า
อยากมีน้องชายหรือน้องสาวเล่นเป็นเพื่อนก็อย่าพูดให้อี๋เหนียงตกใจ… ดูสิ นางตกใจหมดแล้ว”
ต้วนอวี้เบื่อที่จะต้องปันหน้าปันตาเป็นคนดีแล้วเมื่อต้วนชิงหมิงพูดจบ เขาก็กะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา “อี๋
เหนียง ท่าทางของอวี้เอ๋อร์น่าหวาดกลัวมากอย่างนั้นหรือ?”
จางอี๋เหนียงที่กลัวจนเหงื่อแตกไหลซึมออกมาจากเสื้อไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามอง
คุณหนูใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าอายุเพียงสิบปีส่วนต้วนอวี้ก็อายุเพียงหกเจ็ดปีเท่านั้นแต่จางอี๋เหนียงกลับรู้สึกว่าเด็กทั้ง
สองคนนี้ช่างเหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย มีทั้งแผนการที่แยบยลและเหนือชั้นจนจางอี๋เหนียงไม่กล้าที่
ลํ้าเส้นล่วงเกินไปแม้แต่นิดเดียว
แม้ว่าเมื่อครู่นํ้าเสียงของต้วนอวี้จะแข็งกระด้างไปสักหน่อยแต่จางอี๋เหนียงก็ไม่กล้าพูดออกไป ได้แต่ก้มหน้าให้ตํ่า
ลงไปเรื่อยๆพลางกล่าวเสียงเบา “เรียนคุณชายใหญ่ปีเซี่ยไม่ได้รู้สึกว่าน่าหวาดกลัวเจ้าค่ะ”
เด็กน้อยได้แต่ยู่ปากไม่ได้หวาดกลัวที่ไหนล่ะ เห็นชัดๆ ว่านางไม่กล้าพูดความจริงออกมาเท่านั้น
ท่าทางเก้ๆกังๆ ของจางอี๋เหนียง ต้วนชิงหมิงก็ขี้เกียจสนใจอีกต่อไปแล้วเช่นกัน “อี๋เหนียง พวกเราเป็นครอบครัว
เดียวกัน มีเรื่องอะไรก็พูดออกมาตรงๆ ได้เลย”
ถึงแม้จางอี๋เหนียงจะพูดอย่างสวยหรูว่ามาดูต้วนอวี้แต่เด็กสาวกลับรู้ว่าจางอี๋เหนียงต้องมีเรื่องมาขอร้องให้ช่วย
เป็นแน่จึงเลือกพูดโดยตรงไม่เสียเวลาอ้อมค้อมอีกต่อไป
“คุณหนูรองไปบอกปีเซี่ยเมื่อครู่ว่าคุณหนูใหญ่จะไม่เก็บเด็กในท้องของปีเซี่ยเอาไว้ เพราะขัดหูขัดตาเจ้าค่ะ!”
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็ยิ้มมุมปากออกมา “แล้วเหตุผลที่ข้าต้องทำเช่นนั้นล่ะ เพราะอะไร?”
“คุณหนูรองบอกว่าคุณหนูใหญ่ไม่ชอบลูกสาวอนุอย่างคุณหนูรอง วันข้างหน้าก็ไม่มีทางชอบลูกของปีเซี่ยด้วย
เหมือนกันเจ้าค่ะ!” นางตอบเสียงอ่อย
ต้วนชิงหมิงหัวเราะเยาะออกมาพูดชัดเจนทีละคำ “ฉะนั้นอี๋เหนียงจึงไม่วางใจเลยอยากมาหาคำตอบที่นี่อย่างนั้น
หรือ?”
จางอี๋เหนียงอํ้าอึ้งยกมือขึ้นปฏิเสธอย่างลนลาน “ไม่… ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะคุณหนูรองผลักปีเซี่ยอย่างแรงแล้ว
บอกว่าเด็กในท้องจะต้องโดนคุณหนูใหญ่กับคุณชายใหญ่ทำร้ายดังนั้นคุณหนูรองจึงอยากให้ปีเซี่ยเอาลูกในท้องออกไป
ก่อนเลย…”
ทางด้านต้วนอวี้โมโหจนจะเอามือตบที่โต๊ะแต่ยังดีที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จับไว้ได้ทัน… เห็นทีไม่ได้สั่งสอนต้วนอวี้หราน
เพียงสามวันก็กำเริบเสิบสานขนาดนี้ประเดี๋ยวกลับไปต้องจัดการให้อ่วมจนสร้างเรื่องไม่ได้
ด้านต้วนชิงหมิงได้แต่มองจางอี๋เหนียงอยู่เงียบๆนางรู้ว่าคำพูดนี้ต้วนอวี้หรานกล้าพูดออกมาจริงไม่รู้ว่าที่ต้วนอวี้
หรานพูดออกมาเพื่อต้องการสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นกับจางอี๋เหนียงหรือต้องการยั่วให้ต้วนชิงหมิงโมโหกันแน่?
ไม่สิแต่ไหนแต่ไรมาต้วนอวี้หรานไม่ได้เป็นคนที่คิดอะไรได้ลึกซึ้ง
เมื่อก่อนต้วนชิงหมิงอาจมองข้ามความสามารถของต้วนอวี้หรานไปแต่หลังจากเหตุการณ์ที่ต้วนอวี้หายตัวไป นาง
ก็พบว่าคงประเมินน้องสาวต่างมารดาผู้นี้ตํ่าเกินไปนางไม่น่าปล่อยโอกาสให้ต้วนอวี้หรานมีเวลาตั้งตัวมาเอาคืนได้เร็วถึง
เพียงนี้
ทว่านางคิดไม่ถึงว่าต้วนอวี้หรานจะใช้วิธีที่ไร้เดียงสาเช่นนี้ในการเอาคืน
ในเวลานี้เองต้วนชิงหมิงก็หัวเราะเยาะขึ้นมา ถ้าจะผลักให้ลูกในท้องของจางอี๋เหนียงแท้งมีหรือที่ต้วนเจิ้งจะให้
อภัย? คิดไปคิดมาต้วนอวี้หรานคงผลักจางอี๋เหนียงเบาๆเป็นการข่มขู่เท่านั้น เพื่อหวังให้จางอี๋เหนียงเอาเรื่องนี้มาฟั้อง
นาง
เปั้าหมายของต้วนอวี้หรานในครั้งนี้ต้วนชิงหมิงยังดูไม่ออกแต่สิ่งที่จำเป็นในเวลานี้ก็คือนางต้องอ่านให้ขาดว่าอีก
ฝั่ายตั้งใจมาไม้ไหนกันแน่
คิดได้ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงรีบลุกขึ้นเข้าไปประคองหญิงสาวถามเสียงเบา “อี๋เหนียงรู้สึกเจ็บตรงไหนบ้างหรือไม่?”
เมื่อจางอี๋เหนียงถูกต้วนชิงหมิงเข้ามาประคองทำให้นางรู้สึกประหม่าขึ้นมา ตอบกระอักกระอ่วน “ขอบคุณคุณ
หนูใหญ่ที่เป็นห่วงปีเซี่ยไม่มีตรงไหนเจ็บเลยเจ้าค่ะ!”
“เช่นนั้น ตอนที่น้องอวี้หรานผลักอี๋เหนียง ท่านกลัวหรือไม่?” ต้วนชิงหมิงถามยิ้มๆ
สายตาของจางอี๋เหนียงฉายแววตกใจปรากฏออกมา
เดิมทีนั้นจางอี๋เหนียงรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่ปราดเปรื่องคุณชายใหญ่เฉลียวฉลาดแต่ตอนนี้คุณหนูรองได้กลายเป็นคน
ที่น่ากลัวมากขึ้นมาอีกคนแล้ว
นึกถึงเรื่องเมื่อสักครู่ที่คุณหนูรองมาหานางถึงเรือนและเดินเข้ามาหานางใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนประชิดตัว แม้กระทั่ง
ลมหายใจยังสัมผัสได้ คุณหนูรองใช้เสียงที่กดตํ่าที่สุดพูดให้ได้ยินเพียงสองคน “ถ้าเจ้าต้องการให้ลูกในท้องคลอดออกมา
ได้ ต้องเชื่อฟังข้า…มิอย่างนั้นต่อให้ต้วนชิงหมิงปล่อยเจ้าไปคุณหนูรองอย่างข้าไม่มีทางเก็บเจ้าไว้อย่างแน่นอน…”
“คุณหนูรองคงไม่ได้ผลักท่านสินะ แต่ว่านางคงข่มขู่อี๋เหนียงให้เชื่อฟังนางใช่หรือไม่?”
จางอี๋เหนียงถึงกับเข่าอ่อนลงฟุบลงไปกับพื้น “คุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ…”
ต้วนชิงหมิงเดินไปด้านหน้าหญิงสาวแล้วถอนหายใจออกมาช้าๆ “อี๋เหนียงเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งบ้างหรือ
ไม่?”
นางเงยหน้าที่อาบไปด้วยนํ้าตาขึ้นมาอย่างฉงนใจ “ขออภัยคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะปีเซี่ยไม่เคยได้ยินเรื่องที่คุณหนูจะ
เล่ามาหรอกเจ้าค่ะ”
เด็กสาวพูดต่อไป “อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก ก็แค่มีหญ้าชนิดหนึ่งที่ชอบขึ้นบนกำแพงเวลาลมทางตะวัน
ออกพัดมามันก็ลู่ไปทางตะวันตกพอลมตะวันตกพัดมามันก็จะลู่ไปทางตะวันออก…อี๋เหนียงรู้หรือไม่ว่าสุดท้ายจุดจบของ
หญ้าชนิดนี้เป็นอย่างไร?”
“เรียนคุณหนูใหญ่ ปีเซี่ยมิทราบเจ้าค่ะ…” จางอี๋เหนียงส่ายหน้า
ต้วนชิงหมิงยังคงใช้เสียงเรียบพูดต่อ “ตอนนี้อี๋เหนียงยังไม่ทราบจุดจบก็ไม่ต้องกังวลไปเพียงจำให้ขึ้นใจก็พอว่า
ใครที่สามารถรักษาลูกในท้องของอี๋เหนียงได้ก็พอแล้ว”
ทันใดนั้นสายตาของจางอี๋เหนียงก็ลุกวาวขึ้นมา “ปีเซี่ยยอมรับฟังที่คุณหนูใหญ่สั่งทุกอย่างเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็ส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่สิ บางทีข้าอาจรักษาลูกในท้องของอี๋เหนียงไว้ไม่ได้…”
อีกฝั่ายได้ฟังหน้าตาเศร้าสร้อยลงในทันที…ถ้าคุณหนูใหญ่บอกรักษาไม่ได้ แล้วใครจะรักษาลูกในท้องของนางได้?
“ถึงแม้ข้าอาจจะรักษาลูกในท้องของเจ้าไว้ไม่ได้แต่ว่ามีอยู่คนหนึ่งที่ทำได้อย่างแน่นอน” ต้วนชิงหมิงพูดออกมา
“คนนั้นก็คือนายท่าน ใช่หรือไม่เจ้าคะ?” จางอี๋เหนียงถามอย่างมั่นใจขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงกลับส่ายหน้าอีกครั้ง “ไม่ใช่ คนที่ข้าหมายถึงไม่ใช่ท่านพ่อ”
จางอี๋เหนียงในเวลานี้มีแต่ความสงสัยขึ้นมา “คุณหนูใหญ่ได้โปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงจึงหัวเราะออกมาก่อนจะเฉลยว่า “คนคนนั้นคือตัวเจ้าเองอย่างไรเล่า!”
บัดนี้จางอี๋เหนียงถึงกับตกตะลึงในคำตอบของต้วนชิงหมิงคุณหนูรองกลายเป็นคนที่น่ากลัวขึ้นมาขนาดนี้แล้ว
จางอี๋เหนียงจะเอาอะไรไปต่อกรเพื่อรักษาลูกในท้องเอาไว้ได้
ด้านต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าจางอี๋เหนียงจึงพูดอย่างชัดเจนยํ้าทีละคำขึ้นมา “ขอเพียงอี๋เหนียงเชื่อข้า ไม่
เพียงจะรักษาลูกในท้องเอาไว้ได้แม้กระทั่งตัวอี๋เหนียงเองก็จะไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน…”