การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 465 หมอเทวดา
สายตาของหลิวหรงเต็มไปด้วยความดีใจที่เก็บไว้ภายใต้สีหน้านิ่งเรียบ ไม่ได้แสดงท่าทางดีใจอย่างเห็นได้ชัด
เหมือนกับที่แม่นมหวางแสดงออกมา
หลิวหรงหันหน้ากลับมายันมือไปที่โต๊ะและค่อยหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้อย่างช้าๆ ถามขึ้นอย่างสงสัย “เจ้าไปสืบมา
แน่ชัดแล้วใช่หรือไม่? หมอเทวดาตู้คนนั้นเก่งสมคำรํ่าลือจริงหรือ?”
แม่นมหวางรีบพยักหน้าตอบ “เรียนคุณหนู บ่าวไปสอบถามบรรดาสตรีที่เคยไปรักษากับหมอเทวดามาแล้ว พวก
นางต่างชมเป็นเสียงเดียวกันว่าเยี่ยมยอด บ่าวแอบย่องไปดูบรรดาผู้หญิงที่เข้าไปรักษาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย แต่กลับออก
มาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเจ้าค่ะ… คุณหนูลองคิดดู หากหมอเทวดาตู้ผู้นี้ไม่มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์แจ้ง เหตุใดบรรดา
ผู้หญิงเหล่านั้นจึงออกมาด้วยความสุขเล่าเจ้าคะ?”
หลิวหรงมองแม่นมหวางนิ่ง “เรื่องที่คนเล่าลือกันไปทั่วนั้นอาจไม่ใช่ความจริงก็เป็นได้ ฉะนั้นข้าจึงให้แม่นมไปดูให้
เห็นกับตา เพื่อจะได้มายืนยันกับข้าให้แน่ใจ”
โบราณว่า ‘ถูกงูกัดไปครั้งเดียวกลัวเชือกไปสิบปี’ คือการที่โดนทำร้ายจนเจ็บตัวและเข็ดหลาบ แม่นมหวางเข้าใจ
หัวอกของหลิวหรงดีที่สุด
เรื่องครั้งก่อน หลิวหรงได้ไปสืบเรื่องหมอเทวดาที่จ้วงจื่อมา สุดท้ายกลับรักษาไม่ได้เรื่อง เพราะมีคนจงใจสลับยา
และให้ตำรับยาที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ไม่อาจรักษาถึงต้นตอได้ กลับส่งผลให้โรคของสตรีที่เป็นกำเริบหนัก
ถึงแม้เรื่องครั้งก่อนหลิวหรงไม่มีหลักฐานเอาผิดได้ ทว่าในใจของนางรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าต้องเป็นต้วนชิงหมิงที่เข้า
มายุ่ง จนทำให้นางต้องตกอยู่ในสภาพอนาถเช่นนี้
ครั้งก่อนนางไปสืบจนแน่ใจว่าหมอเทวดาที่จ้วงจื่อเก่งกาจสุดยอด แต่กลับรักษาให้นางเป็นแบบนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
หมอตู้ที่เพิ่งย้ายเข้ามาแล้วอวดตัวเป็นหมอเทวดาเลย
แม่นมหวางตกใจจนก้มหน้าแทบไม่ทันที่หลิวหรงยกเรื่องเก่าขึ้นมาพูด
ความรู้สึกของคุณหนู แม่นมหวางเข้าใจเป็นที่สุด ทว่าหากไม่ไปรักษาย่อมเท่ากับตัดโอกาสที่ดีออกไป
โดยปกติแล้ว หมอเทวดาตู้ท่านนี้จะรักษาผู้ปั่วยยี่สิบวันเท่านั้น โดยที่แต่ละวันจะรักษาผู้ปั่วยเพียงคนเดียว บัดนี้
ถึงลำดับที่หลิวหรงจะได้รักษาแล้ว แต่จู่ๆ ไม่ทราบว่าเหตุใดนางเกิดลังเลใจขึ้นมา จนทำให้แม่นมหวางอดเป็นห่วงขึ้นมา
ไม่ได้
ฐานะตำแหน่งของหลิวหรงส่งผลโดยตรงกับแม่นมหวาง ยามนี้แม่นมหวางตัดสินใจช่วยกระตุ้นให้หลิวหรงไปคว้า
หัวใจต้วนเจิ้งกลับมาให้ได้ นางไม่มีทางปล่อยให้ความรู้สึกลังเลใจของหลิวหรงอยู่ต่อไปเช่นนี้ นางต้องทำอะไรสักอย่าง
แล้ว
นิสัยของหลิวหรงก็เป็นเช่นนี้ พูดคำไหนเป็นคำนั้น แม่นมหวางจึงไม่กล้าพูดอะไรที่รุนแรงหรือเกินตัวไป ได้แต่ก้ม
หน้าลงเพื่อคิดหาทางอื่นแทน
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดลงในทันใด ต่างฝั่ายต่างไม่พูดไม่จากัน
จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ แม่นมหวางได้เงยหน้าขึ้น “ใช่แล้ว คุณหนูยังจำอนุภรรยาของหลิวจื๋อที่ชื่อสือหลิวได้ไหม
เจ้าคะ? เดิมทีนางเป็นโรคสตรีที่รักษาไม่หาย แต่ผ่านไประยะหนึ่งโรคที่นางเป็นกลับหายดีแล้ว พวกเราไปลองถามนาง
ว่ารักษาที่ไหนมาดีไหมเจ้าคะ?”
หลิวหรงพยักหน้า “อย่างนั้นก็ได้ เรื่องนี้แม่นมหวางไปจัดการแล้วกัน… จำไว้ว่าอย่าทำให้เอิกเกริกไป”
แม่นมหวางรีบรับคำ เตรียมตัวออกไปจัดการให้ทันที
ยังไม่ทันที่แม่นมหวางได้เดินออกไป หลิวหรงพลันเอ่ยด้วยเสียงสูง “รีบไปบอกคนพวกนั้นให้รีบจับหัวขโมยให้เร็ว
ที่สุด เข้าใจไหม?”
แม่นมหวางรีบก้มหน้าย่อตัวรับคำในทันที
ในใจของแม่นมหวาง หมอเทวดาตู้เป็นเหมือนเทวดาที่มาช่วยชีวิตคุณหนู เพราะหากหลิวหรงยังมิสามารถเอาใจ
ของต้วนเจิ้งกลับมาได้ แม่นมหวางก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปตามสืบเรื่องหัวขโมยให้หลิวหรงอีกต่อไป
แม่นมหวางครุ่นคิดแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่อยากตอบคำถามที่หลิวหรงจะเตรียมเค้นถาม
หลังจากที่แม่นมหวางก้าวเท้าเดินออกจากห้องไป มีเงาคนแวบผ่านหน้าไป เงานั้นให้ความรู้สึกเยือกเย็นสะท้าน
จนแทบขาดอากาศหายใจ
ที่แท้เงานั้นก็คือต้วนอวี้หราน!
เมื่อครู่นี้นางยืนอยู่มุมห้องด้านนอก เพื่อแอบฟังบทสนทนาระหว่างหลิวหรงกับแม่นมหวาง จึงได้ทราบเรื่องของ
หลิวหรงที่ถูกขโมยสิ่งของ และได้ส่งคนออกตามหาตัวหัวขโมยแล้ว จากนั้นยังได้ยินเรื่องที่แม่นมหวางช่วยหลิวหรงตาม
หาหมอเพื่อมารักษาตัว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือนางต้องรู้ให้ได้ว่าของที่หลิวหรงโดนขโมยไปคือสิ่งใด ถึงได้มี
อาการโมโหเกรี้ยวกราดเช่นนี้
ต้วนอวี้หรานเดินไปครุ่นคิดไปด้วย เยวี่ยหวาที่ยื่นหน้าออกมามองอย่างระแวดระวัง เดิมทีนางแอบสะกดรอยตาม
ต้วนอวี้หรานออกมาด้วย ต้วนอวี้หรานรับรู้ทั้งหมดแต่ไม่ได้ทำอะไร แค่อยากดูว่าเยวี่ยหวาสะกดรอยตามด้วยจุด
ประสงค์ใดกันแน่
เวลานี้ต้วนอวี้หรานสาวเท้าเดินไปอย่างรวดเร็ว เยวี่ยหวาก็ต้องรีบสาวเท้าตามไป
นิสัย ท่าทางและอารมณ์ของต้วนอวี้หรานนับวันจะยิ่งแปลกไป กระทั่งเยวี่ยหวารู้สึกอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมา ต้อง
เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในทุกฝีก้าว
ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น ต้วนอวี้หรานได้เห็นเยวี่ยหวาจากหางตา จึงเรียกอย่างเย็นชา “เจ้าฟังข้าให้ดี! หากจะ
สะกดรอยตามข้าย่อมทำได้ เพียงแต่เรื่องไหนพูดได้ เรื่องไหนพูดไม่ได้ ควรรู้อยู่แก่ใจ หากพูดอะไรผิดไป เจ้าอาจไม่มีลม
หายใจเหลือไว้สำหรับพรุ่งนี้ก็เป็นได้!”
คำพูดของต้วนอวี้หรานเป็นการขู่ เป็นที่รู้กันว่า ‘อีหงโหลว’ เป็นหอคณิกาที่มีแต่ผู้หญิงระดับล่างคอยฉีกยิ้ม
รับแขกหาเงินเพื่อเลี้ยงชีวิต เพียงแค่พูดชื่ออีหงโหลวออกมา เยวี่ยหวาก็กลัวจนตัวสั่นสะท้าน
เยวี่ยหวาพยายามชั่งใจอยู่ หลิวหรงมิอาจล่วงเกินได้ ต้วนอวี้หรานก็เป็นเจ้านายของนางซึ่งไม่ควรล่วงเกินเช่นกัน
ฉะนั้นเยวี่ยหวาตัดสินใจทำตามที่ต้วนอวี้หรานบอก พูดแค่บางอย่าง ไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่างที่เห็น
เยวี่ยหวารีบเดินไปด้านหลังของต้วนอวี้หราน กล่าวให้ได้ยินเพียงสองคน “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวทราบดีว่าเรื่องไหน
พูดได้ เรื่องไหนพูดไม่ได้เจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานรับฟังอย่างนิ่งเฉย
บัดนี้นางมีสิ่งสำคัญที่ต้องจัดการ จึงพูดเตือนสติเยวี่ยหวาให้พอรู้ตัวก็เพียงพอแล้ว หากเยวี่ยหวายังไม่รู้จักหนัก
เบา นางก็ไม่มีทางไว้หน้าอีกต่อไป
ลมหนาวพัดผ่านมาลูบไล้ตัวเยวี่ยหวาจนสั่นสะท้านไปหมด พลันรีบสาวเท้าเดินตามต้วนอวี้หรานออกไปนอก
เรือน
ย้อนกลับมาที่เรือนของต้วนชิงหมิง
ยามนี้ต้วนชิงหมิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สายตาจับจ้องไปที่ต้วนอวี้ เอ่ยด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “อวี้เอ๋อร์ สิ่งของพวกนี้ไป
เอามาจากไหน? เจ้ารีบสารภาพความจริงออกมาแต่โดยดีเสีย มิเช่นนั้น…”
จากนั้นต้วนชิงหมิงไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ นางเพียงส่งเสียงหัวเราะหึออกมา ต้วนอวี้พลันขนลุกขนพองไปหมดทั้งตัว
เป็นที่รู้กันว่าต้วนชิงหมิงรักใคร่ต้วนอวี้มากเสียจนยอมให้เขาได้ทุกสิ่ง แต่นั่นต้องแลกมากับการเชื่อฟังและทำตามที่นาง
พูดออกมาแต่โดยดี
ถ้าต้วนอวี้ทำเรื่องผิดหรือละเมิดข้อตกลงที่กำหนดไว้ ต้วนชิงหมิงไม่มีทางเห็นใจเป็นอันขาด
เมื่อต้วนอวี้นำทรัพย์สินและสัญญาซื้อขายที่ดินไปวางไว้ตรงหน้าต้วนชิงหมิง พร้อมกับมองสิ่งของเหล่านั้นด้วย
ความไม่พอใจ
ด้านต้วนชิงหมิงย่อมจำได้ว่าของเหล่านี้เป็นของติงโหรวซึ่งมีต้วนเจิ้งเป็นคนเก็บรักษาเอาไว้ นางรู้ได้ทันทีว่าต้วนอ
วี้ตัวน้อยกำลังวางแผนอะไรบางอย่างโดยเล็งไปที่ต้วนเจิ้ง
หากต้วนเจิ้งนำสิ่งของเหล่านี้มอบให้ต้วนชิงหมิง นางย่อมดีอกดีใจเป็นล้นพ้น ทว่าสิ่งของกลับมาจากมือของต้วน
อวี้ ฉะนั้นต้วนชิงหมิงมั่นใจมากว่าน้องชายของนางต้องไปทำอะไรที่ให้ใครล่วงรู้มิได้เป็นแน่