การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 468 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (1)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 468 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (1)
ต้วนอวี้ตกใจกับเหตุการณ์ที่ได้ยิน เขาจับตัวลั่วสุ่ยเขย่าไปมาเพื่อถามอีกครั้งให้แน่ใจ “ลั่วสุ่ย เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน
แน่?”
ลั่วสุ่ยเป็นคนที่อยู่ข้างกายเหยียนหลิ่งอวี๋ตลอดเวลา เว้นเสียแต่ว่าได้รับภารกิจออกนอกเมือง บัดนี้ลั่วสุ่ยบาดเจ็บ
ถึงเพียงนี้ เช่นนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋คงบาดเจ็บมากกว่าลั่วสุ่ยเป็นหลายเท่าแน่
แววตาของลั่วสุ่ยเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เขามองไปที่ต้วนอวี้อย่างเจ็บใจ “องค์ชายสามออกไปทำ
ภารกิจนอกเมืองหลวง กลับถูกสืบรู้การเดินทางทำให้ตกสู่กับดักของอีกฝั่าย เวลานี้องค์ชายสามถูกล้อมไว้ในหุบเขา ไม่
สามารถออกมาได้”
คำพูดของลั่วสุ่ยแม้จะสั้นแต่ก็ได้ใจความทั้งหมด ต้วนอวี้นึกถึงเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย
อันตรายและต้องพบกับความทุกข์ทรมานไม่น้อยเป็นแน่
แววตาของต้วนอวี้กลับนิ่งชะงักไป เขารู้มาโดยตลอดว่าคนผู้นี้มีศัตรูอยู่รอบกายเต็มไปหมด คนที่ปรารถนาอยาก
ให้อีกฝั่ายตายนั้นมีอยู่ไม่น้อย ทว่าต้วนอวี้ไม่เคยคิดเลยว่าคนเหล่านั้นจะฉวยโอกาสลงมือเล่นงานตอนที่เหยียนหลิ่งอวี๋
ออกไปทำภารกิจนอกเมืองหลวง
ยามนี้หิมะครอบคลุมทุกสรรพสิ่งจนขาวโพลนไปทั่วทุกบริเวณ หากมีคนวางแผนลอบโจมตีย่อมสามารถทำได้โดย
ง่าย
หากนับเวลาดูแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋หายตัวไปตั้งแต่สามวันก่อนหน้านี้ นั่นหมายความว่าเขาจะต้องอยู่ในหุบเขาอัน
หนาวเหน็บเป็นเวลาอย่างน้อยสองวันหนึ่งคืน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ต้วนอวี้คว้ามือของลั่วสุ่ยอย่างร้อนใจ “ลั่วสุ่ย เจ้ารีบบอกข้ามา สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร
บ้าง? เหยียนหลิ่งอวี๋ได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง? ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”
ลั่วสุ่ยต้องกัดฟันตอบอย่างเสียใจ “องค์ชายสามถูกคนสะกดรอยตามทันทีที่ออกนอกเมืองหลวง เดิมทีนั้น
พระองค์ไม่ได้สนใจคนเหล่านั้น แต่พอตกดึก บรรดายอดฝีมือสูงส่งต่างลอบเข้าโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว องค์ชายสามหนี
เข้าไปหลบในถํ้าปิงเหลิ๋งเพื่อหนีตาย”
ถํ้าปิงเหลิ๋ง…
ต้วนอวี้ถอนหายใจยาว
ถํ้าปิงเหลิ๋งอยู่ในภูเขาปูั้หมิงที่ห่างจากเมืองหลวงออกไปไม่ถึงร้อยลี้ ที่นั่นมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีไม่ว่าฤดูใด อีก
อย่างยังไม่เคยมีใครไปสำรวจที่นั่นมาก่อน จึงไม่รู้ว่าด้านในของถํ้าปิงเหลิ๋งมีอะไรอยู่บ้าง
ส่งยอดฝีมือไปบีบต้อนให้เหยียนหลิ่งอวี๋เข้าไปในถํ้าปิงเหลิ๋ง นั่นหมายความว่าอีกฝั่ายได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
แล้วเป็นแน่ ต้องการบีบให้องค์ชายสามพบกับความตายเพียงสถานเดียว
ไม่รู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ในเวลานี้จะเป็นอย่างไรบ้าง?
ทำได้เพียงรอ ‘ความตาย’ มาเยือนอย่างนั้นหรือ?
ลั่วสุ่ยกัดฟันพูดต่อไปด้วยนํ้าเสียงสั่นเครือ ดวงตาเต็มไปด้วยหยดนํ้าตาที่เอ่อคลอ
“องค์ชายสามช่วยข้าน้อยไว้จึงได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก ข้าน้อยจำต้องหนีเอาชีวิตรอดกลับมาที่เมืองหลวงเพื่อ
รวบรวมทหารไปช่วยองค์ชายสาม!”
มาถึงตรงนี้แววตาของลั่วสุ่ยเต็มไปด้วยความผิดหวังและโกรธแค้น การกลับมาถึงเมืองหลวงของเขากลับไม่มีผู้ใด
ออกตัวไปช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋นอกจากองครักษ์ลับส่วนตัว
การกลับมาเมืองหลวงทำให้ลั่วสุ่ยพบว่าทหารใต้สังกัดขององค์ชายสาม หากไม่ถูกโยกย้ายก็ถูกคนที่มีอำนาจสั่ง
ห้ามไม่ให้เคลื่อนไหว สรุปคือนอกจากองครักษ์ลับส่วนตัวสิบสองคนแล้ว ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแม้แต่คน
เดียว
ลั่วสุ่ยนึกถึงตอนที่กำลังจะออกมาจากถํ้าปิงเหลิ๋ง เหยียนหลิ่งอวี๋ได้พูดกับเขาว่า “หากเจ้าหนีออกไปจากที่นี่ได้ก็
จงรีบหนีไป ไม่ต้องไปตามคนมาช่วยข้า”
อันที่จริงเหยียนหลิ่งอวี๋คาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น แต่ทางลั่วสุ่ยไม่มีทางยอมให้เป็นเช่นนั้น
เขาตามหาความช่วยเหลือจากทุกคนที่คิดว่าจะช่วยได้แต่กลับมิได้ผล ด้วยความอับจนหนทาง เขาแบกหน้ามาขอ
ความช่วยจากเหลือต้วนอวี้ เพราะว่าเหยียนหลิ่งอวี๋เคยกล่าวไว้ประโยคหนึ่ง “ปัญญาของต้วนอวี้นั้นเป็นสุดยอดของ
ปัญญาโดยแท้”
ลั่วสุ่ยเชื่ออย่างสนิทใจในสุดยอดปัญญาของต้วนอวี้ เขาจะต้องหาวิถีทุกอย่างเพื่อช่วยองค์ชายสามให้รอด
ปลอดภัยได้
ต้วนอวี้ปล่อยมือขอลั่วสุ่ยลงพลางพูดเสียงเรียบ “เจ้าวาดรูปแผนที่บริเวณถํ้าปิงเหลิ๋งให้ข้าหน่อย เสร็จแล้วเจ้าก็
ไปหาอะไรกิน นอนหลับพักผ่อนเสียก่อนค่อยไปรวบรวมคนที่สามารถช่วยได้ทั้งหมดมา ส่วนเรื่องอื่นให้ข้าจัดการเอง”
คำพูดของต้วนอวี้ทำเอาลั่วสุ่ยถึงกับโกรธหน้าดำหน้าแดงขึ้นมา
ไปหาอะไรกิน? นอนหลับพักผ่อน?
ช่วงเวลาเร่งรีบและคับขันขององค์ชายสาม นอกจากคิดเรื่องหาคนมาช่วย เขาไม่มีกะจิตกะใจไปทำสิ่งอื่น แต่นี่
อะไรกัน… ต้วนอวี้กลับให้เขาไปหาอะไรกินและนอนหลับพักผ่อน แน่นอนว่าอารมณ์อยากนอนหลับพักผ่อนของลั่วสุ่ย
ไม่มีอยู่ในหัวแม้แต่นิดเดียว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ลั่วสุ่ยจึงพูดอย่างขัดเคืองใจ “ไม่ได้ ข้าน้อยต้องไปช่วยองค์ชายสาม พักผ่อนไม่ได้เด็ดขาด!”
ต้วนอวี้มองลั่วสุ่ยด้วยสายตาเฉียบคม “ลั่วสุ่ย หรือเจ้าไม่เชื่อใจข้า?”
ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อใจข้า เช่นนั้นจะมาหาข้าทำไมกัน?
อีกฝั่ายชะงักงัน
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจต้วนอวี้ เพียงแต่ในใจของเขาอยากจะไปช่วยองค์ชายสามที่ถํ้าปิงเหลิ๋งใจจะขาดแล้ว การที่เขา
กลับมาเพื่อรวบรวมองครักษ์และทหารไปช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋ให้รอดกลับมาอย่างปลอดภัย แต่ปัญหาในตอนนี้คือ คนที่
เขามาขอร้องให้ไปช่วยควรจะปรึกษาหารือเพื่อหาวิธีช่วยเหลือ ไม่ใช่แนะนำให้เขาไปพักผ่อนและหาอะไรกิน
ต้วนอวี้ผู้นี้ต้องการช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋จากใจจริง หรือว่าเพียงต้องการหลอกให้เขาตายใจ? ลั่วสุ่ยคิดว่าการมาขอ
ความช่วยเหลือจากต้วนอวี้เป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์
เมื่อเห็นแววตาของลั่วสุ่ย ต้วนอวี้จึงพูดอย่างขัดเคือง “หากเจ้าไม่เชื่อใจข้า ก็จงรีบออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ แต่ข้า
ขอเตือนเจ้าหน่อย หากยิ่งยื้อเวลาไว้นานเท่าไร ชีวิตขององค์ชายสามของเจ้าก็จะยิ่งเต็มไปด้วยอันตรายมากขึ้นเท่านั้น”
แววตาของลั่วสุ่ยชะงักงันไปชั่วขณะ
เขาควรเชื่อใจต้วนอวี้?
เขาไม่ควรถ่วงเวลา?
อันตรายขององค์ชายสามอาจเกิดขึ้นเพราะความลังเลใจของเขา?
ถ้านำกำลังสุดท้ายที่อยู่ในมือขององค์ชายสามมอบให้กับต้วนอวี้ แล้วเขาไม่มีความคิดไปช่วยองค์ชายสามหรือไร้
นํ้ายาขึ้นมา เท่ากับตัดความหวังสุดท้ายในการช่วยองค์ชายสามให้ขาดสะบั้นลงมิใช่หรือ?
ลั่วสุ่ยกำลังลังเลใจ
เขายังไม่อาจตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด
ต้วนอวี้เห็นท่าทางนั้นของลั่วสุ่ยจึงเดินหันหลังจากไป
แต่ไหนแต่ไรมาลั่วสุ่ยไม่ใช่คนที่ชอบพูดไร้สาระ แต่การมาในวันนี้เพื่อต้องการช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋ เขาพูดเยอะเกิน
ไปแล้ว
ต้วนอวี้จะเป็นความหวังที่ฝากชีวิตของเหยียนหลิ่งอวี๋ไว้ในมือได้หรือไม่?
มาถึงตรงนี้เขาไม่อยากคิดให้จิตฟุั้งซ่านไปกว่านี้แล้ว เขายื่นมือไปคว้าแขนของต้วนอวี้เอาไว้ “ช้าก่อน ท่านยังไป
ไม่ได้”
ลั่วสุ่ยหยุดฝีเท้าลง “โอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้ว เจ้าตัดสินใจยอมรวบรวมคนทั้งหมดมอบให้ข้าจัดการแล้วอย่าง
นั้นหรือ?”
ลั่วสุ่ยมองต้วนอวี้ที่อยู่ในร่างเด็กน้อยด้วยความสงสัยในความสามารถ สุดท้ายเขาก็ยอมกัดฟันพูดออกมา “ข้าจะ
มอบทุกอย่างให้เจ้าจัดการ!”
ก่อนต้วนอวี้จะหันหลังกลับไปได้ใช้แววตาที่ดูแคลนมองไปที่ลั่วสุ่ย “ลั่วสุ่ย นี่เป็นทางเลือกที่ฉลาดหลักแหลมที่สุด
แล้ว”
อีกฝั่ายเม้มปากแน่นด้วยความอับจนปัญญา
คราวนี้ต้วนอวี้ไม่รอให้ลั่วสุ่ยวาดแผนที่แล้ว เขาลงมือวาดเองโดยให้ลั่วสุ่ยเป็นคนอธิบายลักษณะพื้นที่บริเวณถํ้า
ปิงเหลิ๋ง ต้วนอวี้ทำสัญลักษณ์บางอย่างที่ลั่วสุ่ยไม่เข้าใจ สุดท้ายจึงเอ่ยปากขึ้น “เอาละลั่วสุ่ย เจ้าไปรวบรวมคนให้ไปเจอ
กันที่จวนส่วนตัวนอกวังหลวงของเหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นก็ไม่มีธุระโกงกางอะไรของเจ้าอีกแล้ว!”
ลั่วสุ่ยมองด้วยความไม่พอใจเป็นที่สุด
พูดได้ว่าต้วนอวี้ประเดี๋ยวบอกให้เขาไปหาของกินและพักผ่อน ตอนนี้ยังพูดกับเขาว่า “ที่นี่ไม่มีธุระโกงกางอะไร
ของเจ้าอีกแล้ว” คำพูดเหล่านี้ทำให้ลั่วสุ่ยไม่สบอารมณ์เป็นที่สุด เขามองต้วนอวี้ที่สูงเพียงระดับอกพลางถามอย่างเกรี้ยว
กราด “ทำไมกัน?”
ต้วนอวี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างช้าๆ ใช้สายตาที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวบนนภาจ้องเขม็งไปที่ร่างกายของอีก
ฝั่าย
พูดอย่างเย็นชา “เจ้าไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะง้างธนู เจ้าไม่มีประโยชน์สำหรับข้า”
ลั่วสุ่ยโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แต่เขารู้ตัวดีว่าถึงแม้คำพูดของต้วนอวี้จะบาดหู แต่กลับเป็นความจริงทุกประการ