การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 49 ต่อว่าจางอี๋เหนียง
จางอี๋เหนียงก็เดินตามออกมาเช่นกัน ตอนที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูห้องทันได้ยินประโยคที่ว่า “กฎไม่ว่าจะ
อย่างไรก็ต้องรักษาไว้!” ของต้วนชิงหมิง นางรู้สึกเพียงว่าอีกฝั่ายจงใจพูดให้นางฟัง พอหันขวับไปมองต้วนชิงหมิงครู่หนึ่ง
กลับไม่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าแม้สักนิด นางรู้สึกตกใจ รีบก้มหน้าพูด “คุณหนูใหญ่!”
ต้วนชิงหมิงมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย หยุดเว้นจังหวะพลางเอ่ยขึ้น
“ตามสบาย”
จากนั้นจูงมือต้วนอวี้เดินเข้าไปในห้อง
บนโต๊ะมีเศษขนมถูกโยนทิ้งไว้ไม่น้อย เห็นเพียงบ่าวรับใช้คนหนึ่งที่ชื่อว่า ‘ซินจู๋’ กำลังเก็บกวาดอย่างระมัดระวัง
ครั้นเห็นต้วนชิงหมิงเดินเข้ามา นางก็รีบวางงานในมือแล้วเข้ามาคำนับ
“บ่าวชื่อซินจู๋ คารวะคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ!”
ปีนี้ซินจู๋เพิ่งจะอายุเจ็ดปี เป็นคนที่ต้วนชิงหมิงคัดเลือกมาให้ต้วนอวี้โดยเฉพาะ ถึงแม้สาวใช้คนนี้จะอายุน้อย แต่ก็
ฉลาดมีไหวพริบ ไม่ได้มีจิตใจบิดเบี้ยวอะไรด้วย และที่สำคัญที่สุดก็คือ นางมีประวัติครอบครัวที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์
เหมาะที่จะเก็บไว้ข้างกายต้วนอวี้! ส่วนต้วนชิงหมิงเอง ก็เห็นได้ชัดว่าอยากจะเลี้ยงดูฝึกฝนนางให้เป็นหัวหน้าบ่าวรับใช้
ของต้วนอี้ในอนาคต!
ต้วนชิงหมิงมองซินจู๋เพียงชั่วครู่ จึงหมุนตัวเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ไม้แดงที่อยู่ด้านข้าง!
ซิ่วเอ๋อร์ก้าวขึ้นมาแตะตัวซินจู๋เบาๆ โดยไม่รอให้แม่นมหนิงเอ่ย ทั้งนางยังเข้าใจความหมายว่าคืออะไร รีบเก็บ
ของที่อยู่ในมือ โค้งตัวให้ต้วนชิงหมิง ก่อนจะรีบเดินตามหลังซิ่วเอ๋อร์ออกไป!
ต้วนชิงหมิงกำชับแม่นมหนิงให้พาต้วนอวี้ไปล้างมือ ตอนที่เดินออกประตูไป ก็ถือโอกาสใช้มือบังประตูไว้ครึ่งหนึ่ง
แล้วส่งสายตาให้ซิ่วเอ๋อร์ที่อยู่อีกด้านหนึ่งอีก ซิ่วเอ๋อร์ที่มีไหวพริบรีบออกจากจุดที่อยู่ใกล้ห้อง จงใจคุยเล่นเรื่อยเปือยกับ
ซินจู๋!
เมื่อเห็นว่าคนในห้องออกไปหมดแล้ว ต้วนชิงหมิงถึงได้จิบนํ้าชาอย่างเนิบนาบ นางเหลือบลูกตางามดุจไข่มุกดำ
ขึ้นมองจางอี๋เหนียงเงียบๆ หลังจากผ่านไปพักใหญ่ นางถึงได้เอ่ยถามเสียงเรียบ
“อี๋เหนียงออกจากเรือนมาได้สามวันแล้วใช่หรือไม่? เมื่อไรจะไปพบท่านพ่อเล่า?”
นางก็ไม่ได้เตรียมคิดเอาไว้แม้สักนิด หยุดเว้นจังหวะแล้วพูดต่อท้ายอึกอัก “เรื่องนี้……ปีเซี่ยยังไม่ได้เตรียมตัว!”
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วมุ่นหลังจากได้ฟังคำตอบ พลางส่ายหน้ากล่าววาจา “ข้อแรก ท่านเป็นอี๋เหนียงของจวนต้วน
ไม่ต้องเรียกตัวเองว่าปีเซี่ย ข้อสอง ท่านเป็นผู้หญิงของท่านพ่อ เมื่อออกจากเรือนจึงควรไปทำความเคารพท่านพ่อ!”
“ทำได้จริงๆ หรือ?” ครั้นได้ฟังจึงทำสีหน้างุนงง สายตาเลิ่กลั่กละม้ายไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ใช่ว่าไม่รู้ นางกำลังรอให้นายท่านเรียกพบ ไม่ยอมไปพบเอง เพราะในใจยังกลัว หากต้วนชิงหมิงสู้หลิวหรงไม่ได้
จะได้ไม่เป็นการตัดทางเดินของตัวเอง
อีกทั้งที่ยังไม่กล้าไปหาต้วนชิงหมิง เพราะอยากรอดูสถานการณ์ก่อน รอจนหาทางออกไม่ได้หรือต้วนชิงหมิงถือ
อำนาจอยู่ในมือแล้วถึงจะออกไปสนับสนุน
นางเป็นคนเฉลียวฉลาด สิ่งที่น่ากลัวและกังวลเป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงคือ ต้วนชิงหมิงที่อยู่
ตรงหน้าไม่ใช่เด็กสาวเก้าขวบแต่เป็นหญิงสาวที่กลับชาติมาเกิดใหม่
ดังนั้นจางอี๋เหนียงจะต้องถูกนางลองใจสักครั้ง สาเหตุที่ต้องทำเช่นนั้นเพราะนางเคยเป็นคนข้างกายของท่านแม่
ทว่าไม่เคยทำอะไรลํ้าเส้น อีกทั้งหากนางสนับสนุนหลิวหรงก็คงไม่ได้มีสภาพเหมือนตอนนี้
แต่ตอนนี้ต้วนชิงหมิงรู้สึกโมโหนางอย่างมาก คิดว่าตัวเองฉลาดเฉลียวคิดจะเอาต้วนอวี้มาเป็นโล่กำบัง! ถ้าไม่สั่ง
สอนเสียหน่อยคงจะไม่ได้แล้ว!
“ทำได้แน่นอน! ก่อนอื่นต้องทำให้ท่านพ่อสนใจและให้เห็นแต่เรื่องที่ดี ขณะเดียวกันก็ดูเล่ห์เหลี่ยมการสู้ระหว่าง
หลิวอี๋เหนียงกับข้าว่าใครจะเป็นผู้ชนะ เพื่อที่ท่านจะได้หาที่พึ่งพิงแห่งใหม่ ถ้าด่วนตัดสินใจไปก่อนอาจจะยืนผิดข้างก็
เป็นได้……อี๋เหนียง ไม่รู้ว่าสิ่งที่ข้าพูดมา ถูกต้องหรือไม่?”
ทุกถ้อยทุกวาจาที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมาทำให้จางอี๋เหนียงนิ่งงันพลันลิ้นพันกันจนพูดไม่ออก ไปไม่เป็น! พริบตา
เดียวมีความคิดขึ้นว่าเรื่องนี้เป็นแค่ความคิดของนางเท่านั้น หาได้เคยพูดกับใครไม่ คุณหนูใหญ่ล่วงรู้มาได้อย่างไร?
ต้วนชิงหมิงหยักยิ้มขึ้น พูดอย่างไม่ไว้หน้าว่า
“อี๋เหนียงไม่ได้ทำเช่นนี้มานานแล้วหรอกหรือ? แต่ละวันคอยทำขนมและเป็นห่วงเป็นใยต้วนอวี้ เหตุใดไม่รีบไป
ทำให้ท่านพ่อสนใจท่านโดยเร็วล่ะ?”
ได้ฟังที่อีกฝั่ายพูด จางอี๋เหนียงขวัญหนีดีฝั่อ รีบแก้ตัวไปพัลวัน
“ข้า……”
เอ่ยได้เพียงครึ่งคำพลันกลํ้ากลืนคำพูดลงคอไป ดวงตาใสยามเมื่อจ้องมองมาเอ่อล้นไปด้วยนํ้าดุจมีระลอกคลื่น ต้
วนชิงหมิงมองนิ่ง เห็นนางก้มหน้าลงพลางบิดม้วนผ้าเช็ดหน้าในมือ กลีบปากเผยออ้าออก พูดพึมพำ “เป็นความผิดของ
ข้า”
“ถูกต้อง เป็นความผิดของท่าน ไม่เพียงใจร้อน อีกทั้งยังลงมือผิดที่ด้วย!” ต้วนชิงหมิงกล่าวเสียงเย็นเยียบ
จางอี๋เหนียงชะงักตกใจ “คุณหนูได้โปรดชี้แนะด้วย!”
สุ้มเสียงของนางฟังดูดุดันยามกล่าวถ้อยคำด้วยความโกรธเคือง
“เหตุใดต้องขอคำชี้แนะจากข้า” ต้วนชิงหมิงหยุดเว้นจังหวะแล้วพูดต่อ “แล้วเมื่อสามวันก่อนหน้านี้เล่า ท่าน
กล้าพูดหรือไม่ว่ามิได้รอดูสถานการณ์หลิวอี๋เหนียงกับข้า……อี๋เหนียง ท่านไม่กล้าแม้แต่เผชิญหน้าด้วยตนเอง ทั้งยังไม่
กล้าไปพบท่านพ่อ ทว่ากลับมาหาต้วนอวี้ มาถึงตอนนี้กลับอยากให้ข้าช่วยตัดสินใจ ท่านคิดหรือไม่?การที่ข้าสามารถ
ทำให้ท่านออกจากเรือนมาได้ ก็แสดงว่าช่วยท่านหาวิธีดีๆ ได้เช่นกัน เหตุใดถึงคิดเองทำเองเช่นนี้ ไม่คิดแม้แต่จะถามเลย
หรือ?”
นางตำหนิจางอี๋เหนียงแล้วสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ เฮือกหนึ่ง นํ้าเสียงจึงฟังดูผ่อนคลายลง
“ท่านรู้อยู่เต็มอก การกระทำเช่นนี้ส่งผลอย่างไรกับต้วนอวี้? เหตุใดไม่ฉวยช่วงเวลาเหล่านี้เข้าใกล้ท่านพ่อของข้า
ท่านเองก็รู้ เมื่อท่านพ่อยอมรับท่านแล้ว ท่านจะกลายเป็นคนที่ดูแลน้องชายของข้าอย่างสง่าผ่าเผย……แต่เจ้ากลับไม่ทำ
อะไรเลย ได้แต่หลบๆ ซ่อนๆ เช่นนี้”
นางหยุดเว้นจังหวะแล้วพูดต่ออีกประโยค “ท่านมีเจตนาอะไรกันแน่……”
คำพูดเหล่านี้ของต้วนชิงหมิงทำให้จางอี๋เหนียงสั่นสะท้านไปทั้งตัว ‘ตึง!’ นางทิ้งตัวลงที่พื้นนั่งคุกเข่า
“คุณหนูใหญ่ ข้าไม่เคยออกจากเรือนมาหลายปี สิ่งที่ควรทำกลับไม่รู้ สิ่งที่รู้กลับไม่ทำ……แม้กระทั่งกับความชอบ
ของนายท่านเจ้าค่ะ……”
“ท่านนึกว่าข้าจะไม่เตรียมเรื่องพวกนี้ให้ท่านหรือ?” ต้วนชิงหมิงพูดตัดบทจางอี๋เหนียงเสียงเรียบ
นางเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ ต้วนชิงหมิงเอ่ยเสียงเรียบดุจเก่า
“ขึ้นชื่อว่าคนของข้า ย่อมได้รับการปกปั้อง แม้ต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม หากใครคิดวางแผนเล่นงานคนของข้า
รับประกันได้เลย ว่าจุดจบของนางไม่ใช่แค่คำว่าอนาถคำเดียวเป็นแน่ …”
จางอี๋เหนียงมองต้วนชิงหมิงนิ่งคล้ายจมลงสู่ภวังค์ ในชั่วขณะนั้น ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากนาง เด็กสาว
ตรงหน้าอายุเพียงแค่แปดเก้าปีชัดๆ เหตุใดแววตาและท่วงท่าของนางถึงดูเด็ดขาดระคนสง่างามเช่นนี้……ตกตะลึงพรึง
เพริดไปหมด! เมื่อพิศดูใบหน้าของนางกลับดูละม้ายฮูหยินติงโหรวอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ในใจของจางอี๋เหนียงหนาวสั่นขึ้น
อย่างควบคุมไม่ได้ นางประสบพบเจอกับอะไรมากันแน่ ถึงทำให้แววตาของเด็กผู้หญิงเก้าขวบคนนี้ฉายแววเย็นชาคล้าย
ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน?
ต้วนชิงหมิงไม่รอฟังคำตอบจากอีกฝั่าย กล่าวอย่างใจเย็น “อีกไม่กี่วันคุณลุงกับปั้าสะใภ้ ก็จะมาถึง ข้าให้คนไปส่ง
ข่าวให้พวกเขาแล้ว ถึงตอนนั้นท่านจะได้รับของขวัญชิ้นหนึ่ง ถือโอกาสยกระดับฐานะของท่านให้สูงขึ้นด้วย……แต่ท่าน
ต้องจัดการด้วยตัวเอง……เอาล่ะ ท่านกลับไปเสียเถอะ ลองไปไตร่ตรองคำพูดของข้าดู ถ้าคิดได้แล้วก็ให้คนมาบอกข้าอีก
ที!”
จางอี๋เหนียงกล่าวขอตัวออกไปอย่างว่าง่าย จนกระทั่งออกจากห้องมาแล้วถึงได้พบว่า ชุดชั้นในแนบเนื้อของนาง
เปียกชุ่มไปทั้งตัว!
ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ายามเผชิญหน้ากับต้วนชิงหมิง ในใจของนางบังเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งคล้ายมีแรงกดดัน
บางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้แม้อยู่ต่อหน้าต้วนเจิ้ง!
คุณหนูใหญ่คนนี้ไม่ธรรมดา นางไม่เพียงแต่มีความฉลาดเฉียบแหลมละม้ายฮูหยินเท่านั้น แต่ที่มากกว่าคือความ
เย็นชาโหดร้ายที่แม้แต่ฮูหยินก็ยังไม่มี!
ที่โชคดีก็คือนางยังยอมชี้แนะตน จางอี๋เหนียงมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าถ้าเมื่อไรที่ต้วนชิงหมิงไม่แม้แต่จะสั่งสอนชี้แนะ
นาง เช่นนั้นนางก็คงไม่เหลือใคร!
ส่วนเหตุผลว่าเหตุใดต้วนชิงหมิงถึงยอมช่วยนาง เชื่อว่าครึ่งหนึ่งเป็นเพราะนางมีประโยชน์ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งอาจ
เป็นเพราะเห็นแก่ไมตรีในหนหลังของผู้เป็นมารดา ทว่าไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือกาลก่อน นางก็จัดตำแหน่งของตัวเองไว้
อย่างเที่ยงตรงเสมอมา ไม่เคยมีความคิดที่จะทำเกินกฎระเบียบแม้สักกระผีก!
ดูท่าต่อจากนี้นางจะต้องยิ่งระมัดระวังตัวมากขึ้นแล้ว!
พอนึกถึงตรงหนี้ จางอี๋เหนียงก็มองหนทางที่อยู่ตรงหน้า แล้วจู่ๆ ก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา!