การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 50 จางอี๋เหนียงคิดขึ้นได้
แม้นางจะเป็นคนที่ระมัดระวังตัวมากเพียงไร ทว่าก็ยังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ มองไม่เห็นแม้แต่สติปัญญาของคุณ
หนูใหญ่ ทั้งยังมองไม่ออกว่าใครเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุด เช่นนั้นก็สมควรแล้ว
จางอี๋เหนียงตรึกตรองชั่วครู่ ในที่สุดนางก็รู้ว่าควรจะพึ่งใคร
ดูอย่างหลิวหรงตอนนี้ยังถูกคุณหนูใหญ่จัดการเสียจนเจียนตาย เหนือฟั้ายังมีฟั้าคำนี้เห็นจะเป็นเรื่องจริง
ภายในจวนไม่ว่าใครจะมีแผนการที่แยบยลหรือความสามารถสูงส่งเพียงใด ก็ต้องมีคนที่มาเหนือกว่าเข้าสักวัน!
ดังนั้นท้ายที่สุดสิ่งที่นางสมควรทำนอกจากการระมัดระวังตัวให้ดี ยังต้องดูแลคุณชายใหญ่ เพื่อที่จะได้มีที่พึ่งพิงในวันข้าง
หน้า
เมื่อคิดถึงจุดนี้จางอี๋เหนียงเพ่งมองไปยังเบื้องหน้า หายใจเข้าออกเฮือกหนึ่ง พลางบีบผ้าเช็ดหน้าในมือไว้แน่น
ราวกับมีเปั้าหมายที่ชัดเจน
ดวงตากลมมองตามอีกฝั่ายไป คล้อยหลังเมื่อพ้นสายตาต้วนชิงหมิงถึงค่อยๆ หลับตาลงพูด “หญิงโง่”
กล้าเอาหลิวหรงมาเทียบกับข้าหรือ? ทว่าจางอี๋เหนียงก็ไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อนางมากขนาดนั้น! แม่นมหนิงเดินมาจาก
ไหนก็สุดที่จะรู้ เข้ามากระซิบที่ข้างหูนางเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน
“คุณหนูใหญ่ คุณชายหลิวเพิ่งกลับมาจากข้างนอกเจ้าค่ะ” ต้วนชิงหมิงฟังนิ่งๆ ปัดไปที่เสื้อต้วนอวี้เบาๆ ยกยิ้ม
ขึ้น
ในเมื่อหลิวยวนกลับมาแล้ว เช่นนั้นไปพูดเหน็บแนมเขาสักทีเป็นไร หลิวยวนในครั้งนี้ข้าช่วยเจ้า แต่ต่อจากนี้ไป
เจ้าถือว่าเป็นพี่ชายของต้วนอวี้แล้วกัน
ในเวลานี้เอง สีหน้าและแววตาของหลิวยวนละม้ายมีเรื่องในใจปรากฏชัดบนใบหน้า ทุกถ้อยวาจาที่เสนาบดีหลิว
พูดกับเขา บัดนี้เมื่อนึกขึ้นมาก็ยังวนเวียนดังก้องอยู่ในหู
‘หลิวยวน พ่อรู้ว่าเจ้าเกลียดพ่อ จึงไม่ได้ตอบรับเป็นพ่อ เพราะพ่อได้แต่งงานใหม่เท่ากับเป็นการทอดทิ้งแม่เจ้า
ทำให้เจ้าผิดหวัง… แต่เจ้าเคยลองคิดหรือไม่ว่าถ้ามายืนในจุดที่พ่ออยู่ บางเรื่องก็เลือกเองไม่ได้ เจ้ารู้บ้างหรือไม่’
เสนาบดีที่อายุราวสี่สิบปีมองไปยังใบหน้าของลูกชาย แววตาแสดงความเจ็บปวดทรมานที่ต้องกลํ้ากลืน จนไม่
สามารถเอื้อนเอ่ยวาจา
“ปีนั้นพ่อเข้าเมืองหลวงไปรายงานราชการ ระหว่างทางพบกับโจรทางนํ้า พ่อและแม่ที่กำลังตั้งท้องเจ้าก็ตกนํ้าไป
ด้วย หลังจากนั้นพ่อถูกคนช่วยไว้ได้ ทั้งพยายามตามหาแม่เจ้าอย่างสุดความสามารถ ทว่าไม่มีข่าวคราวใดกลับมาเลย!
พ่อจึงคิดว่าพวกเจ้าทั้งสองไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว ตอนนั้นพ่อเสียใจอย่างที่สุด……หลังจากที่กลับเข้ามารายงานงานที่
เมืองหลวง ทั้งยังได้ช่วยฝั่าบาทจัดการกับกบฏจนได้รับความดีความชอบ ถึงมีเช่นทุกวันนี้… อย่างไรเสีย ในใจของพ่อก็
ยังมีเจ้ากับแม่เจ้าอยู่เสมอนะลูก”
เป็นเวลาสามวันแล้ว
ที่หลิวยวนได้พบกับพ่อ!
เป็นสามวันที่เสนาบดีหลิวพูดเกลี้ยกล่อมเขามาตลอด ทว่าหลิวยวนยังไม่สามารถอภัยให้ผู้เป็นบิดาได้ ด้วยรับรู้ได้
ถึงความทุกข์ระทมแทบจะถึงขั้นตรอมใจของผู้เป็นมารดา ครั้นเห็นท่านพ่อที่ดูแลภรรยาใหม่เป็นอย่างดี เปรียบเทียบกับ
ตัวเขาเองที่ทำงานอย่างหนักและมารดาที่ตอนนี้แม้แต่เส้นผมก็เปลี่ยนเป็นสีขาว ในใจพลันรู้สึกสับสนงุนงงจับต้นชน
ปลายไม่ถูก ถ้าเขายอมรับท่านพ่อ นั่นก็เท่ากับว่าขายท่านแม่!
ทว่าหลิวยวนก็อยากมีพ่อและครอบครัวที่ปกติเหมือนคนอื่นๆ สำหรับเขาที่โดดเดี่ยวมานาน คำว่า ‘ครอบครัว’
เป็นสิ่งที่เขาปรารถนามาโดยตลอด
กระแสอุ่นไหลรินผ่านกลางอกเขาระลอกหนึ่ง ทั้งยอมรับและไม่อยากยอมรับผสมรวมกันทำให้เขาทรมานใจสุด
ประมาณ
เรื่องนี้ไม่มีใครช่วยเขาคิดหาวิธีได้หรืออยากพูดก็ใช่ว่าจะพูดได้ ในโลกนี้จิตใจคน ยากแท้หยั่งถึง จึงต้องกันไว้ดี
กว่าแก้
เขาเดินคิดมาตลอดทางจวนเจียนใกล้ถึงเรือนของต้วนอวี้ แม้จะได้ยินเสียงคนพูดคุยกันในห้องแต่ไม่ได้สนใจ ครู่
เดียวก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง พลันเสียงชะงักหยุดเงียบหายไป……ต้วนชิงหมิงอยู่ที่นี่!
เมื่อเห็นสายตาวาววับของต้วนชิงหมิง ใบหน้าของหลิวหยวนค่อยๆ แดงขึ้นมา! พูดอึกอัก “คุณหนูต้วน”
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยตอนเห็นหลิวยวน นางยกยิ้มขึ้น เอ่ยเสียงนุ่มนวล
“พี่หลิวกลับมาแล้ว!”
ต้วนอวี้เห็นหลิวยวนกลับมาจึงรีบกระโดดลงจากเก้าอี้ วิ่งไปข้างหน้าพลางยื่นขนมไปที่ปากของหลิวยวน พูด
เลียนแบบต้วนชิงหมิงอย่างอารมณ์ดี
“พี่หลิว นี่เป็นขนมที่พี่สาวข้านำมาให้ อร่อยที่สุด พี่ลองทานดู” ต้วนอวี้กลับมาที่ห้อง ขนมที่จางอี๋เหนียงนำมา
ให้ก็ถูกยกออกไปหมดแล้ว ส่วนแม่นมหนิงถือโอกาสสอนซินจู๋ว่าต้องใส่ใจคุณชายใหญ่เรื่องการกิน การใช้ให้มากขึ้น
ร่างกายของซินจู๋สั่นเทิ้มไปทั้งตัวหลังจากที่โดนแม่นมหนิงและซิ่วเอ๋อร์ดุอยู่เป็นนาน ดูท่าเมื่อก่อนนางคงจะ
ละเลยเกินไป หลังจากนี้ต้องใส่ใจให้มากขึ้น
ต้วนชิงหมิงหัวเราะพรืดออกมา “ต้วนอวี้ เจ้าต้องเรียกว่าอาจารย์ ส่วนข้าเรียกว่าพี่หลิวได้”
ต้วนอวี้พูดด้วยทั้งยังทำปากจู๋ ช้อนสายตามองผู้เป็นพี่สาว “ข้าไม่อยากเรียกว่าอาจารย์ ข้าจะเรียกว่าพี่ชาย……”
หลิวยวนยิ้มออกมาเมื่อได้ฟัง
“ได้ๆ เรียกว่าพี่ชายแล้วกัน ไม่ต้องเรียกว่าอาจารย์” ช่วงที่ผ่านมา เขาช่วยดูแลต้วนอวี้และคอยสอนมารยาทพื้น
ฐานต่างๆ แก่ต้วนอวี้ อันที่จริงก็ไม่ได้สอนจริงจังมากนัก เพราะเห็นว่าต้วนชิงหมิงมีบุญคุณต่อเขา ในใจของหลิวยวนต้อง
ตอบแทนกลับ
ต้วนอวี้พูดเสียงไม่ชัดออกมาเบื้องหน้าของหลิวยวน
“พี่ชาย”
หลิวยวนตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นต้วนอวี้ยิ้มออกมาอย่างสดใส จึงชี้ไปที่ข้างปากของเขาเอง “คุณชาย……นํ้าลาย”
“หึๆ” ต้วนอวี้ยิ้มตาหยีจนมองไม่เห็นตาขาว พลางกระโดดเอื้อมมือไปคว้าคอโน้มตัวของหลิวยวนให้ก้มลงมา
จากนั้นจึงใช้แขนเสื้อเช็ดไปที่หน้าหลิวยวน และยังไม่ลืมที่จะแก้คำพูดให้ถูกว่า
“พี่ชายต้องเรียกเขาเหมือนกับที่พี่สาวเรียก” เขาเรียกต้วนชิงหมิงว่าพี่สาวไม่ใช่พี่สาวคนโต นี่เป็นการเรียกส่วน
ตัวของต้วนอวี้ เมื่อต้วนชิงหมิงได้ยินก็ถึงกับสะดุ้งขึ้นมา!
หลิวยวนหันหลังกลับมามองเห็นต้วนชิงหมิงพยักหน้ายิ้มน้อยๆ ความจริงใจที่พี่น้องคู่นี้มีให้กัน ทำให้หลิวยวน
รู้สึกซาบซึ้งละม้ายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคนทั้งสองไปด้วย
หลิวยวนจับกระชับมือเด็กน้อยและพูดกับเขาอย่างตั้งใจ
“ได้ๆ ข้าจะเรียกตาม……พี่สาว” เขาไม่มีพี่มีน้อง คราแรกที่รู้ว่าต้วนชิงหมิงช่วยชีวิตไว้คิดว่านางต้องหวังผลอะไร
บางอย่าง ทว่าตอนนี้ดูท่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ยิ่งไปกว่านั้นในใจของนางหวังดีกับน้องชายและคนที่นางใส่ใจว่าจะอยู่
อย่างสบายหรือไม่เพียงเท่านั้น
เด็กชายพยักหน้าตอบรับ ไถลตัวลงมาจากแขนหลิวยวน พูดว่า
“พี่ชายสีหน้าไม่ค่อยดีสงสัยเหนื่อยแล้ว อย่างนั้นต้วนอวี้จะไปเล่นเอง”
พูดจบก็ผละจากไปเล่นกับซิ่วเอ๋อร์และซินจู๋ หลิวยวนมองตามหลังต้วนอวี้ที่กำลังเดินไป เอ่ยด้วยนํ้าเสียงอิจฉา
“เขาเป็นเด็กจิตใจดี น่าอิจฉามีพี่สาวที่แสนดีคอยปกปั้อง”
ต้วนชิงหมิงยังคงระบายยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า พลางเทนํ้าชาใส่แก้วเลื่อนไปตรงหน้าหลิวยวน เอ่ยเสียงเรียบ
“จิตใจดีเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่กลายเป็นคนโง่เขลาที่ยอมให้ใครมาคอยกลั่นแกล้ง”
ต้วนชิงหมิงหยุดเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเผยให้เห็นแววตาวาววับคล้ายสบายใจอย่างบอกไม่ถูกขณะมองไปที่อีกฝั่าย
พูดว่า “ที่จริง ข้าอิจฉาพี่มากกว่า……ข้าเสียท่านแม่ไปตั้งแต่เยาว์วัย แต่พี่หลิวกลับได้ใช้ชีวิตกับท่านแม่ แม้จะยากลำบาก
อยู่บ้างแต่ก็มีความสุขมิใช่หรอกหรือ สิ่งสำคัญที่สุดคือ พี่เป็นคนจิตใจดีไม่ว่าจะเป็นผู้คน รวมถึงสิ่งต่างๆ รอบตัวด้วย”