การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 561 ไม่มีถูกหรือผิด
เมื่อเห็นว่าต้วนชิงหมิงสุภาพเช่นนี้ องครักษ์ก็หน้าแดงอย่างฉับพลัน เขารีบโบกมือให้ต้วนชิงหมิง พูดว่า “ไม่
บังอาจขอรับ ไม่บังอาจขอรับ”
ต้วนชิงหมิงเข้าไปในตำหนักด้านในก็ได้พบเหยียนหลิ่งอวี๋เข้าแล้ว
แต่ว่า นอกจากนี้ยังมีผู้คนจำนวนมากที่รอการตอบรับขอเข้าพบ โดยไม่ทราบว่าจะมีโอกาสได้เข้าสู่ประตูนี้หรือไม่
ตอนนี้เห็นต้วนชิงหมิงเข้าประตูไปแล้ว ใบหน้าของผู้ที่รอคอยมานานล้วนแสดงให้เห็นถึงความขุ่นเคืองและความไม่เท่า
เทียม
องครักษ์ที่ยื่นอยู่หน้าตำหนักของเหยียนหลิ่งอวี๋ ต่างยกมือประสาน “เชิญ” ต้วนชิงหมิงเดินเข้ามา
องครักษ์คิดแล้วคิดอีก พูดเสียงเบาว่า “คุณหนูต้วน เมื่อครู่นี้ข้าน้อยทำเกินไปขอรับ”
ต้วนชิงหมิงยิ้มเบาๆ พูดว่า “เป็นหน้าที่ของเจ้า ข้าไม่ตำหนิเจ้าหรอก”
องครักษ์ฟังแล้ว โล่งใจไปเล็กน้อย เขาแอบมองต้วนชิงหมิงแวบนึง เห็นว่าอีกฝั่ายไม่มีท่าทางโกรธ จึงใคร่ครวญ
และพูดขึ้น “ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา องค์ชายไม่พบใครทั้งนั้นขอรับ”
ต้วนชิงหมิงเบะปากเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร
เมื่อต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้น พบว่าต้วนอวี้เดินนำไปไกลแล้ว ทิ้งนางไว้ โดยเร่งฝีเท้าเร่งรีบไปดูเหยียนหลิ่งอวี๋ให้เร็ว
ที่สุด
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าต้วนอวี้ยังคงโกรธเพราะเรื่องของเมื่อครู่นี้ นางจึงแอบถอนหายใจโดยไม่ให้รู้ จากนั้นก็รีบเดิน
ไม่ทันไรก็ตามทันต้วนอวี้แล้ว
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของต้วนชิงหมิง ต้วนอวี้พูดโดยไม่หน้ากลับไปมอง “ท่านพี่ เชื่อไหมว่าพิษของเหยียนหลิ่งอวี๋
ไม่มีหมอรักษาได้?”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่องครักษ์พร้อมกับส่ายหัว “เรื่องนี้ ข้าไม่รู้เรื่องจริง ๆ”
ต้วนอวี้ยู่ปากไม่พูดไม่จา
ในสมัยโบราณ จะดูว่าโดนยาพิษอะไรก่อน จากนั้นค่อยลองผิดลองถูกหาตำรับยาแก้พิษ แต่ถ้าเป็นในศตวรรษที่ยี่
สิบอ็ดแล้วละก็ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย พิษอะไรก็สามารถรักษาให้หายได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นสายตาหดหู่ของต้วนอวี้ ต้วนชิงหมิงก็ถามด้วยเสียงต่ำว่า “อวี้เอ๋อร์ เป็นอะไรไป?”
ต้วนอวี้ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ข้ากำลังคิดว่า ถ้าเหยียนหลิ่งอวี๋ตายจริง ๆ มันจะไม่น่าเสียดายหรือ?”
เมื่อฟังคำพูดของต้วนอวี้ หัวใจของต้วนชิงหมิงก็อดไม่ได้ที่จะเต้นรัวไม่เป็นจังหวะด้วยความใจหาย
ใช่แล้ว ในชาติที่แล้วของนาง เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้อายุยืน ดังนั้นหลังจากที่นางกลับชาติมาเกิดใหม่ ชีวิตของเหยีย
นอวี๋ก็ยิ่งสั้นลงไปอีกอย่างนั้นหรือเปล่า?
ตอนนั้น ต้วนชิงหมิงจำได้อย่างเลือนรางว่าในชาติก่อนหน้านี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ถูกคนล้อมไว้ และเสียชีวิตด้วยลูกศร
ที่ยิงร่างหลายดอก ดังนั้นหากเป็นปกติ ใครกันที่จะสามารถล้อมเขาในสถานการณ์ที่อันตรายได้ หรือเป็นเพราะหลังจาก
ประสบกับยาพิษนี้ ร่างกายของเขาอ่อนแอลงในทันตา เป็นเหตุให้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายได้อย่างง่ายดาย
หรือว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ในชาติที่แล้วได้ถูกยาพิษในช่วงเวลานี้ จากนั้นเขาก็ต้องจากไปตั้งแต่อายุยังไม่มาก
ต้วนชิงหมิงคำนวณวันดูแล้ว ในชาติที่แล้วตอนที่นางอายุได้สิบหกปี เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เสียชีวิตลงในวัยยี่สิบปี นั่น
แสดงว่าเขามีอายุมากกว่าต้วนชิงหมิงถึงสี่ปีพอดิบพอดี หลังจากการเสียชีวิตของเหยียนหลิ่งอวี๋ลง ได้มีข่าวลือมากมาย
แพร่สะพัดไปทั่ว ทว่าต้วนชิงหมิงมัวแต่ยุ่งกับการเตรียมตัวแต่งงานไปจวนไปั๋ และหลังจากที่นางแต่งไปอยู่จวนไปั๋
เรียบร้อยก็ไม่ได้ข่าวคราวจาดเมืองหลวงอีกเลย
ตอนนี้คำนวณแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋น่าจะมีชีวิตอยู่อีกห้าปี แต่ทำไมเขาถึงได้โดนพิษประหลาดเช่นนี้ด้วย
เมื่อต้วนชิงหมิงรำลึกถึงเรื่องในชาติที่แล้ว สีหน้าของนางปรากฏความกังวลออกมา ฤดูหนาวที่ผ่านมาถึงฤดูใบไม้
ผลิปีนี้ ผ่านมาเพียงไม่กี่เดือน เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เผชิญความตายไปถึงสามครั้งแล้ว และตอนนี้เขาติดอยู่ในวิกฤติความเป็น
ความตายในชีวิตอีกครั้ง ดังนั้นในชาติก่อนหน้านี้ของเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ใช้ชีวิตเผชิญกับเรื่องราวพวกนี้ไม่ต่างกัน`
ต้วนชิงหมิงยื่นมือของนางออกจับมือเล็กๆ ของต้วนอวี้ พูดว่า “อวี้เอ๋อร์ ชีวิตไม่เที่ยง ไม่มีใครรู้ว่าตนเองจะตาย
เมื่อใด!”
ต้วนอวี้มีรอยยิ้มระคนความเสียใจออกมาเล็กน้อย ก่อนพูดขึ้นว่า “อย่างไรเสีย เหยียนหลิ่งอวี๋น่าสงสารเสียจริง”
ต้วนชิงหมิงจับข้อมือของต้วนอวี้ไว้แนบแน่น โดยไม่พูดอะไรอีก
องครักษ์ที่ตามหลังทั้งสองคน เหงื่อแตกไม่หยุด ในที่สุดตอนนี้ เขาก็เข้าใจว่าทำไมลั่วสุ่ยถึงได้หัวเราะเมื่อได้ยิน
สามคำว่า “คุณหนูต้วน” แล้ว
เหยียนหลิ่งอวี๋หรือองค์ชายสามแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย มีปัญญาหลักแหลม บุคลิกโดดเดี่ยว อาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครที่
จะกล้าพูดอย่างไม่เกรงใจต่อหน้าเขา แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนี้ ยังชื่นชอบเขามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นไม่ว่าใครจะในใต้
หล้านี้ ตราบใดที่พวกเขาพูดถึงชื่อของเหยียนหลิ่งอวี๋ต่างเรียกเขาด้วยความเคารพว่า “องค์ชายสาม”
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดินเข้าสู่ประตูจนถึงตอนนี้ องครักษ์พบว่าทั้งต้วนอวี้และต้วนชิงหมิง ไม่ว่าคำพูดหรือท่าทาง
ล้วนไม่มีความเคารพยำเกรงต่อเหยียนหลิ่งอวี๋เลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเรียกชื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ตรงๆ โดยไม่เรียกว่า
“องค์ชายสาม”
อาจกล่าวได้ว่า ในสมัยราชวงศ์ต้าเซี่ยตอนนี้มีไม่กี่คนที่กล้าบ้าบิ่นเรียกชื่อของเหยียนหลิ่งอวี๋โดยตรง ยกเว้นเพียง
สองพี่น้องคู่นี้เท่านั้น!
หากบอกว่าต้วนอวี้เรียกชื่อของเหยียนหลิ่งอวี๋โดยตรง อาจกล่าวได้ว่าเขายังเยาว์วัยไม่รู้ความ หรืออาจกล่าวได้ว่า
เขาคอยเป็นกุนซือให้เหยียนหลิ่งอวี๋ ดังนั้นจึงได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ แต่ว่าคุณหนูต้วนนี้สิ
ตอนนี้ องครักษ์คนนี้กลับจดจำสตรีที่เรียกกันว่า “คุณหนูต้วน” ได้แล้ว นางเป็นคนที่พวกพี่น้ององครักษ์ต่างเล่า
ลือกัน ว่าร่วมเป็นตายกับองค์ชายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
สตรีผู้นี้เป็นที่เล่าลือกันในหมู่องครักษ์ไปแล้ว แต่เขากลับดูไม่ออก ถ้าบอกเรื่องนี้กับองค์ชายสาม เขาอาจโดน
ลงโทษได้ หากบอกกับพี่น้ององครักษ์คงโดนหัวเราะเยาะเป็นแน่
องครักษ์ครุ่นคิดอยู่ภายในใจ แอบเหงื่อแตกออกมา ศีรษะของเขาก้มลงตํ่ากว่าเดิมอีก เขาได้แต่สาวเท้าก้าวไป
ข้างหน้าอย่างเร็ว โดยไม่เอื้อนเอ่ย
เป็นที่รู้ดีว่า องครักษ์คนนี้ไม่ใช่องครักษ์ที่คอยติดตามรับใช้เหยียนหลิ่งอวี๋อย่างใกล้ชิดในทุกๆ วัน แต่เป็นองครักษ์
ที่ลั่วสุ่ยสั่งการให้เฝั้าอยู่ข้างนอกตำหนัก โดยรับผิดชอบมิให้คนอื่นเข้ามาภายในตำหนักได้ แต่ตอนนี้สิ่งที่องครักษ์คนนี้ไม่
เคยคาดคิดคือได้ห้ามผิดคนแล้ว ดังนั้นจึงเกิดความรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้เดินไปข้างหน้าอย่างว่องไว และใช้เวลาไม่นานก็เข้าถึงห้องของเหยียนหลิ่งอวี๋ ต้วนชิงห
มิงจำได้ว่านี่คือสถานที่ที่นางเคยเปลี่ยนเสื้อผ้า- นั่นคือช่วงที่อยู่ที่จวนหลิว นางและเชวียจื่อซวน เชวียหนิงเซียนพี่น้องได้
พูดเตือนหลิวยวน และวางแผนให้หนิวไปั๋ไปช่วยชีวิตองค์หญิงจิ่นซิ่ว ที่ไม่ระวังตกลงไปในทะเลสาบ ในเวลานั้น เหยียน
หลิ่งอวี๋พานางมาที่นี่เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่
เมื่อนับดูก็พบว่าเวลาเพิ่งผ่านมาไม่นาน หลังจากที่หนิวไปั๋จากไป หลิวหยวนจึงค่อยๆ สร้างอำนาจในจวนหลิวขึ้น
นานวันไปด้วยความยุ่ง จึงไม่ได้มีเวลาพบเจอกันบ่อยนัก
ต้วนชิงหมิงยืนอยู่ในห้องรับแขก ในระหว่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในจวนหลิวและสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางและเหยียนหลิ่งอวี๋
กลับปรากฏขึ้นมาวันภวังค์ราวกับเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้เอง
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงก็ถอนหายใจเล็กน้อย เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว รูปร่างหน้าตาก็พลอยดูแก่ขึ้น แค่พริบ
ตาเดียว นางกลับมาเกิดใหม่มานานถึงครึ่งปีแล้ว
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจอย่างเงียบๆ ระหว่างนั้นมีผู้ชายรูปร่างผอมยืนอยู่ที่หน้าตาประตู พร้อมกับชายเสื้อที่พลิ้ว
ไหวไปตามสายลม
เขาดูหน้าตาซีดเซียวและยืนพิงอยู่ตรงประตู โดยอยู่ที่นั่นมองไปที่ด้านหลังของต้วนชิงหมิง ด้วยสีหน้าดูมึนงงไม่รู้
ว่าคิดอะไรอยู่
เปลี่ยนไป ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว
ก่อนหน้านี้ต้วนชิงหมิงเรียบง่ายและระวังตัว เมื่อนางมองไปที่เขา มักจะมีสามส่วนที่ดูเสแสร้ง สามส่วนที่ดู
ระมัดระวัง และสามส่วนของการปั้องกันตัว แต่วันนี้ต้วนชิงหมิง เมื่อนางมองไปที่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราว
ราวกับว่าเขาสามารถมองเห็นอดีตชาติและชาติหน้าได้ ยิ่งกว่านั้นไม่ว่าเขาจะคิดอะไรอยู่ ต้วนชิงหมิงก็สามารถมองทะลุ
ปรุโปร่งได้อย่างรวดเร็ว
ต้วนอวี้เห็นเหยียนหลิงอวี๋เข้ามาจึงเอ่ยทักทาย ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋โบกมือส่งสัญญาณให้ต้วนอวี้เป็นนัยว่าไม่ต้อง
ส่งเสียง
ต้วนอวี้มองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ไม่ได้เจอมาหลายวัน เหยียนหลิ่งอวี๋เปลี่ยนไปอย่างกับคนละคน อยากพูดอะไร
มากมาย แต่ในที่สุดก็ไม่พูด สิ่งที่อยากพูดกลับหยุดลง จากนั้นเขาหันหลังกลับและเดินจากไปโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง