การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 560 พบหรือไม่พบ
พูดได้ว่าองครักษ์ผู้นี้พลันเกิดความรู้สึกปริวิตกขึ้นมาแล้ว
ในตอนนั้นเอง ลั่วสุ่ยเดินเข้ามาแล้วเห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีขององครักษ์ผู้นี้ จึงหยุดเดินแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น
ข้างนอก
ต้องรู้ว่าองครักษ์ชุดใหม่ทั้งหมดนี้เป็นคนที่ลั่วสุ่ยเลือกมาเองกับมือ พวกเขาจึงไม่คุ้นหน้าของต้วนชิงหมิง ทั้งยัง
รับผิดชอบดูแลตำหนักทั้งในและนอกอย่างชัดเจน ไม่ทับซ้อนกัน แต่องครักษ์ที่ทำหน้าที่เฝั้าอยู่ด้านนอกนั้น มีเพียงคำ
อธิบายเดียวที่สามารถอธิบายได้ นั่นก็คือต้องรับผิดชอบเรื่องที่ยากจะรับมือได้ดี
ในช่วงไม่กี่วันนี้ มีผู้คนมากมายที่มาเยี่ยมเยือนเหยียนหลิ่งอวี๋ รอบที่แล้วทั้งองค์ชาย องค์หญิงที่สูงศักดิ์ ไปจนถึง
ขุนนาง คุณชาย และคุณหนูต่างมาที่นี่ แต่เนื่องจากเหยียนหลิ่งอวี๋ปฏิเสธที่จะให้เข้าเยี่ยม ดังนั้น การห้ามเข้าเยี่ยมจึง
กลายเป็นเรื่องปกติของพวกองครักษ์ไปแล้ว ตอนนี้ องครักษ์คนนี้ได้วิ่งมาถึงที่นี้ แสดงว่ามีคนพิเศษมาถึงที่นี่อย่าง
แน่นอน
แต่ใครจะเป็นคนพิเศษคนนั้น ลั่วสุ่ยอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
ลั่วสุ่ยเหลือบมององครักษ์คนนั้นไปมา แล้วก็ถามว่า “ใครอยู่ข้างนอก?”
ทันทีที่เขาเห็นลั่วสุ่ยราวกับว่าเขาเห็นเทวดามาโปรด ดวงตาขององครักษ์คนนั้นกลับสว่างไสวขึ้น “เรียนท่านหัว
หน้าลั่วสุ่ย มีคุณหนูท่านหนึ่งแซ่ต้วนมาขอพบนายท่านขอรับ”
แซ่ต้วนหรือ? แม่นางคนนั้นชื่อว่าต้วนชิงหมิงใช่หรือไม่?
“เจ้าตอบนางไปว่ายังไง?” ลั่วสุ่ยถามขึ้น
อันที่จริงแล้ว หากต้วนชิงหมิงมาถึงก็สามารถเดินตรงเข้ามาได้เลย แต่เมื่อมองดูสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว
แน่นอนว่าองครักษ์คนนี้ที่ได้ห้ามต้วนชิงหมิงไว้นอกประตู เขาไม่สามารถตัดสินใจได้ จึงไม่กล้าปล่อยให้ผู้อื่นเข้าไปตาม
ต้องการได้ จากนั้นได้วิ่งเข้ารายงานเหยียนหลิ่งอวี๋
องครักษ์คนนั้นกัดฟันตอบกลับไปว่า “ใช่ขอรับ ข้าน้อยเองที่ห้ามนางไว้นอกประตู”
ลั่วสุ่ยขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ถามขึ้น “นางมาคนเดียวหรือ?”
ถ้าต้วนชิงหมิงมาคนเดียว องครักษ์เหล่านี้คงไม่รู้จักนางแน่นอน การห้ามนางไว้ข้างนอกก็เป็นเรื่องปกติที่จะทำ
แต่ว่าเมื่อดูท่าทางขององครักษ์นี้ ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ จะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
องครักษ์คนนั้นส่ายหัวไปมา พูดอ่อมแอ่มว่า “นางมาพร้อมกับคุณชายต้วนขอรับ”
คุณชายต้วนก็คือต้วนอวี้? ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้มาด้วยกัน เหตุใดองครักษ์ถึงได้ห้ามนางไว้ด้านนอกอยู่อีก?
ต้วนอวี้ผู้นี้ปกติจะโมโหโทโสและอาละวาดอย่างหนัก หากให้เขาต้องถูกกันตัวไว้ด้านนอกตำหนัก
ลั่วสุ่ยรู้สึกชะงักไปในทันที จากนั้นหัวเราะ “ฮ่า ฮ่า” ขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้น คุณหนูต้วนตอนนี้กลับไปแล้วหรือยัง?”
ลั่วสุ่ยรู้ดีว่าต้วนชิงหมิงยังต้องไม่ได้กลับไป เพราะต้วนชิงหมิงคนนี้ไม่ใช่คนที่ยอมอะไรง่ายๆ ถ้านางถูกคนอื่นห้าม
ไว้แล้วนางยมกลับไปแต่โดยดี เช่นนั้น นางก็คงไม่ใช่ต้วนชิงหมิงตัวจริง
องครักษ์คนนั้นส่ายหัวไปมา เอ่ยขึ้น “คุณหนูต้วนไม่ได้บุกเข้ามา เพียงแต่นางให้ข้าน้อยไปบอกรายงานองค์ชาย
ว่านางมาทวงหนี้ขอรับ”
เพียงเพราะ “มาทวงหนี้” ประโยคนี้ประโยคเดียว องครักษ์ถึงได้วิ่งหน้าตั้งเข้าไปในตำหนักรายงาน อีกทั้งเวลานี้
เขาก็กำลังจะไปเชิญคุณหนูต้วนเข้ามาในตำหนัก
ลั่วสุ่ยตบไหล่ขององครักษ์อย่างเบามือ “เจ้านี้เก่งจริงๆ”
แม้แต่ต้วนชิงหมิง เขาก็ยังกล้าที่จะห้ามปรามไว้ด้านนอก นับได้ว่าเจ้าเป็นผู้กล้าตายที่ยอดเยี่ยม
องครักษ์สีหน้าถอนสีในทันใด “ท่านหัวหน้าลั่วสุ่ยอย่าพูดตลกไปเลย……เมื่อครู่นี้ ข้าน้อยได้ไปขอคำแนะนำจาก
องค์ชายแล้ว องค์ชายกล่าวเพียงคำว่า ‘เชิญ’ ให้คุณหนูต้วนเข้ามา”
เพียงคำว่า “เชิญ” เพียงคำนี้ องครักษ์จึงเกิดลังเลอยู่เป็นเวลานาน ตอนนี้ลั่วสุ่ยมาแล้วก็น่าจะสอบถามแผนการ
ขั้นต่อไปเสียหน่อย
ลั่วสุ่ยได้ฟังก็หัวเราะไม่หุบเลย……องค์ชายยังรู้ว่าต้องเชิญต้วนชิงหมิงเข้ามา เพียงแค่ไม่รู้ว่าหลังจากที่ “เชิญ”
คุณหนูต้วนเข้ามาแล้ว นางจะชำระบัญชีกับองค์ชายยังไงกันแน่?
ลั่วสุ่ยจำได้ว่าคุณหนูต้วนนิสัยดีงาม ความจำเป็นเลิศเสียจนใครที่ติดค้างอะไรกับนางนั้น นางสามารถจดจำราย
ละเอียดได้อย่างแม่นยำ ในท้ายที่สุดต้องรอคอยดูว่าคุณหนูต้วนจะเอายังไงดี
องครักษ์คนนั้นเมื่อเห็นลั่วสุ่ยหัวเราะอย่างสุขใจ สีหน้าก็ยิ่งเศร้าสร้อยขึ้นไปอีก เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น “หัว
หน้าลั่วสุ่ย ท่านหัวเราะอะไรกัน ข้าน้อยห้ามคนที่ไม่ควรห้ามใช่ไหม ตอนนี้ในใจข้าน้อยร้อนรนดั่งไฟแผดเผา แต่ไม่คาด
คิดว่าท่านจะมองเป็นเรื่องตลกได้?”
ลั่วสุ่ยโบกมือใส่องครักษ์คนนั้น ทั้งพยายามอดกลั้นหัวเราะมิให้ออกมา เขากล่าวว่า “เจ้าสบายใจได้ องค์ชายสั่ง
ยังไง เจ้าก็ไปทำตามนั้น……เจ้าจำได้ว่าเจ้าเพียงแค่ทำหน้าที่ที่เจ้ารับผิดชอบเท่านั้น ไม่มีอะไรผิด องค์ชายจะไม่ตำหนิเจ้า
เพราะเรื่องนี้หรอก
องครักษ์ฟังแล้วก็ถอยหายใจเสียงแผ่วออกมา จากนั้นเขาก็โบกมือลาลั่วสุ่ย หันเดินกลับไปทางประตูใหญ่
ทางด้านต้วนอวี้ยังคงยืนรออยู่ที่ประตูใหญ้กับต้วนชิงหมิงอย่างสงบนิ่ง ด้านหลังพวกเขามีคนที่โดนองครักษ์ห้าม
เข้ายังคงต่อแถวเรียงรายอยู่ คนเหล่านั้นมองไปที่ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้ที่ถูกห้ามไว้ด้านนอก ด้วยใบหน้าสีแฝงไปด้วย
การสมนํ้าหน้า
เดิมที ต้วนอวี้ไม่จำเป็นต้องยืนรอองครักษ์อยู่ข้างนอก เพราะในหัวเขามีสารพัดวิธีที่สามารถทำให้ต้วนชิงหมิง
เข้าไปเป็นเพื่อนเขาพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหยียนหลิ่งอวี๋สั่งไว้แล้ว ห้ามต้วนชิงหมิงเข้าไปในตำหนัก ต้วนชิงหมิงจึงยืนกรานที่จะคิด
บัญชีกับเหยียนหลิงอวี๋ให้ได้ หากต้วนอวี้พานางเข้าไปโดยไม่บอกกล่าวก่อน เขาขี้เกียจเป็นคนไกล่เกลี่ยเรื่องที่อาจเกิดขึ้น
ภายหลัง
อีกอย่าง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาต้วนอวี้รู้สึกเสมอว่าต้วนชิงหมิงมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ถึงแม้ต้วนอวี้ไม่รู้
ว่ามีตรงไหนที่ผิดปกติ แต่เขาต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าต้วนชิงหมิง อย่างไรเสีย เขาก็ไม่ใช่เจ้าของร่างต้วน
อวี้ตัวจริง ท้ายที่สุดแล้วเขาไม่รู้ว่าแผนการของต้วนชิงหมิงมีมากมายแค่ไหน ดังนั้นในช่วงเวลานี้ ต้วนอวี้ต้องระมัดระวัง
ให้มากขึ้นไปอีก เพื่อไม่ให้ต้วนชิงหมิงจับความผิดปกติในตัวของเขาได้
ดวงตาของต้วนอวี้ ยังคงมองไปข้างหน้า เมื่อเขาเห็นเงาที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าจึงพูดขึ้นในทันที “โอ้ กลับมาแล้วเห
รอ?.”
องครักษ์คนนั้นกลับมาแล้ว และต้องนำข่าวของเหยียนหลิงอวี๋มาด้วยแน่
ต้วนชิงหมิงเหลือบมองไปด้านหน้าเล็กน้อย พอเห็นท่าทางที่เร่งรีบขององครักษ์คนนั้น ได้เพียงเม้มปากลงเบาๆ
องครักษ์คนั้นรีบสาวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปจนถึงเบื้องหน้าของต้วนชิงหมิง จากนั้นก็ก้ม
ศีรษะลง พูดเสียงตํ่าว่า “คุณหนูต้วน องค์ชายสามขอเชิญคุณหนูขอรับ”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่องครักษ์แล้วยิ้มบางๆ “รบกวนแล้ว”
เมื่อพูดจบ ก็เดินเข้าไปข้างในตำหนัก
ทันทีที่ต้วนอวี้เห็นว่าต้วนชิงหมิงเดินเข้าไป ก็รีบสาวเท้าออกเดิมตามทันที เขาเดินไปด้วยและถามองครักษ์ไป
ด้วย “เหยียนหลิ่งอวี๋พูดยังไงบ้าง? เขาตอบตกลงว่าจะจ่ายหนี้ให้ท่านพี่ข้าหรือไม่?”
องครักษ์ได้ยินดังนั้นสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “องค์ชายเพียงแต่บอกให้เชิญคุณหนูต้วนเข้ามาเท่านั้นขอรับ”
ต้วนอวี้ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เหยียนหลิ่งอวี๋พูดจริงๆ หรือว่าจะ ‘เชิญ’ ท่านพี่ข้าเข้าไปข้างใน?”
องครักษ์พยักหน้าอยู่หลายที “ใช่ขอรับ”
ต้วนอวี้ประหลาดใจเล็กน้อย เป็นที่รู้กันว่าสำหรับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว คำว่า “เชิญ” คำนี้ มันยากมากที่จะหลุด
ออกจากปาก นึกไม่ถึงว่าตอนนี้เขาจะ “เชิญ” ต้วนชิงหมิงเข้ามา
ต้วนอวี๋หันไปมองต้วนชิงหมิงแวบนึง ก่อนเอ่ยขึ้น “ท่านพี่ ท่านได้ยินแล้วหรือยัง? เหยียนหลิ่งอวี๋บอกว่า ‘เชิญ’
ท่านเข้าไปในตำหนัก?”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ต้วนอวี้ ตอบเสียงเรียบเพียงว่า “เอาล่ะ อวี้เอ๋อร์ เจ้าอย่าได้ทำตัววุ่นวายล่ะ!”
เมื่อครู่นี้ ต้วนชิงหมิงได้เห็นฝูงชนที่ถูกห้ามไว้หน้าประตู คนพวกนั้นมีบางคนที่ต้วนชิงหมิงรู้จักอยู่ด้วย ทั้งคนของ
จวนติ้งกั๋วกง คนของจวนเสิ่นกั๋วกง และยังมีคนของขุนนางระดับสูง แม้กระทั่งคุณหนูที่มาที่นี่ ต้วนชิงหมิงต่างก็รู้จัก
ทว่าคนเหล่านี้ทั้งหมดต่างถูกห้ามไว้นอกประตู ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะพบใคร ไม่พบใครได้สั่งการไว้
อย่างชัดเจนแล้ว
แม้ว่าต้วนชิงหมิงจะห้ามอยู่ด้านนอกประตู แต่องครักษ์บอกว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ “เชิญ” นางเข้ามา นี่หมายความว่า
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้คาดว่านางจะมา และไม่ได้ตั้งใจห้ามนางไว้นอกประตูตำหนัก?
หลังจากที่ถอนหายใจเล็กน้อย ต้วนชิงหมิงพูดต่อไปว่า “อวี้เอ๋อร์ เดี๋ยวเมื่อเจอเหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าอย่าพูดไร้สาระ
อะไรอีกล่ะ เข้าใจไหม?”
ต้วนอวี้ยู่ปากลงเล็กน้อยโดยไม่ได้ตอบกลับแม้แต่คำเดียว
เดิมที เขาต้องการที่จะต่อว่าเหยียนหลิงอวี๋เสียหน่อย แต่ตอนนี้ ความคิดทั้งหมดของเขาถูกต้วนชิงหมิงทำลายจน
เสียกระบวนท่าไปหมดแล้ว
ต้วนอวี้แอบลงนํ้าหนักเท้าอย่างหนักตอนเดิน พร้อมกับต่อว่าในใจ เหยียนหลิ่งอวี๋บังอาจให้พวกเขารออยู่ข้าง
นอก……ครั้งนี้ถือว่าเขาโชคดี แต่ถื้นยังมีครั้งหน้าอีก เขาจะไม่มีทางยอมปล่อยเหยียนหลิ่งอวี๋ไปโดยง่ายเหมือนครั้งนี้
แน่นอน
ต้วนชิงหมิงก้าวไปข้างหน้าสองก้าวมองไปที่องครักษ์คนนั้น พูดว่า “รบกวนเจ้านำทางแล้ว”
ตอนนี้ ต้วนชิงหมิงรู้สึกกังวลที่จะเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ สิ่งที่นางอยากรู้มากกว่านั้นคือ พิษบนร่างของเหยียนหลิ่งอวี๋
ตอนนี้เป็นอย่างไร มันจะน่ากลัวเหมือนเรื่องเล่าลือหรือไม่ ที่ไม่สามารถควบคุมได้