การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 563 หงซินจุ้ย
เมื่อนึกถึงคนอัจฉริยะเมื่อร้อยปีก่อน และหันมองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ซูบผอม ในใจของต้วนชิงหมิงมีแต่ความทุกข์
ระทม
ความสำเร็จของลั่วสุ่ย3ผู้นั้น ประสบความสำเร็จในการผลิตยาพิษที่ยังไม่มีผู้ใดสามารถแทนที่เขาได้
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดไปมาก่อนจะเอ่ยขึ้น “ยาพิษหุ่ยเทียนเมี่ยตี้ มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ‘หงซิ่งจุ้ย’ ตามหลักฐานนั้น
ยาพิษชนิดนี้ถูกทำขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิง”
พอเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ต้วนชิงหมิงพลันหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาและเอ่ยต่อไป “ด้วยสาเหตุที่
หลู่หนิงออกไปเก็บยาที่เขา รอนแรมเป็นเดือน เมื่อเขากลับมาได้พบภรรยาและศิษย์น้องพูดคุยหัวเราะคิกคักกันอย่าง
สนิทสนม ดังนั้น ลั่วสุ่ย3ย่อมสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์น้องกับภรรยาของเขา ว่ามีอะไรเกิดเลยกันไปบ้าง……”
เมื่อต้วนชิงหมิงเล่ามาถึงตรงนี้ ใบหน้าของนางก็แดงกํ่าจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก… ต้วนชิงหมิงในเวลานี้ เป็นเพียง
สาวน้อยอายุเพียงสิบปีเท่านั้น จึงมิกล้าเอ่ยกล่าวถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ออกมาให้กระดากปาก
“ดังนั้น ลั่วสุ่ย3จึงคิดค้นผลิตยาพิษตัวนี้ขึ้นมา โดยให้ภรรยาของเขาและศิษย์น้องได้ทานลงไป… ยาพิษชนิดนี้
สามารถทำให้คนทรมานตายทั้งเป็น แต่สิ่งที่ทำให้ถูกวางยาพิษแล้วถึงขั้นเสียชีวิต มาจากความหิวโหยและกระหายนํ้า”
ต้วนชิงหมิงเล่าเสียงเรียบ
จากนั้น นางได้ปรายตามองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบาขึ้นมา “หากใครไปสัมผัสหรือติดเชื้อทาย
ฝัน”
ต้วนชิงหมิงพูดตะกุกตะกัก “ภรรยาของลั่วสุ่ย3ทนต่อความโหยหิวไม่ไหวอีกต่อไปจึงเลือกดื่มเปล่า แต่นํ้านั่น
กลับกลายเป็นยาพิษที่ทำให้ภรรยาของเขาตายในที่สุด… แต่ในท้ายที่สุด ลั่วสุ่ย3กลับพบว่าภรรยาของเขากับศิษย์น้องไม่
ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน เขาจึงเสียอกเสียใจในการกระทำและดื่มยาพิษตายตามไป……”
ในตอนสุดท้าย ต้วนชิงหมิงพูดจบว่า “นักอัจฉริยะและภรรยาของเขา กลับต้องจบชีวิตลงด้วยเหตุที่เข้าใจผิด
ฉะนั้นความอิจฉาริษยาและความเข้าใจผิด เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวมากกว่ายาพิษเสียอีก”
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยืนพิงเก้าอี้อยู่กลับยิ้มอย่างอ่อนแรง
ต้วนชิงหมิงพูดได้ถูกต้องที่สุด… ความอิจฉาริษยาเป็นสิ่งน่าหวาดกลัวมากที่สุด ที่สามารถทำให้คนกลับหวาดกลัว
ได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
“แต่ข้าไม่ได้นอกใจ ไม่ได้คบชู้ ทำไมยังโดนคนคอยเล่นงานจนต้องได้รับบาดพิษเข้าร่างด้วย ดูท่าแล้ว ยานี้ไม่ได้
เฉพาะคนที่นอกใจและคบชู้เพียงเท่านั้น……” เหยียนหลิ่งอวี๋พูด
ได้ฟังที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูดออกมา แม้ว่าต้วนชิงหมิงจะยังรู้สึกเสียใจ แต่นางกลับฝืนยิ้มพูดออกมา “เหยียนหลิ่งอวี๋
พูดบ้าอะไรของเจ้า?”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองเห็นลั่วสุ่ยเดินเข้ามาในห้อง จากนั้นลั่วสุ่ยพยักหน้าให้ต้วนชิงหมิง ก่อนจะเดินเข้าไปกระซิบ
ข้างหูของเหยียนหลิ่งอวี๋ “องค์ชายถึงเวลาดื่มยาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เร็วขนาดนั้นเลย?” เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นถาม
สีหน้าลั่วสุ่ยไม่ค่อยจะดีเสียเท่าไหร่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ หมอหลวงให้องค์ชายไปพบในเวลานี้”
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงค่อยๆ ขยับเขยื้อนตัวลุกขึ้นมา ในระหว่างที่กำลังจะก้าวเท้าเดิน ต้วนชิงหมิงรีบสาวเท้าเข้าไปยืน
เบื้องหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ “เดี๋ยวข้าไปเป็นเพื่อน……”
เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย พร้อมจะปฏิเสธ แต่สายตาของลั่วสุ่ยกลับเป็นประกายขึ้นมาและรีบพูดขึ้น
“หากคุณหนูต้วนไปเป็นเพื่อนองค์ชายย่อมเป็นเรื่องดีมากขอรับ”
“ลั่วสุ่ย เรากำลังพูดอะไรอยู่?” เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยด้วยนํ้าเสียงไม่สบอารมณ์
ลั่วสุ่ยถอยผงะไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใบหน้าที่ซีดเซียว ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอีก
จากนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋หันไปพูดกับต้วนชิงหมิง “เจ้ากลับไปก่อนเถอะ… ที่นี่มีหมอหลวง ข้าไม่เป็นอะไรหรอก”
“ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ก็ไม่ได้ทำอะไร ให้ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าดีเสียเถอะ” ต้วนชิงหมิงยืนกรานในความคิด
เมื่อต้วนชิงหมิงพูดจบลง ได้เข้าไปประคองแขนข้างหนึ่งของเขาไว้ “หมอหลวงให้เจ้ารีบไปไม่ใช่หรือ? พวกเรารีบ
ไปกันเถอะ อย่าชักช้าอยู่เลย!”
“ที่แห่งนั้นไม่เหมาะที่เจ้าจะไป” เหยียนหลิ่งอวี๋จนปัญญาที่จะปฏิเสธ
ต้วนชิงหมิงจ้องตาเป็นมันด้วยเริ่มรู้สึกไม่พอใจ “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเคยทำห้องข้าและรถม้าเปือนเลือดไป
หมด……”
ต้วนชิงหมิงไม่มีทางลืมเลือนได้เลย ว่าครั้งหนึ่งเหยียนหลิ่งอวี๋เคยทำห้องนางและรถม้าต้องเปือนเลือดจนทั่ว`
ลั่วสุ่ยได้ยินที่นางพูดก็แอบหัวเราะคิกคักชอบใจ แต่เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋กวาดสายตาจ้องมอง เขาก็รีบหุบยิ้มลง
ทันที และกลั้นเอาไว้ข้างในอย่างทรมาน
เหยียนหลิ่งอวี๋ยื่นมือออกไปเปิดชายแขนเสื้อของต้วนชิงหมิงโดยที่ไม่ให้ซุ่มให้เสียงมาก่อน จากนั้นสีหน้าของเขา
พลันตกตะลึงไปเล็กน้อย “ข้าใช้ให้คนนำยาไปให้เจ้าทาแล้ว ทำไมเจ้าถึงไม่ทา?”
เขาจำได้แม่นยำว่าใช้ให้คนนำยาลบเลือนรอยแผลไปให้ต้วนชิงหมิงถึงมือ แต่ทำไมข้อมือของนางถึงยังมีรอยแผล
เป็นที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แบบนี้อีก
ต้วนชิงหมิงรีบชักมือกลับ ดึงชายแขนเสื้อลงปิดรอยแผลเป็นลงทันใด ก่อนตอบกลับไป “ทาสิ ประเดี๋ยวกลับไป
ข้าค่อยทา”
มีหรือที่เหยียนหลิ่งอวี๋จะยอม เขาหันหน้าไปถามลั่วสุ่ย “เจ้ารีบไป ไปหยิบยาขวดนั้นมาให้คุณหนูต้วน”
ลั่วสุ่ยยังคงยึกยัก เม้มปากแน่น ถึงถูกเหยียนหลิ่งอวี๋สั่งเสียงดัง “รีบไปสิ!”
ลั่วสุ่ยจึงรีบเดินไปเอายาตามที่องค์ชายสามสั่งไว้อย่างรวดเร็ว
ด้านต้วนชิงหมิงค่อยๆ ประคองเหยียนหลิ่งอวี๋เดินออกไปไปอย่างเชื่องช้า จนเดินมาไหลทั้งสองคนก็ไม่มีใครเอ่ย
วาจาออกมา ในที่สุด ต้วนชิงหมิงเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “อันที่จริง ข้าก็ไม่ได้สนใจรอยแผลอะไรนั่นหรอก ยิ่งไปกว่านั้น
ร่างกายของข้าก็มีรอยแผลอื่นอีก เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลขนาดนั้นหรอก”
ถึงแม้จะเดินในระยะทางไม่ได้ไกลนัก แต่หน้าผากของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับมีเหงื่อไหลโชกออกไม่หยุด เขาพยายาม
มองไปทางเดินที่อยู่เบื้องหน้า และพูดเสียงเรียบขึ้นว่า “เจ้าไม่กังวลกับรอยแผล แต่ข้ากังวลเป็นยิ่งนัก… รอยแผลของ
เจ้ายังฝังลึกอยู่ในใจของข้า หากรอยแผลของเจ้ายังไม่ดีขึ้นมา ใจของข้าก็ไม่มีทางสงบลงได้”
มือของต้วนชิงหมิงบีบมือเหยียนหลิ่งอวี๋แนบแน่นโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนคำพูดนี้ทำให้นางสะอึกจนพูดไม่ถูก ผ่านไป
สักพักหนึ่ง นางถึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ใช่แล้ว ยาพิษในตัวเจ้า หมอหลวงว่ายังไงบ้าง?”
“จะว่ายังไงได้ล่ะ บอกข้าเพียงว่ากำลังหาวิธีช่วยถอนพิษอยู่” เหยียนหลิ่งอวี๋ตอบกลับเสียงเรียบ
ต้วนชิงหมิงพูดเสียงทุ้มตํ่ากลับไป “ข้าเชื่อว่า จะต้องหาวิธีถอนพิษได้อย่างแน่นอน”
เหยียนหลิ่งอวี๋อดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมา
มันจะมีวิธีถอนพิษได้อย่างนั้นหรือ?
หากมีวิธีถอนพิษละก็ หมอหลวงกับลั่วสุ่ยคงรีบใช้วิธีนั้นไปนานแล้ว แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงรอคอย โดยไม่รู้ว่า
ต้องรอไปอีกนานเพียงใด
ต้วนชิงหมิงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น “ใครเป็นคนวางยาพิษ หาตัวเจอแล้วหรือยัง?”
“หาตัวยังไม่ได้เลย… โดยปกติข้าจะระมัดระวังตัวอยู่เสมอ แต่นึกไม่ออกว่าอีกฝั่ายที่ฝีมือดีคนนั้น อาศัยโอกาส
ตอนไหนมาวางยาพิษข้าได้” เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้าไปมา
ยิ่งอีกฝั่ายเป็นคนที่มีฝีมือมากเท่าไหร่ เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ยิ่งมีแรงขับดันที่จะต้องสืบรู้ความจริงให้จงได้ ทว่าปัญหา
เร่งด่วนที่สุดในเวลานี้ ไม่ได้อยู่ที่การหาตัวคนร้าย กลับอยู่ที่จะถอนพิษให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างไรดี
แม้ว่าทั้งสองคนจะเดินไม่ต้วมเตี้ยม ทว่าก็ใช้เวลาอยู่นานพอตัวกว่าจะมาถึงห้องของเหยียนหลิ่งอวี๋ ตรงนั้นลั่วสุ่ย
ได้ยืนรออยู่แล้ว พอเห็นต้วนชิงหมิงเดินมา ลั่วสุ่ยยกมือขึ้นประสานทำความเคารพ จากนั้นยื่นมือเข้าไปช่วยประคองเหยี
ยนหลิ่งอวี๋
เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังอิงตัวซบไหล่ของลั่วสุ่ย ราวกับเป็นเด็กตัวน้อยที่อ่อนแอ ลั่วสุ่ยกระซิบข้างหูเหยียนหลิ่งอวี๋
เสียงเบามาก จากนั้นทั้งสองตนก็พากันเดินเข้าห้องไป
ตรงประตูหน้าห้องของเหยียนหลิ่งอวี๋ มีองครักษ์ชุดดำสองนายยืนเฝั้าอยู่ เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงเดินเข้ามาต่างมอง
นางหัวจรดเท้า เท้าจรดหัว หมายยกมือกั้นนางไม่ให้เข้าห้อง แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับปราดตามองแวบเดียว องครักษ์ทั้ง
สองกลับรีบก้มหน้ากลับไปยืนหน้าประตูดังเดิม
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงกับเหยียนหลิ่งอวี๋เดินมานั้น นางรู้สึกว่า ด้านหลังมีสายตากำลังคอยจับจ้องนางทุกฝีเก้า
นางกลัวว่าสายตาคู่นั้นจะไม่ได้คิดดีกับเหยียนหลิ่งอวี๋
หน้าห้องที่องครักษ์ชุดดำทั้งสองคนยืนเฝั้าอยู่นั้น มีผ้าขาวหนากางกั้นอยู่มิให้แสงสาดส่องเข้าไปได้ มีเพียงเสียง
คนกระซิบกระซาบเหมือนปรึกษาหารือกันอยู่เล็ดรอดออกมาจากในห้อง
ราวกับว่าต่างคนต่างยุ่งกับหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบอย่างเต็มที่ มีเพียงต้วนชิงหมิงที่ยังคงยืนลังเลอยู่ว่าจะก้าวเข้าไป
ภายในห้องหรือว่าจะถอยกลับไปดี