การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 564 ให้นํ้าเกลือ
ผ้าม่านในห้องถูกเปิดออก เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังจะก้าวเท้าเข้าไป พลันรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป จึงหัน
หน้ากลับไปมองก็พบต้วนชิงหมิงยืนอยู่ด้วยใบหน้าลังเลใจ จู่ๆ เขาถามขึ้น “ยืนคิดอะไรอยู่ตรงนั้น? ยังไม่รีบเข้าไปด้วย
กันอีก?”
เมื่อต้วนชิงหมิงได้ยินเสียงเรียบ ก็รีบเดินตามเหยียนหลิ่งอวี๋เข้าไปภายในห้อง
ด้วยแสงที่เข้ามาน้อยจนภายในสลัวไปหมด ต้วนชิงหมิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ถึงจะปรับตัวเข้ากับแสงสลัวในห้องได้
ห้องนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่และมีหน้าต่างอยู่รอบทิศ แต่ด้วยผ้าขาวที่ปิดบังทำให้แสงเข้ามาอย่างจำกัด จนดูอะไรไม่
ค่อยชัดเจนเท่าที่ควร
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋เดินเข้ามา แสงไฟภายในห้องได้ถูกจุดขึ้นอย่างช้าๆ ต้วนชิงหมิงพบว่าภายในห้องมีคนอยู่เพียง
ไม่กี่คน รวมทั้งเห็นต้วนอวี้ยืนอยู่กลางห้อง พร้อมกับกำลังปรึกษาหารือหมอหลวงคนหนึ่งอยู่ ทันทีที่ทุกคนเห็นเหยียน
หลิ่งอวี๋เดินเข้าไป ต่างก็เงียบลงในทันที เพื่อรอการตัดสินใจจากเขา
ลั่วสุ่ยที่ยืนอยู่ข้างเหยียนหลิ่งอวี๋ ใช้มือชี้ไปที่เก้าอี้เอนหลังที่อยู่ข้างต้วนอวี้ เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่เก้าอี้เอนหลัง
ด้วยสายตาที่มีคำถาม
ต้วนอวี้เดินขึ้นมาทำไม้ทำมืออธิบายให้เหยียนหลิ่งอวี๋ฟังมากมาย เขาพูดคำออกมาหลากหลายคำ ที่แม้แต่ต้วนชิง
หมิงก็ยังฟังไม่เข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ให้นํ้าเกลือ หลอดเลือดและคำแปลกพิลึกพิลั่นอีกมาก
ต้วนชิงหมิงยืนแน่นิ่งโดยไม่รู้จะบอกเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างไรดี
ในตำหนักส่วนตัวของเหยียนหลิ่งอวี๋มีหลายอย่างที่ต้วนชิงหมิงยังไม่เข้าใจ
หลังจากเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ฟังที่ต้วนอวี้พูดออกมานั้น ดูเหมือนเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่ต้วนอวี้อธิบาย
เวลานี้ หมอหลวงที่กำลังโต้เถียงกับต้วนอวี้เมื่อครู่ เดินขึ้นมาด้านหน้าด้วยสีหน้าที่ไม่เห็นด้วย ทำเอาต้วนชิงหมิง
เกิดความสงสัยขึ้นมา
หมอหลวงท่านนั้นกล่าวว่า “ตอนนี้องค์ชายสามสามารถทานอาหารได้ เพราะไม่ว่าของใดผ่านจากหลอดอาหาร
เข้าสู่กระเพาะ ทุกอย่างจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นพิษร้ายแรง จนอาจพรากชีวิตไปได้ทุกเมื่อ”
“หมอหลวงคงฟังสิ่งที่กระผมเล่าไปไม่กระจ่างกระมัง… วิธีของกระผมไม่จำเป็นต้องผ่านกระเพาะอาหาร แต่ให้
ผ่านหลอดเลือด จากนั้นเอาสารอาหารเข้าสู่ร่างกายทางนั้น… หรือว่าสิ่งที่กระผมพูดมาตั้งยืดยาว หมอหลวงไม่เข้าใจเลย
สักนิดเดียว?” ต้วนอวี้พูดเย็นชา
การยอกย้อนของต้วนอวี้ ทำให้หมอหลวงผู้มากประสบการณ์ โกรธจนหนวดขาวโพลนแทบผูกเข้าด้วยกัน หมอ
หลวงจึงพูดอย่างโกรธเคืองว่า “เพ้อเจ้อ… เพ้อเจ้อสิ้นดี… หมออย่างข้าอายุปูนนี้แล้ว ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน
และไม่เคยได้ยินเรื่องให้อาหารผ่านทางหลอดเลือด หรือให้นํ้าเกลืออะไรพวกนั้น… วิธีการให้เลือดผสมเข้ากับนํ้านั้น เป็น
วิธีที่ใช้ไม่ได้จริงๆ!”
“ยังมีอีกหลายเรื่องที่หมอหลวงยังไม่รู้… หรือว่าสิ่งที่หมอหลวงไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้เห็นจะไม่มีอยู่จริง? หมอ
หลวงรู้จักทะเลทรายหรือไหม?หรือเพราะว่าหมอหลวงไม่เคยไปที่นั่งมาก่อน จึงคิดว่าคนที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายไม่ใช่คน
เหมือนเราๆ อย่างนั้นหรือ?” ต้วนอวี้โต้กลับทันควัน
หมอหลวงท่านนั้นเป็นหมอหลวงที่มีชื่อเสียงขจรขจายและรักษาเกียรติได้อย่างยอดเยี่ยม โดยปกติแล้วไม่เคยมีผู้
ใดกล้าหาญฉีกหน้าแบบนี้มาก่อน เขาจึงชี้ไปที่ต้วนอวี้ ด้วยใบหน้าที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง จนพูดอะไรมิออก
เหยียนหลิ่งอวี๋ตบไปที่มือของต้วนอวี้อย่างเบามือ จากนั้นหันไปพูดกับหมอหลวง “เอาล่ะ หมอหลวงหู ท่านอย่า
ได้ถือสาเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสาเลย พวกเราลองฟังดูกันดีกว่าว่าเขามาพูดอะไรต่อ”
หมอหลวงหูจ้องเขม็งไปที่ต้วนอวี้ด้วยสายตาที่เคียดแค้น
เหยียนหลิ่งอวี๋หันไปพูดกับต้วนอวี้ว่า “ต้วนอวี้ ไหนเจ้าบอกลองวิธีถอนพิษของเจ้ามาให้ทุกคนฟังหน่อย”
“ร่างกายของคนนั้นประกอบไปด้วยนํ้าถึงเจ็ดส่วน ดังนั้นหากไม่ทานอาหารเป็นระยะเวลานาน อาการแรกที่จะ
พบก็คือร่างกายขาดนํ้า ที่หมอหลวงหูเล่าว่า เหยียนหลิ่งอวี๋ทานอาหารตกถึงกระเพาะเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นพิษร้าย
แรงทำลายอวัยวะภายในอย่างหนักทันที ฉะนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่สามารถดื่มนํ้าและทานอาหารได้แม้แต่คำเดียว” ต้วนอ
วี้สาธยาย
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้ารับรู้ “ความเห็นของหมอหลวงหูเป็นเช่นนี้จริง”
“เมื่อครู่หมอหลวงปูั่ก็ได้พูดออกมาว่า นํ้าเลือดนั้นประกอบขึ้นจากนํ้าและสิ่งอื่นรวมกัน จึงมิอาจบอกได้ว่าเลือด
กับนํ้าไม่สามารถเข้ากันได้… วิธีของกระผมก็คือ ให้อาหารและนํ้าทางหลอดเลือดโดยตรง หากทำตามนี้จะสามารถหลีก
เลี่ยงการที่อาหารเข้าจากปาก ไปที่หลอดอาหาร และลงไปในกระเพาะอาหารเปลี่ยนเป็นพิษร้ายแรงในที่สุด ทั้งยังช่วย
ให้องค์ชายสามไม่ขาดนํ้าและอาหารจนต้องจบชีวิตลง” ต้วนอวี้เล่าออกมา
จากนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋หันไปมองทางหมอหลวงหู พูดขึ้น “ฟังดูแล้ว มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย”
หมอหลวงหูจึงพูดแทรกขึ้นทันใด “มีเหตุผลอะไรกันล่ะ… ฟังดูอาจดูน่าเชื่อถือมีหลักมีการ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะทำได้
จริง? ถ้าบอกคนว่าดวงตะวันสามารถตกลงไปในแม่นํ้า คิดดูสิว่าคนจะสามารถตักดวงตะวันขึ้นมาได้ไหม?”
ดูท่าแล้ว หมอหลวงหูผู้นี้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ถึงได้พูดกระทบกระเทียบต้วนอวี้เข้าอย่างจัง
ต้วนอวี้ได้แต่มองตาขวางอย่างละเหี่ยใจ “หมอหลวงหูเป็นคนบอกกระผมเองว่า คนที่เจ้าคิดเจ้าแค้นจะอายุไม่
ยืน… เหตุใดท่านถึงได้ถือสาเอาความกับเด็กอายุน้อยอย่างกระผมด้วย… หรือท่านไม่กลัวอายุสั้น?”
หมอหลวงหูโกรธจนลมแทบออกจากหู เกือบจะเก็บข้าวของกลับไปเลย ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ยังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้
หมอหลวงหูจึงมีกล้าถกเถียงกลับไป ดูเหมือนคำพูดของต้วนอวี้ที่อายุหกเจ็ดปีจะดูเหมือนมีเหตุมีผล หากหมอหลวงหู
ยอมรับวิธีของต้วนอวี้แล้วเรื่องนี้แพร่ออกไป ผู้คนย่อมมาหัวเราะเยาะเขาเป็นแน่
ลั่วสุ่ยยืนดูเหตุการณ์โดยที่ไม่เข้าไปช่วยทั้งหมอหลวงหูและต้วนอวี้ เขาครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ก่อนถามขึ้น “ต้วนอวี้
ขอถามหน่อยวิธีนี้ เจ้าเคยลองมาไหม?”
“แน่นอน ข้า……”
ความหมายที่ต้วนอวี้ต้องการพูดคือเขาเคยลองมา แต่พอนึกๆ ดูแล้ว ในร่างที่อายุน้อยแบบนี้ หากพูดออกไปย่อม
ไม่ผู้ใดเชื่อถือ
ต้วนอวี้จึงพูดอย่างไหวพริบคล่องตัว “นี่คือสิ่งที่ชายชราของข้าสอนมา ชายชราบอกข้าว่าเคยลองแล้ว”
หึ หึ! ต้องการใช้ลูกไม้ที่ว่าเคยใช้ชายชรามาสนับสนุน พอฟังดูเป็นการช่วยสนับสนุนเหตุผล อีกอย่างชายชราผู้กับ
ปากบ่อยครั้งว่ามีวิธีมากมายที่ยังไม่ได้ใช้ ตอนนี้ ต้วนอวี้จึงขอลองใช้ชื่อชายชราดูหน่อยแล้วกัน
หมอหลวงหูมองตาขวาง พูดอย่างขึงขัง “ชายชราที่เจ้าหมายถึงคือต้วนเจิ้ง?”
ต้วนเจิ้งเป็นขุนนางระดับสาม
หมอหลวงหูจึงเข้าใจว่า ชายชราที่ต้วนอวี้พูดออกมา หมายถึงต้วนเจิ้งขุนนางระดับสาม
ต้วนอวี้รีบหัวเราะเยาะออกมา “ท่านพ่อของกระผมอายุยังไม่มาก จะนับว่าเป็นชายชราได้อย่างไรขอรับ?”
หมอหลวงหูไม่รได้รู้เรื่อง “ชายชรา” ทว่าลั่วสุ่ยกลับหน้าเปลี่ยนสีออกมา ในใต้หล้าแห่งนี้คนที่จะใช้ชื่อว่า “ชาย
ชรา” มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนชายชราที่ต้วนอวี้กล่าวถึงนั้น น่าจะชายชราคนเดียวกับที่เขาคิดไว้
ลั่วสุ่ยหันไปพยักหน้าให้กับเหยียนหลิ่งอวี๋ เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ต้วนอวี้พูดมานั้นเป็นความจริง จากนั้น ลั่วสุ่ยได้ถาม
ขึ้นอย่างจริงจังขึงขัง “ต้วนอวี้ เจ้าเคยเห็นชายชราลองวิธีนี้มาก่อนไหม?”
เมื่อต้วนอวี้เห็นว่าใช้ชื่อของชายชรามาเป็นใบเบิกทางได้ดี เขาจึงพูดอย่างได้ใจขึ้นไปอีก “ข้าไม่ได้เห็นกับตาหรอก
เพียงแต่ชายชราเป็นอาจารย์ของข้า มีหรือที่ข้าจะกล้าทำให้ชื่อเสียงอาจารย์ปั่นปี? ในเมื่ออาจารย์บอกว่ามีวิธีก็แสดงว่า
มีวิธีจริง……”
ชิชะ! การให้นํ้าเกลือเป็นการคิดค้นในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด บัดนี้ ต้วนอวี้อ้างว่าเป็นความดีความชอบของชายชรา
เช่นนั้น ชายชราจะกลายเป็นผู้คิดค้นการให้นํ้าเกลือ
ลั่วสุ่ยหันไปมองตาเหยียนหลิ่งอวี๋อย่าเงียบเชียบ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบขึ้นมา “ต้วนอวี้… ในเมื่อเจ้าบอกว่าใช้ได้ก็
ลองทำเลยแล้วกัน”
ทันทีที่ได้ยินว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะใช้วิธีของต้วนอวี้ ด้านหมอหลวงหูกลับคัดค้านหัวชนฝา “องค์ชายทำอย่างนั้นไม่
ได้พ่ะย่ะค่ะ ร่างกายขององค์ชายนี่สามารถทนรับความทรมานใดได้อีก… หากวิธีขององค์ชายต้วนไม่ประสบความสำเร็จ
ย่อมทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บอย่างหนักพ่ะย่ะค่ะ”
ลั่วสุ่ยปรายตามองหมอหลวงหูอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่างนั้น หมอหลวงมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไหมเล่า?”
หมอหลวงหูแน่นิ่งไม่ติงไหว ปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา
กว่าจะได้ทราบเรื่องที่เหยียนหลิ่งอวี๋ถูกวางยาพิษ เวลาก็ล่วงเลยมาแล้วถึงเจ็ดราตรี ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหยียน
หลิ่งอวี๋เคยทานอาหารเพียงอย่างเดียว และได้กลายเป็นพิษวนเวียนอยู่ในร่างเขาจนถึงเวลานี้ โชคดีเหลือเกินที่ห้องเก็บ
สมบัติของเขามีบัวหิมะพันปีอยู่ จึงสามารถช่วยขับพิษออกจากร่างกายได้ทีละนิดๆ
บัดนี้ เขาหิวโหยจนตาลายแทบหมดสติไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะพละกำลังของเขาที่มากกว่าคนปกติ ปั่านนี้คงสลบ
และตายไปพร้อมกับความหิวโหยจนไส้ขาด
ต้วนอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเรียบขึ้น “ในเมื่อหมอหลวงไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ พวกเราไม่ควรปล่อยให้
องค์ชายหิวโหยจนสิ้นใจไปก่อนกระมัง… แม้ดูเป็นวิธีที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้วไม่ใช่หรือ?”
เหอะ เหอะ! ต้วนอวี้ผู้นี้คิดจะใช้เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นหนูทดลองของเขาต่างหาก