การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 664 มิมีทางรอดไปได้
ต้วนเจิ้งถามด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากปกติ แต่ถ้าตั้งใจฟังให้ดี นํ้าเสียงนั้นเหมือนแฝงอะไรบางอย่างที่ไม่รู้จะ
อธิบายอย่างไรดี
สายลมยามคํ่าตืนอันสงัดได้โชยกลิ่นบุปผาในสวนให้ล่องลอยมา สายลมได้พัดวนเวียนเป็นเกลียวคลื่นจนชายเสื้อ
ของต้วนเจิ้งพริ้วไหวไปมา ในตอนนี้เป็นเหมือนยามคํ่าคืนที่ผิดปกติซึ่งไม่มีอะไรจะเข้ากันได้เลย
แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด นํ้าเสียงที่พูดคล้ายยามปกติของต้วนเจิ้ง กลับดูซ่อนเร้นบางอย่างเอาไว้ นางสัมผัสถึงพลัง
อำมหิตที่แผ่ซ่านออกจากตัวต้วนเจิ้ง
หลิวหรงยืนนิ่งตาเหลือกอย่างลนลาน พูดละลํ่าละลักว่า “เออ… ปีเชี่ย……”
คำพูดต่อจากนั้น นางไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
หัวมุมของห้องมีเงาคนเดินออกมา ด้วยแววตาที่ดูแคลนและเสียดสีเป็นที่สุด จนหลิวหรงเห็นได้อย่างชัดเจน
สายตานั้นเป็นของต้วนชิงหมิง ตามมาด้วยชุนถาว
หลิวหรงจึงได้รู้อย่างฉับพลันว่าต้วนเจิ้งมิได้มาเพียงผู้เดียว ด้านหลังของเขายังมีต้วนชิงหมิงที่แสยะยิ้มส่งมาให้
หลิวหรง
เจ้าสองคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
“ท่านพี่……”
ขาของหลิวหรงแข็งในฉับพลัน นางเงยหน้าอย่างเชื่องช้าและพูดเสียงอ่อยว่า “ท่านพี่……”
ต้วนเจิ้งจ้องเขม็งหลิวหรงด้วยแววตาที่ไร้ความอ่อนโยนและน่าหวาดกลัว
หลิวหรงผงะถอยหลังไปสองก้าว พลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เอ่ยเสียงนิ่งเรียบว่า “ดึกดื่นขนาดนี้แล้ว หลิวอี๋เหนียงมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
เอ่ย?”
ชุนถาวรีบสำทับต่อทันที “นั่นนะสิ หลิวอี๋เหนียงหยิบผ้าห่มมาจะไปไหนอย่างนั้นหรือ? หรือว่าเตียงที่เรือนจะ
นอนไม่สบาย จึงต้องมานอนในห้องที่ไม่มีอะไรเลย?”
หลิวหรงได้แต่มองค้อนทั้งสองคนโดยมิได้ตอบสิ่งใด
ชุนถาวเดินวนรอบหลิวหรงอยู่หลายครั้ง จากนั้นหัวเราะขึ้นมา “หลิวอี๋เหนียง ทำมไผ้าห่มผืนนี้ช่างคุ้นตาเสีย
เหลือเกิน… ใช่แล้ว ข้าคิดขึ้นมาได้แล้ว ผ้าห่มของหลิวอี๋เหนียงช่างเหมือนของคุณหนูตู้อย่างกับแกะ ถ้าไม่ได้สังเกตให้ดี
อาจดูไม่ออก… หลิวอี๋เหนียงจะบอกว่าเดินเข้าห้องผิด จึงเผลอหยิบผ้าห่มที่คลุมตัวคุณหนูตู้ติดมือมาด้วยใช่ไหม?”
หลิวหรงเห็นชุนถาวเม้มริมฝีปากแน่น โดยไม่พูดอะไรต่อทั้งๆ ที่อยากพูดใจจะขาด
แม่นมหวางเห็นหลิวหรงมิได้โต้ตอบจึงเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พูดขึ้นว่า “พูดเพ้อเจ้ออะไรกัน ผ้าห่มของอี๋เหนียง
จะเหมือนของคุณหนูตู้เจ้าได้อย่างไร… เจ้าจำผิดหรือเปล่า?”
ชุนถาวแสยะยิ้มอย่างเย็นชาส่งไปที่หลิวหรง
ทางด้านต้วนชิงหมิงก้าวขึ้นไปหนึ่งก้าว พลางพูดยิ้มๆ “แม่นมหวางยอมรับเสียเถอะ ผ้าห่มนี้เป็นผินที่คลุมตัว
ท่านปั้าตู้… และไม่ต้องถามนะว่าข้ารู้มาได้ยังไง เพราะว่าผ้าห่มผืนนี้เป็นของข้าเอง ของที่ใช้อยู่ทุกวันมีหรือจะจำไม่ได้!”
แม่นมหวางมือสั่นระริกไปมา นางคิดขึ้นได้ว่านางกับหลิวหรงตกหลุมพรางที่ต้วนชิงหมิงวางไว้แล้ว ตอนนี้ต่อ
ให้หาวิธีใดก็ไม่สามารถเอาตัวรอดได้แล้ว
แม่นมหวางจึงฝืนยิ้มกลบเกลื่อนออกมา “คุณหนูใหญ่ คุณชุนถาว… บ่าวไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านทั้งสองพูดเลยแม้แต่
น้อย ผ้าห่มผืนนี้บ่าวเป็นคนทำเองกับมือ เพื่อจะนำไปให้คุณหนูรอง บังเอิญว่าต้องมาหยิบถึงตรงนี้ เลยขอร้องให้หลิวอี๋
เหนียงรอสักครู่ แต่พอเดินออกมากลับมีคนมากมายอยู่ที่นี่ ทั้งยังบอกว่าผ้าห่มผืนนี้เป็นของคุณหนูใหญ่อีก เรื่องนี้บ่าวงง
เหลือเกินเจ้าค่ะ……”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองแม่นมหวางและตอบอย่างเยือกเย็น “แม่นมหวาง หรือว่าไม่เคยได้ยินที่โบราณว่าให้ทุกข์
แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัวเหรอ? ผ้าห่มในมือของแม่นมเป็นของข้าชัดๆ เมื่อคืนนี้ข้าเพิ่งนำไปคลุมตัวท่านปั้าตู้ แต่ทำไมตอน
นี้กลับกลายเป็นผ้าห่มที่แม่นมทำเองกับมือ เพื่อจะเอาไปให้น้องอวี้หรานด้วยละ……”
แม่นมหวางหน้าซีดขาวจนไปไม่ถูกในทันใด
ต้วนเจิ้งเลือกก้มหน้าลงมองหลิวหรง โดยที่ไม่ชายตามองแม่นมหวางแม้แต่น้อย “หรงเอ๋อร์ไหนลองบอกมาสิว่า
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หลิวหรงก้มตาก้มตาด้วยสีหน้าละห้อยแน่นิ่งอยู่นานสองนาน ก่อนจะตอบว่า “ไม่ผิดหรอกเจ้าค่ะ ผ้าห่มผืนนี้ทำ
เลียนแบบคุณหนูใหญ่มา เพราะสองสามวันก่อน หรานเอ๋อร์บอกว่าผ้าห่มหนาไป ห่มแล้วร้อนเหลือเกิน ดังนั้น ปีเซี่ยจึง
สั่งให้แม่นมหวางไปทำผ้าห่มมาผื่นหนึ่ง… นี่ก็ทำมาสองวันกว่าจะเสร็จ ปีเซี่ยกำลังจะเอาไปให้หรานเอ๋อร์พอดิบพอดีก็
พบท่านพี่มาที่นี่พอดีเจ้าค่ะ……”
หลิวหรงยิ่งพูดนํ้าเสียงก็ยิ่งกดตํ่าลงไปเรื่อยๆ ในที่สุด เสียงก็พูดอู้อี้จนฟังไม่ได้ความ
เห็นได้ชัดๆ เลยว่าผ้าห่มก็เป็นเพียงผ้าห่ม ทั้งเนื้อผ้าและสีสันก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก ต่อให้ไม่ได้ทำเอง หลิวหรงก็
สามารถออกไปซื้อได้ แต่ทำไมพอเจอหน้าต้วนชิงหมิงเข้า นางจึงยืนยันผ้าห่มนี้เป็นของนาง นี่เองทำให้หลิวหรงเกิด
สังหรณ์ใจพิลึกขึ้นมา
เพียงแต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือต้วนเจิ้งต่างหาก
ต้วนเจิ้งมายืนอยู่ที่นี่ด้วยแล้ว ไม่ว่าหลิวหรงจะพูดจะจาสิ่งใดจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากหากพูดผิดไป
แม้แต่คำเดียว ต้องหาอีกหลายประโยคเพื่อมากลบเกลื่อนเรื่องราว
เมื่อได้ฟังที่หลิวหรงพูดออกมา ชุนถาวถึงกับหัวเราะขัดขึ้น “หลิวอี๋เหนียง เรื่องมาถึงตรงนี้แล้วยังกล้าปันนํ้าเป็น
ตัวอีกเหรอ… คุณหนูตู้เพิ่งจากโลกนี้ไป อี๋เหนียงก็คิดขโมยผ้าห่มแล้ว หรือว่าไม่กลัววิญญาณคุณหนูมาหาตอนกลางคืนเห
รอ?”
หลิวหรงหันมองไปที่ชุนถาว ตอบนิ่งๆ เพียงว่า “ชุนถาวพูดอะไรของเจ้าเนี่ย? ข้าทราบดีว่าเจ้าเสียใจที่คุณหนู
ใหญ่ตู้จากไปแล้ว แต่อย่ามาปรักปรำคนอื่นกลางคํ่ากลางคืน ว่าของในมือข้าเป็นคุณหนูเจ้า… วันนี้โลงศพไม้ได้จัดเตรียม
เป็นที่เรียบร้อย ก็จงเอาร่างของนางใส่โลงแล้วกัน ยังจะคลุมผ้าไปอีกทำไม เจ้านี่ช่างน่าขันเสียเหลือเกิน!”
ระหว่างที่หลิวหรงพูดไปด้วยก็เหลือบตามองต้วนเจิ้งไปด้วย เมื่อเห็นอีกฝั่ายใช้สายตาที่แปลกๆ มองมาที่นางกลับ
รู้สึกคาดเดาความคิดไม่ออกเหมือนที่เคย
เมื่อชุนถาวได้ฟังคำแก้ตัวข้างๆ คูๆ ของหลิวหรงก็เอาแต่ส่ายหน้า “วันนี้ข้าเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ว่าอะไรที่เรียก
ว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งนํ้าตา… หลิวอี๋เหนียงจะได้รู้ในอีกไม่ช้า สิ่งใดเรียกว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว!”
หลิวหรงใจเต้นระรัวเร็วแรงขึ้นมา แต่นางกลับพูดด้วยใบหน้านิ่งสงบ “ชุนถาว อย่างน้อยเจ้าก็ยืนอยู่ในจวนต้วน
จะว่าเป็นบ่าวใช้ก็ไม่ใช่ เป็นแขกก็ไม่ใช่ เจ้าถือดีอะไรมาพูดคำแบบนี้กับข้า!”
ในที่สุด ชุนถาวก็สงบปากสงบคำลง นางได้แต่ส่ายหัวไปมา ก่อนเอ่ยขึ้น “หลิวหรง ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวัง
ดี… คนที่โง่แล้วอวดฉลาดมีจุดจบไม่ดีกันทั้งนั้น ไม่เป็นไรหรอก อีกไม่นานเจ้าก็จะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว”
คำพูดของชุนถาวทั้งเยือกเย็นและหนักแน่น ทำให้หลิวหรงใจเต้นแรงขึ้นไปอีก
ต้วนเจิ้งก้าวออกหน้าคว้าแขนเสื้อของหลิวหรงขึ้นมา และหันไปพูดอย่างดุดัน “หรงเอ๋อร์… พี่ขอถามเจ้าเพียงครั้ง
เดียวเท่านั้น… สรุปแล้วผ้าห่มนี้เจ้าทำเองหรือไม่?”
นํ้าเสียงที่พูดของต้วนเจิ้งเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ระอุเต็มทรวง ราวกับสามารถระเบิดออกมาทำลายทุกสิ่งได้
ทุกเมื่อ
หลิวหรงค่อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้า ตอบเสียงตํ่าว่า “ท่านพี่… มิใช่เจ้าค่ะ……”
คำพูดที่เหลือกลับไม่มีโอกาสได้พูดจนจบแล้ว
ทันใดนั้น ต้วนเจิ้งสะบัดแขนของหลิวหรงอย่างแรง จากนั้นกัดฟันกรอดๆ ต่อว่าเสียงดังลั่นไปทั่ว “มาถึงตรงนี้
แล้ว เจ้ายังไม่ยอมรับอีก?”
สีหน้าของหลิวหรงกลับสลดลงทันใด ดวงตาทั้งสองข้างมีนํ้าเอ่อนองออกมา
ในวันนี้ต้วนเจิ้งเปลี่ยนเป็นคนแปลกหน้าและโหดเหี้ยมสำหรับนาง ราวกับสิงโตที่เกรี้ยวกราด พร้อมกางกรงเล็บ
ขยํ้าเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ ได้ในพริบตา
หลิวหรงโซเซไปตามแรงที่ต้วนเจิ้งสะบัดจนเกือบล้มลงไปกับพื้น นางใช้มือคว้ากิ่งไม้ประคองร่างไม่ให้ล้ม พร้อม
ปล่อยโฮออกมา “ท่านพี่……”
ดูเหมือนว่าหลิวหรงมีอีกหลากหลายคำที่อยากอธิบาย ดูเหมือนว่าตอนนี้นางจะพูดสิ่งใดก็ผิดไปหมด หลิวหรงใช้
สายตาที่เศร้าสร้อยมองต้วนเจิ้ง ราวกับอยากให้ต้วนเจิ้งอ่อนโยนกับนางเสียหน่อย
หลังจากนั้น ต้วนเจิ้งก็หันหลังกลับโดยไม่ชายตามองหลิวหรงแม้แต่น้อย จากนั้นเขาพูดเสียงเย็นชาออกมา “คนที่
ช่วยเจ้าขโมยผ้าห่มเมื่อครู่ได้สารภาพออกมาหมดแล้ว”