การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 663 แผนการชั่วของหลิวหรงปรากฏ
ชุนถาวกลอกตาไปมาเหมือนคิดบางอย่างขึ้นมาได้
แต่เงาดำที่อยู่เบื้องหน้าหลิวหรงกลับถามขึ้นว่า “แต่บ่าวใช้ที่ชื่อชุนถาวยังอยู่ที่นั้นมิใช่หรือ? หากต้องทำพิธีนำร่าง
เข้าโลง บ่าวใช้คนสนิทอย่างชุนถาวย่อมยืนอยู่มิห่าง ถึงตอนนั้นยากที่จะลงมือ”
ได้ฟังนํ้าเสียงของเงาดำแล้วดูไม่เหมือนบ่าวใช้ แต่กลับเหมือนคนที่คุ้นเคยกับหลิวหรงและชุนถาวเป็นอย่างดี แต่
เสียดายที่ไหล่ของหลิวหรงบังจึงเห็นไม่ชัดเจนและได้ยินเพียงเสียงพูดเท่านั้น ระหว่างที่หลิวหรงกำลังอ้าปากพูดต่อ ชุน
ถาวก็รวมรวบสมาธิวางเรื่องในหัวทุกอย่างออกจนหมด เพื่อเอาใจจดจ่อกับสิ่งที่หลิวหรงจะพูด
หลิวหรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดขึ้นว่า “เจ้าวางใจได้ ประเดี๋ยวข้าจะตามไปสมทบ จากนั้นให้เจ้าหาจังหวะที่
ไม่มีใครสนใจรีบเข้าไปเอามา……”
หลิวหรงกดนํ้าเสียงให้ตํ่าลงทำให้ชุนถาวได้ยินเพียงคำว่า “ผ้าห่ม” และ “เผา” เพียงแค่นี้ ดูท่าหลิวหรงต้องการ
ให้เงาดำคนนี้นำผ้าห่มไปและเอาไปเผาให้สิ้นซาก จะได้ไม่เหลือหลักฐานใดเก็บเอาไว้
ชุนถาวรู้แล้วว่าสองคนนี้กำลังปรึกษาหารือเรื่องไปเอาผ้าห่ม ส่วนเรื่องอื่นนั้นกลับได้ยินไม่ถนัดถนี่ ชุนถาวจึงคว้า
มือต้วนชิงหมิงเดินไปด้านข้าง กระซิบข้างหูต้วนชิงหมิงถึงแผนการของหลิวหรง เพื่อให้ต้วนชิงหมิงเตรียมตัวเตรียมใจ
รับมือล่วงหน้า
ต้วนชิงหมิงได้ฟังก็พูดตอบเพียงว่า “พี่ชุนถาว พวกเราก็ใช้โอกาสนี้ในการจับ สองคนนั้นให้คาหนังคาเขาไปเลย
สิ!”
ชุนถาวพยักหน้าเห็นด้วยกับต้วนชิงหมิงเป็นการตกลง จากนั้นพอพวกนางเงยหน้าขึ้นมาหลิวหรงกับเงาดำคนนั้น
ก็หายวับไปแล้ว
ชุนถาวสะกิดต้วนชิงหมิงและเมื่อเห็นว่าปลอดคนก็พากันเดินเงียบเชียบกลับไป พอทั้งสองคนกลับมาถึงเรือนจิ้งย่
วน บรรดาบ่าวใช้ต่างยุ่งอยู่กับงานส่วนต้วนเจิ้งกลับนั่งแน่นิ่งยืนอยู่ที่เดิม ราวกับว่าการจากไปของตู้ชิงหรวนได้สร้าง
บาดแผลลึกให้กับต้วนเจิ้ง ถึงตอนนี้เขายังออกมาจากความทุกข์ในใจมิได้เลย
ต้วนชิงหมิงเห็นภาพนั้นก็สลดใจตาม อย่างไรเสีย ต้วนเจิ้งที่อยู่เบื้องหน้าก็เป็นท่านพ่อของนาง ที่เคยมอบความ
รักให้นาง ทว่าเพื่อวางแผนเล่นงานหลิวหรง ต้วนชิงหมิงต้องจำใจสร้างเรื่องหลอกท่านพ่อขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงเดินขึ้นไปข้างหน้า “ท่านพ่อ คนก็ไม่อยู่แล้ว คงได้แต่ไว้อาลัยให้เท่านั้นเจ้าค่ะ”
แววตาของต้วนเจิ้งยังคงจ้องมองไปที่ตู้ชิงหรวน พูดด้วยนํ้าเสียงสั่นเครือ “ท่านปั้าตู้ของเจ้าชีวิตลำบากตรากตรำ
มาตลอด นางเคยอยากฝากชีวิตไว้กับพ่อ แต่พ่อกลับผิดคำที่เคยให้นางไว้ ฉะนั้น นางจึงตัดสินใจจากพ่อไปก่อน ปล่อย
ให้พ่ออยู่อย่างเดียวดายและทุกข์ระทม”
ต้วนชิงหมิงคิดอยู่ในใจ ไม่เพียงตู้ชิงหรวนเท่านั้นยังมีติงโหรวอีกคน ที่ต่างยอมฝากชีวิตเอาไว้ในนํ้ามือของต้วนเจิ้ง
แต่เสียดายตรงที่ยิ่งมีความหวังมากเพียงไร ความผิดหวังยิ่งมากขึ้นไปกว่านั้น
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอดใจออกมา “แต่ว่าท่านพ่อ ท่านปั้าตู้จะต้องรับรู้สิ่งที่อยู่ในใจท่านพ่ออย่างแน่นอน”
พูดก็พูดเถอะ สิ่งที่ต้วนเจิ้งพูดออกมาทั้งหมดนั้น ตู้ชิงหรวนได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ ทว่านางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ก็รอให้ตื่นได้สติขึ้นมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เดิมที ต้วนเจิ้งคิดอยากนั่งอยู่เป็นเพื่อนตู้ชิงหรวนไปเรื่อยๆ แต่เถี่ยเฟิงกลับเดินเข้ามา เขาทำความเคารพต้วนชิงห
มิง จากนั้นเดินเข้าไปกระซิบข้างหูต้วนเจิ้งสองสามประโยค ทันทีที่ต้วนเจิ้งได้ฟังพลันพูดขึ้นทันใด “ดี… ข้าจะไปเดี๋ยวนี้
แหละ”
ต้วนเจิ้งเดินมายืนเบื้องหน้าต้วนชิงหมิง และกำชับเรื่องบางอย่างนิดหน่อยก่อนที่จะเดินออกไป ต้วนชิงหมิงมองต้
วนเจิ้งด้วยรู้สึกว่าช่วงนี้เขางานยุ่งเป็นพิเศษ จึงไม่ได้คิดอะไรมากและปล่อยให้ต้วนเจิ้งออกไปทำธุระ
พอต้วนเจิ้งเดินออกไปแล้ว ชุนถาวก็เดินเข้ามา นางหันมาถามต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง ตอนนี้จะเอายังไงดี?”
ต้วนชิงหมิงหันเหลือบมองคนที่แบกโลงศพไม้เข้ามา เอ่ยขึ้นว่า “ตอนนี้ พวกเราไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น นั่งรออย่าง
เดียวก็พอแล้ว”
ชุนถาวพยักหน้าและเดินออกจากห้องไป
พอตกดึก เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ชักชวนชุนถาวออกไปทานข้าวด้วยกัน ส่วนต้วนชิงหมิงไม่รู้ไปทำธุระที่ไหนแล้ว ภายใน
ห้องจึงเหลือเพียงบ่าวใช้ตัวน้อยที่นั่งสัปผงกอยู่ภายในห้อง
ทันใดนั้น มีเงาดำแวบผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ทำเอาของที่อยู่ในห้องต่างสั่นสะเทือนไปหมด
เห็นเพียงเงาดำนั้นผ่านเข้ามายืนอยู่ข้างร่างตู้ชิงหรวนอย่างรวดเร็ว จากนั้นกก็ยืนมือดึงผ้าห่มที่คลุมตัวตู้ชิงหรวน
ดวงตาของตู้ชิงหรวนปิดแนบสนิท สีหน้าซีดเหลือง แต่ดูแล้วสีหน้าของนางกลับไม่เหมือนคนที่ตายไปแล้วแม้แต่
น้อย
ทันทีที่เปิดผ้าห่มคลุมตัวตู้ชิงหรวนออก เงาดำนั้นถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ประจวบเหมาะกับนอกห้องมีเสียงคน
เดินมาทางนี้ หรือว่านั้นจะเป็นเสียงของชุนถาว?
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดินเข้ามาในห้องเป็นเพื่อนชุนถาวและถามขึ้นว่า “พี่ชุนถาวทานอิ่มแล้วก็พักผ่อนเสียเถอะ เดี๋ยว
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จะช่วยดูแทนให้ครู่หนึ่ง”
ชุนถาวตอบด้วยนํ้าเสียงแหบแห้ง “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อนคุณหนูตู้เอง……”
เงาดำนั้นเหมือนลังเลใจอยู่ชั่วขณะ ไม่ทันไร ชุนถาวที่ยืนอยู่ด้านนอกก็พูดเสียงดังลั่นขึ้น “ใครอยู่ข้างใน!”
เงาดำนั้นหอบเอาผ้าห่มรีบหนีออกไปทางหน้าต่าง ชุนถาวเปิดประตูวิ่งเข้ามา เห็นร่างตู้ชิงหรวนที่นอนแน่นิ่งอยู่
บนเตียง
พอเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เห็นใบหน้าที่ไร้เลือดฝาดของตู้ชิงหรวน พร้อมกับเงาดำที่กระโจนออกจากหน้าต่างไป นางจึงร้อง
“ว๊าย” อย่างตกใจสุดขีด ชุนถาวจึงรีบวิ่งไปที่หน้าต่าง กลับไม่เห็นเงาดำนั้นแล้ว ชุนถาวจึงรีบวิ่งเข้าไปหยิบผ้าห่มอีกผืน
เข้ามาห่มให้แทน พร้อมกับพูดขึ้น “เจ้าเฝั้าที่นี่ให้ดี อย่าออกไปไหนเด็ดขาด”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พยักหน้ารับทันที “ได้ พี่ชุนถาวรีบไล่ตามไปเถอะ อย่าปล่อยให้เงาดำนั้นหนีไปได้”
เงาดำนั้นวิ่งข้ามกำแพงไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นอาศัยความมือมิดเดินหลบเข้าไปในห้องที่ไม่ค่อยมีคนเข้าไป
ห้องที่ถูกสร้างติดกับกำแพงปกติไม่ค่อยมีคนมาพักอยู่ เมื่อเห็นเงาดำวิ่งเข้าไปหลบและปิดประตูสนิท แสงไฟใน
ห้องก็ถูกจุดขึ้น ตามมาด้วยเสียงถามอย่างราบเรียบ “เอาผ้าห่มกลับมาแล้วหรือยัง?”
“เอากลับมาได้แล้ว” เงาดำตอบ
เสียงคนถามนั้นเป็นเสียงของหลิวหรง นางเดินเข้ามาถามว่า “มีคนเห็นเจ้าหรือเปล่า?”
เงาดำนั้นพยักหน้าและส่ายหน้าในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนเขาอยากพูดบางอย่างออกมา แต่หลิวหรงกลับพูดกด
เสียงตํ่า “ต้องรีบเผาผ้าผ่มผืนนี้แล้ว ส่วนเจ้าก็รีบไปเสียเถอะ ที่เหลือเดี๋ยวข้าจัดการเอง”
“ได้ อย่างนั้นข้าไปก่อน ระวังตัวด้วย” เงาดำกล่าว
หลิวหรงพยักหน้ารับโดยไม่ตอบอะไรอีก
เงาดำเปิดประตูออกมองซ้ายมองขวา จากนั้นหนีไปในความมืดอย่างว่องไว ภายในห้องเหลือเพียงหลิวหรงกับแม่
นมหวางเพียงสองคน
เมื่อหลิวหรงเห็นผ้าห่มผืนที่คุ้นเคยก็พูดขึ้นว่า “ไปกัน พวกเรากลับกันได้แล้ว”
การจุดไฟเผาสิ่งของในความมืดเป็นวิธีที่ดีเอาเสียเลย วิธีที่ดีที่สุดคือต้องซ่อนเอาไว้ก่อน จากนั้นค่อยกลับไป
ทำลายที่เรือน
เดิมทีเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้หลิวหรงมาทำด้วยตัวเอง แต่นี่เป็นเรื่องที่แอบเล่นงานตู้ชิงหรวน นางจึงต้องมาเอา
ด้วยผ้าห่มต่อด้วยตัวเอง เพื่อมิให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย
แม่นมหวางหันมองหลิวหรง ตอบเสียงเรียบว่า “ได้เจ้าค่ะ”
เมื่อพูดจบแม่นมหวางก็รีบหอบผ้าห่มเดินตามหลิวหรงออกจากห้องไป
พอสองคนนั้นเดินเลี้ยวมุมห้องไปเท่านั้น จู่ๆ เสียงของต้วนเจิ้งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “หรงเอ๋อร์มาที่นี่ได้ยังไง?”
หลิวหรงได้ยินถึงกับตกใจอย่างหนัก ต้วนเจิ้งมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
หลิวหรงเงยหน้าขึ้นช้าๆ เห็นร่างของบุรุษที่กำยำสง่างามยืนอยู่เบื้องหน้า ดูแล้วช่างน่าเหรงขามเสียเหลือเกิน
บุรุษคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกเสียจากต้วนเจิ้งคนเดียวเท่านั้น!
ยามดึกดื่นเช่นนี้ได้พบต้วนเจิ้งเข้า หลิวหรงถึงกับตกใจและเอ่ยปากถามขึ้น “ดึกปั่านนี้แล้ว ท่านพี่มาทำอะไรนี้เห
รอเจ้าคะ?”
ต้วนเจิ้งเดินถือคบไฟใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แสงไฟสาดส่องสะท้อนใบหน้าที่เคร่งขรึม เขาก้มหน้าเอ่ยถามหลิวหรงเสีย
นิ่ง “คำถามนี้พี่ก็อยากถามหรงเอ๋อร์พอดี… ไหนบอกมาสิว่ามาทำอะไรที่นี่อย่างนั้นหรือ?”