การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 7 ธนูชวนเย่ว์กง
“เจ้าฟังไว้ให้ดี ของของข้าทุกอย่าง ข้าไม่มีวันให้เจ้า……ต่อให้อยากจะโยนทิ้งก็ตาม” นางพูดขึ้นนิ่งๆเมื่อเห็นต้วน
อวี้หรานทำท่าจะกระโดดลงไปเก็บ
นํ้าเสียงของต้วนชิงหมิงเยียบเย็นหนาวเหน็บไปถึงหัวใจราวกับมีดาบแหลมคมแทงทะลุหัวใจของต้วนอวี้หรานจน
ร่างกายสั่นเทิ้ม
พลันเงยหน้าขึ้นมาสบตาที่เย็นชาของต้วนชิงหมิงสายตาเฉี่ยวคมแฝงไว้ด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ต้วนอวี้หรา
นที่ปกติมีคนคอยให้ท้าย ตกใจเสียจนเหงื่อท่วมตัว
นางรู้สึกตกใจระคนประหลาดใจพลันรู้สึกคล้ายกับว่าคนที่พูดกับนางไม่ใช่เด็กอายุเก้าขวบ แต่เหมือน…ผู้ใหญ่ที่
ผ่านโลกมานานต่างหาก
เพียงครู่เดียวต้วนอวี้หรานรู้สึกเหมือนเกิดภาพลวงตาทั้งที่เมื่อก่อนเคยใช้กำลังทำอะไรกับต้วนชิงหมิงก็ได้ แต่
บัดนี้ไม่มีอีกแล้วต้วนชิงหมิงตรงหน้าเปลี่ยนเป็นคนใหม่ราวกับเป็นคนละคน
ต้วนชิงหมิงพูดจบจึงหันไปเรียกเซี่ยเฉ่าเอ๋อร์เดินจากไป
ต้วนอวี้หราน!นี่มันแค่เริ่มต้น จากนี้ไป ข้าจะไม่มีวันยอมยกของของข้าให้สองแม่ลูกคู่นี้เอาไปทิ้งหรือให้สุนัขยังจะ
ดีเสียกว่า!
เข้าสู่เดือนแปดดอกกุ้ยฮวาในสวนเริ่มผลิบานออกดอก ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง สายลมพัดโชยในเวลานี้ยิ่ง
ทำให้ดอกกุ้ยฮวาส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทุกสารทิศ
แสงสีเหลืองอบอุ่นจากดวงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านต้นไม้หนาน้อยใหญ่กระทบเห็นพื้นทางเดิน ใบไม้บนต้นต่าง
ร่วงโรยลงมาสู่พื้นประหนึ่งภาพวาดที่ไม่มีอยู่จริง
ต้วนชิงหมิงเดินตรงไปข้างหน้าตามพื้นอิฐ
สายลมในเดือนแปดพัดมากระทบใบหน้า……ช่างเย็นสบาย พลันคิดถึงภาพในอดีตชาติ!นางส่ายหัวไปมาเพื่อจะ
สลัดภาพเหล่านั้นให้ออกไปและเริ่มครุ่นคิดหาทางเดินหลังจากนี้อย่างเต็มกำลัง
ข่าวที่นางสั่งสอนน้องสาวต่างมารดาเมื่อครู่ไม่ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าคงไปถึงหูของหลิวหรงก่อนเป็นแน่ทว่านาง
ไม่มีความกลัวเพราะได้เตรียมตัวรับมือกับทุกเรื่องที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว
ยังมีต้วนอวี้ซึ่งต้วนชิงหมิงควรจะไปหาบ้างแล้ว
เมื่อนึกถึงจุดจบของต้วนอวี้ที่ตายอย่างอเนจอนาถนางได้แต่ถอนหายใจออกมา โบราณว่า ‘พี่สาวคนโตเปรียบ
เสมือนแม่’แต่นางกลับถูกหลอกลวง น้องชายก็ตายอย่างทุกข์ทรมานเพียงแค่คิดถึงสิ่งที่ต้วนอวี้หรานทำในชาติที่แล้วนาง
ก็มีแต่ความเกลียดชังอยู่ในใจ
ใต้ต้นกุ้ยฮวาต้วนชิงหมิงหยุดเดินพลางถอนหายใจ ‘หลิวหรง ต้วนอวี้หรานพวกเจ้าติดค้างข้ามากมายเหลือเกิน
ชาตินี้พวกเจ้าต้องชดใช้ ในสิ่งที่ทำไว้กับข้า’
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยืนนิ่งอยู่กับที่เซี่ยเฉ่าเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังก็ไม่กล้าส่งเสียงใดออกมา พลางกวาดสายตาไปรอบๆ
ทุกด้าน ไม่มีใครแม้แต่คนเดียว และที่นี่ยังเป็นสวนดอกไม้ที่เย็นที่สุดนางรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี อยากจะให้ต้วนชิงหมิงรีบ
เดินออกจากที่นี่ พลันสายลมวูบใหญ่พัดมาพร้อมกลิ่นของคาวเลือด!
ต้วนชิงหมิงเคยผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่งจึงมีความไวต่อกลิ่นคาวเลือดเป็นอย่างยิ่งเมื่อหันมองไป
ในถํ้าเจี้ยซานกลับพบสายตาวาววับคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมาที่นาง!
“ใครอยู่ตรงนั้น?” สายตาที่แข็งกร้าวทำให้ต้วนชิงหมิงตื่นตระหนก
ด้วยความตกใจต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้คิดจะหันหลังวิ่งหนีเงาดำที่เห็นเมื่อสักครู่พุ่งตรงเข้ามาทางนาง
อย่างว่องไว ทว่ายังไม่ทันได้ขยับหนีก็ถูกจับไว้เสียแล้ว
เลือด!
กลิ่นคาวเลือด
นางสูดกลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นร่างกายของชายชุดดำเข้าไปทำให้นางแทบจะขาดใจ
ไม่ทันไรก็ถูกชายสวมชุดดำปิดหน้าสูงกว่านางหนึ่งช่วงหัวจับได้ พลันเอามีดปลายแหลมคมจ่อไว้ที่คอหากนาง
ขยับแม้แต่นิดเดียวเขาคงจะปลิดชีพนางเป็นแน่
ระหว่างที่กำลังยื้อแย่งผมที่เกล้าไว้ของต้วนชิงหมิงสยายลงมา เสื้อผ้าของนางเลอะเปรอะเปือนเหลือแต่สายตา
เย็นชาแข็งทื่อประดุจนํ้าแข็ง
นางทำตามที่ชายชุดดำบอกอย่างไม่ขัดขืนไม่มีแม้เสียงอ้อนวอนหรือร้องไห้นางตกอยู่ในสถานะที่ทำได้เพียงปล่อย
ไปตามสถานการณ์ก่อนเพลี้ยงพลํ้าในตอนนั้นนางคิดในใจว่าต้องเป็นคนที่หลิวหรงส่งมา แต่เมื่อคิดดูอีกทีแล้วก็ไม่น่าจะ
ใช่เพราะหลิวหรงถนัดสร้างเรื่องมากกว่าคงไม่ใช่พวกเดียวกับนักฆ่าที่เต็มไปด้วยเลือดผู้นี้
นางจึงสรุปว่าชายชุดดำที่อยู่ตรงหน้าต่อสู้กับคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บมาจึงมาหลบอยู่ที่นี่?
ตอนนี้นางยังไม่รู้ว่าชายผู้นี้เป็นใครมาจากไหน คงต้องรอให้อีกฝั่ายสงบลงก่อนค่อยหาทางแก้ไขเฉพาะหน้าไป
เซี่ยเฉ่าเอ๋อร์ที่ตามอยู่ด้านหลังต้วนชิงหมิงเมื่อเห็นนางได้รับอันตรายก็เกือบจะร้องด้วยความตกใจ ชายชุดดำพูด
เสียงตํ่า “ถ้าอยากให้นางรอด ก็อย่าร้องเด็ดขาด”
เซี่ยเฉ่าเอ๋อร์ได้ยินก็รีบยกมือขึ้นมาปิดปากทันทีทำใจกล้าถามเสียงเบา “เจ้าเป็นใครถ้ารู้จักกันก็ปล่อยคุณหนู
เถอะ”
ชายชุดดำหัวเราะเย็นชาขึ้นมาใช้มือที่ถือมีดแหลมคมนั้นกรีดเข้าไปที่คอของต้วนชิงหมิงรอยหนึ่ง “ถอยไป”
การข่มขู่และลงมือเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมายก็สามารถทำให้อีกฝั่ายยอมถอยได้อย่างง่ายดาย
เซี่ยเฉ่าเอ๋อร์ผงะถอยหลังไปหลายก้าวเมื่อเห็นต้วนชิงหมิงได้รับบาดเจ็บนางสะบัดมือพูดอย่างลนลาน “อย่า……
ทำร้ายคุณหนูของข้า”
ต้วนชิงหมิงถูกชายชุดดำเอาแขนรัดคอทำให้หายใจลำบากแต่ก็ยังโบกมือเป็นสัญญาณให้เซี่ยเฉ่าเอ๋อร์อย่าลนลาน
และก้าวเดินตามชายชุดดำเข้าไปในถํ้าเจี่ยซาน
เมื่อเห็นเซี่ยเฉ่าเอ๋อร์อยู่นอกถํ้ามีเพียงแต่ต้วนชิงหมิงกับชายชุดดำ นางจึงใช้แรงดันแขนออก “ปล่อยข้า! ข้าไม่หนี
หรอก”
ชายชุดดำกดมีดแทงเข้าไปที่คอต้วนชิงหมิงยิ่งทำให้เลือดไหลออกมาเยอะเขาใช้สายตาที่น่ากลัวมองมายังนาง พูด
เน้นทีละคำ “ถ้าเจ้ายังไม่อยากตายก็อย่าขัดขืน”
ชายชุดดำคิดว่าทำเช่นนี้จะทำให้ต้วนชิงหมิงตกใจร้องไห้แต่นางกลับใช้สายตาที่เฉยชานิ่งสงบมอง เขาถึงกับตกใจ
“คำพูดนี้ต้องเป็นข้าต่างหากที่ต้องพูด ถ้าเจ้ายังไม่อยากตายก็ปล่อยข้าซะ!” นางพูดด้วยนํ้าเสียงเย็นชาพลางมอง
ชายชุดดำ
นั่นยิ่งทำให้อีกฝั่ายตกใจขึ้นไปอีกคนในโลกล้วนรักตัวกลัวตายยิ่งเป็นสตรียิ่งต้องให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและ
เกียรติยศ
ถ้าเป็นหญิงสาวคนอื่นเจอเหตุการณ์เช่นนี้คงตกใจทำอะไรไม่ถูกหรือไม่ก็คุกเข่าร้องไห้ ร้องขอชีวิตไม่ใช่หรือ?
แต่ทำไมหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ร้องไห้ทว่าสงบนิ่งราวกับเสานํ้าแข็งที่มั่นคง ทำให้เขาไม่เข้าใจเพียงครู่เดียว
ชายชุดดำก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาที่เวลาเจออันตรายมักจะนิ่งสงบราวกับภูเขาไท่ซานคนคนนั้นแม้อายุจะน้อยกลับเหมือน
หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้านี้ที่มีแต่ความอาจหาญและทะนงตน ชายชุดดำจึงตัดสินใจใช้ทั้งชีวิตติดตาม
น่าเสียดายที่คนคนนั้นแม้จะอยู่ในเมืองหลวงกลับไม่รู้ถึงสถานการณ์ความเป็นความตายของเขา ทว่าเขากลับไม่
เคยเสียใจแม้สักครั้ง
ชายชุดดำนั้นหันกลับมามองใบหน้าต้วนชิงหมิงที่ไม่แสดงอาการใดบนหน้าแม้แต่น้อย
“เจ้าได้รับบาดเจ็บ ถ้าไม่รีบห้ามเลือด เจ้าจะต้องตายแน่” นางเลิกคิ้วขึ้นมองไปยังชายชุดดำ
ชายชุดดำดูเหมือนได้รับบาดเจ็บสาหัสเดินส่ายไปส่ายมาเขามองมายังต้วนชิงหมิงก่อนจะโยนมีดทิ้งพลางหัวเราะ
เยาะ “ถ้าข้าตาย ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย”
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้น “จะให้ข้าตายไปกับเจ้า เช่นนั้นก็ต้องดูฝีมือของเจ้าว่าจะทำได้ไหม”
นางรู้ว่าคนในยุทธภพทั้งรักและหยิ่งในศักดิ์ศรีมากขนาดไหน