การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 792 จดหมายที่เหยียนหลิ่งอวี๋ฝากไว้
องค์ชายถูกกักบริเวณ ถ้ามองว่าเป็นเรื่องเล็กก็ไม่มีอะไร ถ้ามองเป็นเรื่องใหญ่ก็ทำให้คนเกิดสงสัยขึ้นมาได้
ต้วนชิงหมิงแสดงความเคลือบแคลงสงสัยออกทางสีหน้า ก่อนพูดกับหงเว่ยหยังเสียงเบา “พี่หง ชิงหมิงไม่เข้าใจ
ว่าพี่หงต้องการพูดอะไร!”
ต้วนชิงหมิงไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่หงเว่ยหยังพูด เพียงแต่ว่านางไม่อยากยอมรับว่านางเป็นเหมือนที่หงเว่ยหยัง
พูดถึงนาง
หงเว่ยหยังฝืนยิ้มออกมา “ข้ากับพี่ชายสามรู้จักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ เขาคิดทำสิ่งใด นางชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด ชิงห
มิง เจ้าลองคิดดูในช่วงเหตุการณ์ที่สำคัญเร่งด่วน พี่ชายสามได้ฝากจดหมายไว้ให้เจ้า ลองคิดดูสิว่านี่มันแสดงถึงอะไร
บ้าง?”
หงเว่ยหยังรู้สึกร้อนใจยิ่งนัก เมื่อไม่เห็นต้วนชิงหมิงอ่านจดหมายสักที
ต้วนชิงหมิงจึงหันไปพูดกับหงเว่ยหยัง “พี่หงอาจยังไม่ทราบ เมื่อคืนนี้น้องชายของชิงหมิงไปหาองค์ชายสามที่
คฤหาสน์ แต่ที่นั้นเกิดไฟไหม้ขึ้นมา ตอนนี้ไม่รู็ว่าน้องชายเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง!”
หงเว่ยหยังสะดุ้งโหยงที่ได้ยินและถามอย่างรีบร้อน “ชิงหมิง เจ้าว่าอะไรนะ?”
สายตาต้วนชิงหมิงหนักอึ้งขึ้น “พี่หง ชิงหมิงบอกว่าน้องชายไม่รู้จะเปั้นตายร้ายดียังไงบ้าง”
หงเว่ยหยังตกตะลึงจนพูดมิออก
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ กำจดหมายในมืออย่างเชื่องช้า… เหยียนหลิ่งอวี๋ หากเจ้าล่วงรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดล่วง
หน้า อย่างนั้นข้าหวังว่าจดหมายฉบับนี้จะให้คำตอบที่กระจ่าง ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ข้าจะเกลียดเจ้าไปชั่วชีวิต!
จากนั้นนางค่อยๆ เปิดจดหมายที่ผิดผนึกออก ได้เห็นตัวอักษรที่เขียนบนกระดาษปรากฏขึ้นมา
ตัวอักษรเป็นลายมือของเหยียนหลิ่งอวี๋ จดหมายนั้นเขียนทักทาย ถามสารทุกข์สุขดิบและรำลึกถึงความรู้สึกแห่ง
ความหลัง ส่วนเรื่องอื่นก็ไม่ได้เอ่ยถึง ส่วนประโยคสุดท้ายในจดหมายเขียนไว้ว่า หากเกิดเรื่องใดขึ้นกับเขา หวังว่าต้วนชิง
หมิงไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่ต้องสืบถามสาเหตุ ทำเป็นเหมือนไม่มีเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงปิดจดหมายลง พร้อมกับความรู้สึกที่คลางแคลง… เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้ ไม่ได้กล่าวถึงต้วนอวี้ ไม่ได้กล่าว
ถึงเหตุการณ์ที่เขาประสบเจอ การที่เขาให้หงเว่ยหยังนำจดหมายนี้มาให้ต้วนชิงหมิงอย่างลับๆ นั้น ต้องการบอกให้นาง
ไม่ต้องสนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขา?
หงเว่ยหยังรีบถามต้วนชิงหมิงที่เพิ่งอ่านจดหมายจบลงอย่างกระหายใคร่รู้ “พี่ชายสามได้เขียนบอกไว้ไหม เหตุใด
เขาถึงทำให้ฝั่าบาททรงกริ้ว และบอกไว้หรือไม่ว่าจะถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อไหร่?”
ต้วนชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าไปมา “ไม่ได้เขียน เขาไม่ได้เขียนอะไรไว้ทั้งนั้น… พี่หงองเอาไปอ่านดู
แล้วกัน!”
พูดจบ ต้วนชิงหมิงก็ยื่นจดหมายฉบับนั้นให้กับหงเว่ยหยัง
หงเว่ยหยังรับจดหมายมาด้วยความสงสัย หลังจากอ่านเรียบนางก็ถอนหายใจออกมา “ข้ารู้ว่าจะต้องเป็นเรื่องนั้น
แน่ ที่ทำให้ฝั่าบาททรงกริ้วมากถึงเพียงนี้!”
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนว่าหงเว่ยหยังพอจะรู้เรื่องลึกตื้นหนาบางมาบ้าง
“ขอพูดอย่างไม่ปิดบังชิงหมิงเลยแล้วกัน เมื่อก่อนที่ตอนที่ยังเด็ก ข้ากับจิ่นหลุนเติบโตขึ้นมาในวังหลวงด้วยกัน
ในตอนนั้นเสด็จแม่ของจิ่นหลุนเพิ่งสิ้นไป ประกอบกับอายุที่ยังน้อย นางจึงคิดถึงเสด็จแม่ร้องไห้ครํ่าครวญทั้งวันทั้งคืน
โดยมีพี่นี่แหละที่อยู่ดูแลเคียงข้าง จนไม่รู้ว่าจะปลอบและโน้มน้าวนางอย่างไรดี” หงเว่ยหยังเล่าออกมา
ต้วนชิงหมิงเคยได้ยินมาว่าเสด็จแม่ของหงเว่ยหยังกับเสด็จแม่ของจิ่นหลุนเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ความสัมพันธ์จึง
แนบแน่นเป็นธรรมดา น่าเสียดายที่เสด็จแม่ของทั้งสองคนด่วนจากโลกนี้ไปก่อนตั้งแต่อายุไม่มาก โดยเริ่มจากเสด็จแม่
ของจิ่นหลุน จากนั้นตามมาด้วยเสด็จแม่ของหงเว่ยหยัง
เมื่อย้อนรำลึกถึงเรื่องราววันวานในอดีต ดวงตาของหงเว่ยหยังกลับชะงักไป จนสุดท้ายได้พูดขึ้นว่า “ในตอนนั้น
พี่ชายสามได้มาอยู่เป็นเพื่อนพี่กับจิ่นหลุน จากนั้นเล่นด้วยกัน มีความสุขและเสียใจด้วยกัน ไม่นานนักสองคนนั้นก็ตัวติด
กันตลอด!”
สายตาของหงเว่ยหยังแสดงความระลึกถึงอดีตที่มีความสุขในชีวิตของนางขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงไม่ได้เอ่ยคำใด ได้แต่นั่งฟังอยู่อย่างเงียบเชียบ
หงเว่ยหยังจึงเล่าต่อไปว่า “แต่ผ่านไปได้ไม่นาน พี่ชายสามก็ถูกกักบริเวณเป็นเวลานานหลายปี จนกระทั่งมีอยู่
ครั้งหนึ่ง จิ่นหลุนปั่วยหนักรักษาอย่างไรก็ไม่มีทางดีขึ้น ในที่สุดนางก็เสียชีวิตลง ส่วนพี่ก็กลับไปอยู่ที่จวนหงดังเดิม”
หงเว่ยหยังมองไปที่ต้วนชิงหมิงราวกับมีเรื่องราวมากมายที่อยากเอื้อนเอ่ย ทว่ากลับพูดมิออก
ต้วนชิงหมิงมองดูจดหมายในมือหงเว่ยหยัง ด้วยไม่รู้ว่าเรื่องเล่าที่นางเล่ามากับจดหมายในมือมีความเชื่อมโยงกัน
อย่างไร
ในที่สุด หงเว่ยหยังได้เอ่ยขึ้น “ชิงหมิงได้เห็นเนื้อหาในจดหมายที่พี่ชายสาม เขียนไว้ประโยคหนึ่งหรือไม่ ‘เรื่องใน
อดีต มิอาจตัดขาด ย่อมทำใจให้ไม่สงบ…’”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าแทนการตอบรับ
จากนั้นหงเว่ยหยังได้พูดอยากถอดใจ “สิ่งที่พี่ชายสามเขียนไว้หมายถึงจิ่นหลุน ต่อมาภายหลังพี่ได้ยินว่าพี่ชาย
สามสงสัยว่าการเสียชีวิตของจิ่นหลุนเกี่ยวโยงไปถึงองค์ชายใหญ่ จึงสืบหาความจริงเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่พบอะไรเลย…
ประโยคที่ว่า ‘เรื่องในอดีต มิอาจตัดขาด ย่อมทำใจให้ไม่สงบ’ คำพูดของจิ่นหลุน นั่นหมายความว่าสิ่งที่พี่ชายสามกำลัง
จะบอกเจ้า นั่นก็คือเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องจิ่นหลุนนั่นเอง!”
ต้วนชิงหมิงลดสายตาลงมองจดหมายที่อยู่ในมือหงเว่ยหยัง
ตามความเข้าใจของต้วนชิงหมิงนั้น หงเว่ยหยังไม่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้มาก่อน ดังนั้นถึงไม่รู้เนื้อความข้างใน แต่
นางก็เคลือบแคลงว่าหากจดหมายฉบับนี้ผ่านมือหงเว่ยหยัง ไม่แน่ว่าอาจมีคนได้อ่านมันมาก่อนก็เป็นได้
เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนที่ระมัดระวังและรอบคอบอย่างมาก จึงไม่น่าเขียนจดหมายที่ไม่มีที่มาที่ไปและไร้เนื้อหาเช่น
นี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีข่าวคราวของต้วนอวี้อีก
เรื่องที่เหยียนหลิ่งอวี๋ถูกกักบริเวณนั้น จะเกี่ยวโยงกับองค์หญิงจิ่นหลุน ที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนอย่างนั้นด้วย
หรือ
เรื่องนี้ต้วนชิงหมิงมิอาจฟันธงลงได้!
ตอนนี้นางรู้สึกปวดหัวไปหมดราวกับพร้อมระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
หงเว่ยหยังค่อยๆ วางจดหมายในมือลงช้าๆ จากนั้นยกมือขึ้นปาดนํ้าตาที่ไหลออกจากตาที่แดงกํ่า
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงยังไม่ทราบว่าหงเว่ยหยังมีความรู้สึกใจกับเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่นางก็ดูออกว่าหงเว่ยหยังเป็นห่วงเห
ยียนหลิ่งอวี๋เหลือเกิน!
หงเว่ยหยังหันไปยิ้มให้กลับต้วนชิงหมิง แล้วลุกขึ้นยืน “ชิงหมิง ข้าต้องกลับไปแล้ว… เจ้าก็รู้ว่าข้ามาข้างนอกนาน
ไม่ได้… วันนี้ได้เห็นเจ้ากลับมาเป็นปกติ ข้าก็วางใจแล้ว!”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเล็กหน้า “พี่หงกลับดีๆ วันหน้าชิงหมิงจะไปเยี่ยมพี่หงที่จวนด้วยตัวเองเลย”
“อย่างนั้นก็ดี พี่จะรอชิงหมิงอยู่ที่จวนหงแล้วกัน ยังมีบ่าวใช้ที่ชื่ออาจื๋อที่อยากตามมาด้วย แต่พี่ไม่ได้เอาเขามา
ด้วยกัน คราวหน้าชิงหมิงคงได้เจออาจื๋อที่เรือน” หงเว่ยหยังยิ้มพูด
ต้วนชิงหมิงผงกหัวรับและเดินออกไปส่งหงเว่ยหยัง
เดิมทีความตั้งใจเดิมที่จะออกไปข้างนอกถูกรั้งเอาไว้ก่อน
ต้วนชิงหมิงเดินกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม พร้อมกับใจที่แสนล่องลอย เพราะนางยังไม่เข้าใจว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องการ
พูดอะไรกับนางกันแน่
ชิวหนิงยกนํ้าชาส่งให้ต้วนชิงหมิงที่กำลังคิดอยู่ ในระหว่างนั้นได้หันหน้าไปอีกทาง ทำให้คิดว่ามีถาดมารองถ้วย
นํ้าชาเปล่าอยู่ แต่ที่ไหนได้กลับเป็นความว่างเปล่าไปเสียแทน นํ้าชาที่อยู่ในถ้วยจึงหกเต็มพิ้นไปหมด
กระดาษที่ใช่เขียนจึงพลอยตกและเปียกนํ้าชาตามไปด้วย ต้วนชิงหมิงรีบเข้าไปหยิบแย่ง แต่ความเร็วกลับไป
ทันนํ้าที่หกกระเด็นใส่ พอหยิบกระดาษขึ้นมาก็พบว่ามันเปียกไปหมดแล้ว
ต้วนชิงหมิงกำลังจะเรียกให้ชิวหนิงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับให้แห้ง จู่ๆ กระดาษที่เปียกนํ้าได้ปรากฏตัวอักษรขึ้นมา
“ต้วนอวี้ไม่เป็นอะไร ข้าไม่เป็นอะไร วางใจได้!”
ต้วนชิงหมิงชะงักไปชั่วขณะ แต่เมื่อนางจะพิจารณาอย่างละเอียด ตัวอักษรบนกระดาษก็จางหายไปเสียแล้ว
ต้วนชิงหมิงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เปียกโชกขึ้นมา โดยไม่ได้เอ่ยคำใด
นางจึงครุ่นคิดแล้วสั่งการไปว่า “ชิวหนิง เจ้าไปหยิบกานํ้าชามาใหม่อีกรอบสิ!”
ชิวหนิงเินไปหยิบมาใหม่ตามคำสั่ง ต้วนชิงหมิงก็พรมนํ้าชาบนกระดาษจดหมายอีกรอบ แต่สิ่งที่ทำให้นาง
ประหลาดใจคือบนกระดาษไม่มีตัวอักษรใดปรากฏขึ้นอีก
ต้วนชิงหมิงยกมือขยี้ตาด้วยไม่เชื่อว่านางตาฟาดไป นางเห็นตัวอักษรอยู่กับตา ว่านั่นเป็นลายมือของเหยียนหลิ่งอ
วี๋
เหตุใดกันหนอ มันถึงปรากฏเพียงครั้งเดียว ไม่ปรากฏซํ้าสองด้วย?
ต้วนชิงหมิงวางกระดาษในมือลง แล้วนั่งถอนหายใจยาวๆ บนเก้าอี้แทน
ชิวหนิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง พูดอย่างระวังถ้อยคำ “คุณหนู ของพวกนี้ยังเอาไว้อยู่ไหมเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ต้องเอาไว้ เจ้าเอาไปเผาให้หมดได้เลย!”
ชิวหนิงพยักหน้ารับทราบ จากนั้นเดินไปหยิบเตาไฟมา แม้กระดาษจะเปียกแต่ก็เผาไหม้ได้ไม่ยาก ระหว่างที่เผา
ไปได้สักครึ่งหนึ่ง ชิวหนิงร้องเสียงเอ็ดตะโร “คุณหนู มีตัวอักษรปรากฏเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงรีบสาวเท้าเข้าไปดู เห็นตัวอักษรปรากฏว่า “ต้วนอวี้ปลอดภัย ข้าก็ปลอดภัย วางใจได้!”
ตัวอักษรนั้นค่อยๆ ถูกถ่านไฟแผดเผาจนเป็นผุยผง ในที่สุด ต้วนชิงหมิงก็ยืนตัวตรงถอนหายใจออกมา
หลังจากนั้นไม่นาน ต้วนชิงหมิงหันไปพูดกับชิวหนิง “ชิวหนิง เจ้าออกไปข้างนอกกับข้าหน่อย!”
ในเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋แอบหาทางซ่อนตัวอักษรอย่างซับซ้อนซ่อนเงื่อน ให้ต้วนชิงหมิงได้สบายใจ ด้วยเหตุนี้นาง
ต้องทำให้ทุกคนต่างคิดว่า ต้วนอวี้ได้เสียชีวิตไปพร้อมกับคฤหาสน์ที่ถูกเผาจนมอดไหม้ เพื่อไม่ให้มีผู้ใดเกิดสงสัยขึ้นมาได้
ขอเพียงนางยังรักษาความร้อนรนใจในการตามหาต้วนอวี้ จึงจะทำให้คนที่ปรารถนาร้ายคิดว่าเป็นเรื่องจริง
ชิวหนิงรีบเข้าไปจับเสื้อและกระโปรงให้ไม่ดูยับจนเกินงาม จากนั้นประคองต้วนชิงหมิงเดินจากเรือนไป โดย
สถานที่ที่ต้วนชิงหมิงไปก็คือเรือนของตู้ชิงหรวน
เดิมทีเรื่องนี้นางอยากเอาไว้ให้ตู้ชิงหรวนทราบทีหลัง แต่ตอนนี้มีบางอย่างที่นางต้องอาศัยกำลังของตู้ชิงหรวนถึง
จะเพียงพอ
ต้วนชิงหมิงไม่ได้อยู่ที่เรือนตู้ชิงหรวนนานนัก นางรีบสาวเท้าเดินไปขึ้นรถม้า จากนั้นในจวนต้วนก็มีเรื่องที่น่า
ตกใจยิ่งเกิดขึ้น นั่นคือคุณชายใหญ่ออกจากจวนไปเมื่อคืน ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ทราบ!
ข่าวนี้แพร่ไปไวยิ่งกว่าไปลามทุ่ง ไม่นานนักก็แพร่สะพัดไปทั้งจวนต้วน แม้แต่คนเก็บกวาดทำความสะอาดก็ยังรู้
แล้ว
ทว่าสิ่งที่ต้วนชิงหมิงไม่ทันได้สังเกตคือหลังจากที่รถม้าออกไปแล้ว ต้วนอวี้หรานได้ลับๆ ล่อๆ หลบอยู่ในมุมของ
ห้องอีกฝัง พอเห็นต้วนชิงหมิงออกจากจวนต้วนไปแล้ว ต้วนอวี้หรานก็แสยะยิ้มอย่างสะใจ ก่อนเอ่ยอย่างสูงศักดิ์ “เยวี่ย
หวา ไปกัน พวกเราไปดูเรื่องสนุกๆ กันดีกว่า!”