การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 793 ข้อตกลงอันดำมืด
เยวี่ยหวาก้มหน้าลงแล้วเอ่ยรับ “เจ้าค่ะ” จากนั้นก็เดินตามต้วนอวี้หรานออกจากจวนไปพร้อมเรื่องหนักอก
หนักใจ!
ช่วงนี้คุณหนูไม่มีเวลาว่างเลย เยวี่ยหวารู้ดี ทุกครั้งที่คุณหนูออกข้างนอกจะไม่ให้เยวี่ยหวาตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้
ทำให้เยวี่ยหวาอกสั่นขวัญแขวน เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าคุณหนูจะทำอะไร ต่อจากนี้ไปได้อีก?
เยวี่ยหวาถอนหายใจเบาๆ นี่คงเป็นชะตากรรมของบ่าวใช้… เจ้านายให้เจ้าไปทางตะวันออก เจ้าก็ต้องไปทาง
ตะวันออก เจ้านายให้เจ้าไปทางตะวันตก เจ้าก็ต้องไปทางตะวันตก หากเจ้านายทำผิด บ่าวก็ต้องผิดก่อน เมื่อเจ้านายมี
เรื่องอะไร ก็เป็นเรื่องของบ่าวใช้ด้วยเช่นกัน……
เฮ้อ พูดได้ว่า ในยุคสมัยนี้การเป็นบ่าวช่างลำบากยากเย็น และการเป็นบ่าวรับใช้ของคนที่พึ่งพาไม่ได้อย่างต้วนอ
วี้หราน ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่!
พอถอนหายใจเบาๆ แล้ว เยวี่ยหวาก็ตามต้วนอวี้หรานไป ตอนที่กำลังเดินออกจากจวน เยวี่ยหวายังแอบภาวนา
เลยว่า วันนี้ขอให้เจ้านายอย่าทำเรื่องเกินเลย อย่างเช่นทิ้งขว้างบ่าวเลย เพราะหากมีวันไหนที่ฮูหยินกับนายท่านกล่าว
โทษลงมา เยวี่ยหวาผู้น่าสงสารก็จะต้องแบกรับผลที่ตามมาเอง……
ต้วนอวี้หรานไปแล้ว ต้วนชิงหมิงก็ไปแล้วเช่นกัน ในจวนต้วนกลับมาสงบสุขอีกครั้ง บรรดาบ่าวไพร่ต่างคนต่าง
ทำงานของตัวเอง ได้อย่างมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ราวกับไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้านาย พวกเขาก็ยังทำตามภาระ
หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในจวนต้วน
ตู้ชิงหรวนยืนอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน เงยหน้ามองขอบฟั้าแวบหนึ่ง เห็นอยู่ชัดๆ ว่าตรงนั้นดวงอาทิตย์ขึ้นสูงส่อง
สว่าง อากาศร้อนแผ่ซ่านไปทั่วทิศ แต่ลมหนาวที่พัดมาจากที่ไกลๆ กลับกำลังบอกทุกคนว่า ฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะมาถึง
แล้ว!
พอมองตรงเส้นขอบฟั้าอีกครั้ง ท้องฟั้าที่เดินทีเป็นสีครามเข้ม จู่ๆ ก็เกิดเมฆครึ้มแวบผ่าน ราวกับกำลังบอกใบ้ว่า
พายุฝนกำลังจะมาเยือน!
ตู้ชิงหรวนมองไปที่เส้นขอบฟั้าอย่างเงียบงัน พร้อมถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
ข้างหลังมีเสียงของต้วนเจิ้งดังขึ้น “ชิงหรวน เจ้ายืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น?”
ตู้ชิงหรวนหันตัวมา แล้วเดินเข้าไปใกล้ชายคนนั้นพร้อมรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ “ข้ากำลังคิดว่า วันนี้ฝนคงจะตก
แล้ว!”
ต้วนเจิ้งก้าวขึ้นมาข้างหน้า กอดเอวตู้ชิงหรวนพร้อมพยักหน้าบอกว่า “ใช่แล้ว ทั้งฤดูร้อนไม่มีฝนตกเลย พอมาดู
ตอนนี้ ในที่สุดฝนแรกของฤดูใบไม้ร่วงก็จะมาสักที!”
“คนมักกล่าวกันว่า ยามฝนสาร์ทฤดูมาเยือน ลมเหมันต์จะตามมา วันนี้เกรงว่าจะหนาวแล้ว” ตู้ชิงหรวนกล่าว
พร้อมรอยยิ้ม
ต้วนเจิ้งยิ้มแล้วบอกว่า “เจ้าวางใจเถอะ ห้องอุ่นที่อวี้เอ๋อร์ช่วยเตรียมไว้ให้เจ้าเมื่อปีที่แล้ว พี่ให้คนคอยเก็บกวาด
อยู่ตลอด ปีนี้พออากาศหนาวเหน็บแล้ว พี่ก็จะเข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า!”
รอยยิ้มบนใบหน้าตู้ชิงหรวนค่อยๆ หายไป จู่ๆ นางก็ถอนหายใจยาว “ไม่รู้เหมือนกันว่าชิงหมิงเป็นอย่างไรบ้าง
แล้ว!”
ต้วนเจิ้งมองไปตรงจุดไกลๆ แล้วก็พลันกล่าวเสียงตํ่า “ข้าเชื่อว่าหมิงเอ๋อร์จะไม่เป็นอะไร……”
“อวี้เอ๋อร์ก็จะไม่เป็นอะไรเช่นกัน……” ตู้ชิงหรวนกล่าวเสริม
ติงโหรว ข้าแทนที่ตำแหน่งของเจ้า เสพสุขในวาสนาของเจ้าแทน เช่นนั้นข้าก็จะพยายามให้สุดความสามารถเพื่อ
ปกปั้องบุตรชายและบุตรสาวของเจ้าให้ดี!
ต้วนเจิ้งกุมมือตู้ชิงหรวนเบาๆ “อวี้เอ๋อร์ต้องไม่เป็นอะไร……”
ด้วยนิสัยของต้วนอวี้ ต้วนเจิ้งในฐานะบิดาย่อมรู้จักนิสัยใจคอดี เกรงว่าต่อให้คนครึ่งโลกนี้จะเป็นอะไรไป แต่เขาก็
คงจะไม่เป็นอะไรสักนิดเลยกระมัง?
เพียงแต่เรื่องในวันนี้ไม่ปกติ ต้วนเจิ้งก็หวังเช่นกันว่าต้วนอวี้จะปกปั้องตัวเองไหว!
อย่างไรเสียคำบางคำก็ไม่อาจเอ่ยออกมาทั้งหมดได้ ต้วนเจิ้งถอนหายใจเบาๆ แล้วเปลี่ยนประเด็นสนทนา จับมือ
ตู้ชิงหรวนเดินออกไป
แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาข้างหลังพวกเขา ปกคลุมทั้งก้อนเมฆทั้งผืนแผ่นดินราวกับเป็นเยื่อหุ้มโปรงแสงหนึ่งชั้น
ลมพัดผ่านเส้นขอบฟั้าอันกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด วันนั้นท้องฟั้าเป็นสีครามจนเกินบรรยาย ตอนที่เมฆคล้อยผ่านบนท้องฟั้าสี
ครามเข้มราวกับเป็นเรือลำหนึ่งที่กำลังลอยเหนือผิวนํ้า
ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนตั้งนานแล้ว อากาศเริ่มเย็นขึ้นเล็กน้อย เมื่อฝนฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน อากาศก็เริ่มเย็นตามทีละ
น้อย เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่รู้สึกถึงมันก็เท่านั้นเอง!
การเปลี่ยนผันของวันเวลา บางครั้งก็เหมือนกับใจคน หากเจ้าไม่ลองสัมผัสอย่างละเอียด ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีแต่จะ
หยุดไว้เพียงตอนแรกเท่านั้น!
ในเมืองหลวง ผู้คนเริ่มหลั่งไหลมาทั่วทิศ ทิศทางที่พวกเขามุ่งหน้าไปล้วนเป็นการสอบขุนนางในฤดูใบไม้ร่วง
จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า การสอบจอหงวนจัดขึ้นสามปีต่อหนึ่งครั้งในปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วงกำลังเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว
ส่วนต้วนอวี้ ผู้ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในกองเพลิง จะตามไปเข้าร่วมการสอบจอหงวนครั้งสำคัญที่จะตัดสิน
ทั้งชีวิตของเขาทันหรือเปล่านะ?
ไม่มีใครล่วงรู้ถึงสิ่งนี้เลยจริงๆ
กลางดึกที่ดำมืดได้ปกคลุมไปทั่วทุกบริเวณ
นอกที่พักที่อยู่นอกเมือง ระหว่างเงาของต้นไม้ที่สั่นไวตะคุ่มๆ มีเงาคนสองคนปรากฏตัวอย่างฉับพลัน!
เห็นเพียงเงาคนที่อยู่ตรงหน้าถามว่า “มาแล้ว?”
ชายชุดดำที่อยู่ข้างหลังตอบเสียงเรียบ “อืม” จากนั้นทั้งสองคนก็เดินตามกันเข้าไปในที่พัก
แสงจากโคมไฟในห้องสว่างแล้ว ภายใต้แสงจากโคมไฟที่เหมือนม่าน ส่องสว่างใบหน้าที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างของ
คนสองคน
คนที่อยู่ข้างหลังปิดผ้าสีดำบนใบหน้า พอเข้ามาถึงในห้องจึงได้ถอดออกอย่างระมัดระวัง!
ไม่น่าเชื่อว่าคนคนนั้นจะเป็นองค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย!
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเข้ามาในห้อง หยิบแผนที่ออกมาใบหนึ่ง วางไว้บนโต๊ะตรงหน้าทั้งสองคน แล้วบอกบุรุษที่อยู่ใน
ห้องว่า “นี่คือของที่เจ้าต้องการ…”
บุรุษคนนั้นก้มหน้าลงเล็กน้อย เงาดำที่ลํ้าลึกปกคลุมใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเงาตะคุ่มที่ทำให้
มองเห็นไม่ชัดเจน ได้ยินเพียงเขากล่าวด้วยสำเนียงต้าเซี่ยที่ไม่คล่องปากว่า “ท่านแน่ใจนะว่านี่คือแผนที่ทั้งหมดของตำ
หนักต้าเซี่ย?”
แม้เสียงจะแหบเบา แต่อารมณ์ดีใจอย่างบ้าคลั่งในนํ้าเสียงกลับเผยออกมาออกมารางๆ !
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพยักหน้า แล้วบอกว่า “ไม่ผิดหรอก…… ในนั้น จุดที่สำคัญที่สุด ข้าทำเครื่องหมายไว้แล้ว ขอ
เพียงเจ้าหาตามนี้ก็จะหาเจอ!”
บุรุษคนนั้นถือแผนที่ขึ้นมาดู อ่านอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “ตำหนักของเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ตรงนี้
หรือ?”
จุดที่บุรษคนนั้นชี้คือด้านข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตำหนัก ตรงนั้นมีตำหนักตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวหลังหนึ่ง ดู
แล้วไม่เข้ากับสถานที่อื่นเลย!
สายตาของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยวูบไหวขณะกล่าวว่า “ไม่ผิดหรอก นั่นคือที่อยู่ของเหยียนหลิ่งอวี๋ … เขาคนนี้นิสัย
แปลกประหลาด ชอบสถานที่ลับตาคน เขาจึงพักอยู่ที่นั่น……”
หลังจากชะงักไปครู่เดียว เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็บอกอีกว่า “เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะให้คนมัดเหยียนหลิ่งอวี๋ไว้ล่วงหน้า
หากเป็นเช่นนี้ พอเจ้าเข้าตำหนักไป จะได้ไม่ถูกอะไรรบกวน”
ทว่า คนผู้นั้นปฏิเสธคำแนะนำของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยอย่างเด็ดขาด เขากล่าวเสียงเย็นยะเยือกว่า “ข้าก็หวังให้เหยี
ยนหลิ่งเจวี๋ยอยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน! เมื่อถึงตอนนั้น ข้าก็จะได้คิดบัญชีกับเขาทั้งเก่าทั้งใหม่ได้ไง!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยสายตาเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่ได้พูดอะไร จน้วลาผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้กล่าวเสียงเรียบ
ว่า “ข้าออกจากตำหนักนานไม่ได้ เจ้าค่อยๆ ดูไป ข้ากลับก่อนล่ะ…”
เมื่อเห็นว่าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกำลังจะไป จู่ๆ คนคนนั้นก็พลันแสยะยิ้ม “ท่านจะรีบร้อนไปทำไม?ทั้งวังหลวงต้าเซี่
ยกำลังจะเป็นของท่านอยู่แล้ว… ในฐานะเจ้าของตำหนักคนหนึ่ง ท่านจำเป็นต้องระมัดระวังขนาดนี้เชียวหรือ?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยตอบเสียงเบา “เจ้าไม่รู้หรอกว่าเสด็จพ่อเป็นผู้ที่หวาดระแวงมากเพียงใด! แต่ไหนแต่มาไม่เคยเชื่อ
ใจใครจริง แม้กระทั่งข้าผู้เป็นโอรสเลย ดังนั้นข้าต้องระมัดระวังให้มากกว่าเสด็จพ่อ หากไม่ได้เป็นเจ้าของตำหนัก ข้าไม่มี
ทางวางใจได้สนิท!”
พอเหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดจบ ก็คลุมผ้าปิดหน้าใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็เตรียมตัวจะจากไป
การต่อสู้ภายในวังหลวงเริ่มเกิดสถานการณ์อันตรายขึ้น เมื่อฮองเฮาพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง ในที่สุดจักรพรรดิเซี่ย
เหยียนก็เริ่มลงดาบกับตระกูลของไทเฮา อำนาจที่คอยปกปั้องเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเริ่มพังทลายลงไป ตำแหน่งองค์รัชทายาท
ที่เดิมทีถูกยอมรับ ตอนนี้เริ่มอยู่ในอันตรายแล้วเช่นกัน หากเขายังไม่ชิงลงมือตามโอกาส เช่นนั้นทุกอย่างก็อาจจะตกไป
อยู่ในมือของเหยียนหลิ่งรุ่ยกับเหยียนหลิ่งอวี๋
ไม่ ยามเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เหยียนหลิ่งเจวี๋ยรู้สึกไม่ยอม ดังนั้นเขาต้องสู้เป็นครั้งสุดท้าย ต้องอาศัย
ความสามารถของตัวเองก้าวขึ้นสู่บัลลังก์!
ทว่าในเวลานี้เอง ด้านนอกห้องก็พลันมีเสียงคนตะโกนดังมา “เร็วเข้า ล้อมเอาไว้ อย่าให้คนหนีไป……”
เสียงนั้นแม้จะฟังดูไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ แต่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็ยังฟังออก ว่านั่นเป็นเสียงขององครักษ์วังต้องห้าม!
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหันกลับมามองคนที่อยู่ภายใต้แสงไฟแวบหนึ่ง “เจ้าทรยศข้าเหรอ?”
บุรษผู้นั้นตอบด้วยนํ้าเสียงเยียบเย็น “ก็อย่างที่องค์ชายใหญ่บอก ‘ผู้ที่ระวังตัวมักแล่นเรือได้เป็นหมื่นปี’ ไม่ว่า
เรื่องอะไรก็ต้องระวังไว้สักหน่อย ดังนั้น ด้วยท่าทีที่ระมัดระวังตัวที่สุดของข้า ข้ารู้สึกว่าหากจะร่วมงานกับองค์ชายใหญ่
ไม่สู้ร่วมงานกับเสด็จพ่อของท่านดีกว่า……”
บุรุษผู้นั้นเริ่มหัวเราะอย่างเย็นชา เขาลุกขึ้นยืน แม้จะไม่ได้เตี้ยกว่าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยมากนัก แต่ได้ยินเพียงเสียงอัน
ราบเรียบของเขากล่าวว่า “ต้องทราบไว้ว่า สิ่งที่จะได้รับจากท่านนั้น ย่อมมากมายกว่าสิ่งที่จะได้รับจากท่านแน่นอน!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยสายตาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน……บุรุษผู้นี้ยามที่ร่วมงานกับเขา ไม่น่าเชื่อว่าจะร่วมงานกับเสด็จ
พ่อของเขาด้วย?เช่นนั้น เรื่องในคืนนี้ เสด็จพ่ออาจรู้ทั้งหมดแล้วสิ?
เพียงนึกถึงสายตาที่สามารถมองทะลุทุกอย่างได้ของจักรพรรดิเซี่ยเหยียน พร้อมกับวิธีการทรมานอันโหดร้ายต่อ
คนทรยศอย่างตน เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็รู้สึกว่าเหงื่อซึมจนหลังเปียกโชกไปหมดแล้ว
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหน้าซีดขาว พลันทำเสียงฮึดฮัดแล้วบอกว่า “ครั้งนี้เจ้าเดิมพันสูงเชียวนะ แต่ข้าเป็นโอรสองค์โต
ของเสด็จพ่อ และเป็นโอรสแท้ๆ ของเสด็จพ่อเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าโอรสจะทำผิดอะไร ในฐานะบิดา เขาก็จะไม่ตำหนิเกิน
ไปนักหรอก แต่เจ้านั่นแหละ……”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเคียดแค้น กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ตราบใดที่ข้าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่ตาย ข้าจะหาทางกำจัดเจ้า
กินเนื้อของเจ้า เพื่อคลายความแค้นในใจข้าให้หมดสิ้น”
บุรุษผู้นั้นพลันแสยะยิ้ม “พอแล้ว เหยียนหลิ่งเจวี๋ย เจ้าเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว… ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับ
ลูกชายในวังน่ะ ข้าเชื่อว่าเจ้าก็รู้ชัดเจนดี… บิดาที่เป็นกษัตริย์สนใจอะไรมากที่สุดเจ้ารู้หรือเปล่า?สิ่งที่เขาสนใจที่สุด ก็คือ
โอรสที่มีเจตนาไม่ซื่อ ส่วนเจ้าก็เป็นโอรสคนนั้นพอดี!เดิมทีฝั่าบาทยังกลุ้มใจที่ไม่มีโอกาสขุดรากถอนโคนตระกูลของไท
เฮา แต่ตอนนี้เจ้าให้โอกาสฝั่าบาทแล้ว เจ้าคิดว่าฝั่าบาทจะปล่อยผ่านเหรอ?”
เขาย่อมไม่ปล่อยผ่านอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ปล่อยผ่านเหยียนหลิ่งเจวี๋ยด้วยเช่นกัน!
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมองบุรุษผู้นั้นอย่างเคียดแค้นปราดหนึ่ง ก่อนจะกระโจนตัวขึ้นมา แล้วพุ่งออกหน้าต่างไป……ไม่มี
ทางหรอก เสด็จพ่อไม่มีทางปล่อยให้โอรสอย่างข้าถูกดักไว้ที่นี่เด็ดขาด ไม่ยอมให้จับแต่ง่ายดาย เขาจะไม่นั่งรอความตาย
ทำอย่างนั้นโดยเด็ดขาด……
ใช่แล้ว เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจะยอมแพ้ไม่ได้ เพราะสิ่งที่แพ้ไม่ได้มีเพียงตัวเขาเท่านั้น ทั้งยังมีอนาคตและความหวัง
ทั้งหมดด้วย!
ดังนั้น เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจะแพ้ไม่ได้เป็นอันขาด!