การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 866 อนาคตยังมาไม่ถึง
แต่ว่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยกลับให้เชวียหนิงหรานเพื่อมาขอร้องต้วนชิงหมิง ถ้ามองในมุมดีอาจดูว่าเป็นการเกรงใจ แต่ถ้า
มองไปมุมร้ายอาจดูได้ว่าเชวียหนิงหรานถูกหลอกใช้
ต้วนชิงหมิงเกลียดการหลอกใช้คนอื่นมากที่สุด รวมไปถึงการที่คนอื่นหลอกใช้สหายของนาง
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะช่วยเนี่ยไฉ่เยวี่ยไปหลายครั้ง แต่ความรู้สึกที่นางมีให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
เชวียหนิงหรานฟังแล้วใบหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นมา “ข้าคิดถึงชิงหมิงอยู่เสมอ ตั้งแต่ที่ถูกแต่งตั้งเป็นองค์หญิง ข้าก็
พลอยได้หน้าได้ตาไปด้วย ส่วนเรื่องของไฉ่เยวี่ยนั้น……”
เชวียหนิงหรานแอบชำเลืองมองต้วนชิงหมิง “ข้าก็แค่พูดลอยๆ ขึ้นมาเฉยๆ”
รอยยิ้มบนหน้าของต้วนชิงหมิงพลันชะงักลงทันใด “บอกมาตามตรง เนี่ยไฉ่เยวี่ยใช้ให้มาหาชิงหมิงใช่ไหม?”
เชวียหนิงหรานส่ายหน้าไปมา “เปล่านี่… ข้าอยากมาหาชิงหมิงเอง! ไฉ่เยวี่ยเคยอยากมาขอร้องให้เจ้าช่วยเหลือ
แต่นางไม่กล้าแบกหน้ามาขอความช่วยเหลือ นางบอกว่าเรื่องของเจ้าก็มีมากอยู่แล้ว แม้จะเป็นสหายต่อกันก็ไม่อยาก
ช่วยเหลือได้ทุกครั้งไป ดังนั้นในครั้งนี้ นางตัดสินใจยืนด้วยลำแข้งของตัวนางเอง”
สีหน้าของต้วนชิงหมิงจึงค่อยผ่อนคลายลง เนี่ยไฉ่เยวี่ยคิดได้เช่นนี้ถือว่าไม่ได้หลอกใช้เชวียหนิงหราน นับได้ว่ายัง
สมควรที่จะคบหาเป็นสหาย เพียงแต่เชวียหนิงหรานช่างซื่อบื้อเสียจนน่าสงสารเหลือเกิน!
ต้วนชิงหมิงพึมพำเสียงเเผ่วเบาออกมา “หนิงหราน ถ้าข้าจะบอกว่าให้ตีตัวออกห่างเนี่ยไฉ่เยวี่ยเอาไว้หน่อย เจ้า
จะเห็นด้วยไหม?”
เชวียหนิงหรานหน้าถอดสีด้วยความประหลาดใจ ราวกับรู้สึกไม่เป็นธรรม “เจ้าไม่ชอบเนี่ยไฉ่เยวี่ย?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไฉ่เยวี่ยก็เป็นสหายคนหนึ่งของข้าเหมือนกัน ถ้าช่วยเหลือได้ข้าก็ช่วยอยู่แล้ว เพียง
แต่ข้าคิดว่า สหายช่วยเหลือกันยามยากถือเป็นเรื่องสมควร แต่ถ้ามาให้ช่วยเหลือทุกครั้งไปเกรงว่าจะมากเกินไป”
ต้วนชิงหมิงหันมองเชวียหนิงหรานพูดเสียงอ่อยๆ “ไฉ่เยวี่ยพูดได้ถูกต้อง การช่วยเหลือเป็นครั้งคราวย่อมได้ แต่
ไม่ใช้ตลอดไป… ในจุดนี้เจ้าเข้าใจไหม?”
เชวียหนิงหรานหันตัวไปด้านข้างพูดออกโกรธๆ “ข้าเข้าใจความหมายที่ชิงหมิงต้องการสื่อ เจ้ากลัวว่าข้ายิ่งช่วย
เกลือจะยิ่งลำบาก จนสุดท้ายเอาตัวเองเข้าไปพัวพันด้วย จนสุดท้ายต้องให้เจ้ายื่นมือเข้ามาช่วยใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะเสียงดังออกมา ด้วยความขัน นางจึงยกมือขึ้นไปเขกหัวเชวียหนิงหราน “ข้าหมายความตามที่
เจ้าพูดมานั่นแหละ!”
ครั้งนี้ สีหน้าของเชวียหนิงหรานตกตะลึงจนไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินกับหู
ห๊ะ! ชิงหมิงกลัวเชวียหนิงหรานเป็นภาระที่ถ่วงความเจริญของนาง!
เมื่อเห็นเชวียหนิงหรานม้วนผ้าเช็ดหน้าเป็นเกลียวและดึงจนขาด ต้วนชิงหมิงจึงยกมือขึ้นไปลูบศีรษะเชวียหนิง
หรานอย่างอ่อนโยน “ข้าไม่ได้กลัวเจ้าเป็นภาระของข้า ข้าแค่กลัวว่าเจ้ามัวแต่ไปช่วยคนอื่น จนบางมีผลร้ายกับตัวเจ้า
เอง… จิตใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึง จุดนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม?”
ไม่ใช่ว่าเชวียหนิงหรานไม่เข้าใจในจุดนี้ แต่นางแค่ไม่ค่อยเข้าใจ “ข้ากับเนี่ยไฉ่เยวี่ยล้วนเป็นสหายกัน นางจะมา
เล่นงานข้าทำไม จะมาเป็นภาระได้ยังไง?”
ต้วนชิงหมิงได้แต่ส่ายหัวไปมา ดูท่าเชวียหนิงหรานยังไม่เข้าใจ! ลองคิดดูต้วนชิงหมิงยังเปลี่ยนฐานะจากคุณหนู
จวนต้วนเป็นองค์หญิงเหอซั่ว แต่ก็ยังไม่กล้ายื่นมือเข้าช่วยเนี่ยไฉ่เยวี่ยเลย วันข้างหน้ายังไม่มีใครรู้ว่าเชวียหนิงหรานจะ
อยู่ในฐานะใด?
หากผลประโยชน์ขัดแย้งกัน การปะทะกันย่อมเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
ต้วนชิงหมิงพูดอย่างอดทนอดกลั้น “หนิงหราน… ตอนนี้ข้ากับไฉ่เยวี่ยยังเป็นสหายที่ดีต่อกัน ย่อมไม่ได้คำนึงถึงผล
ประโยชน์ว่าจะขัดแย้งไหม แต่หากวันหน้าที่พวกเราได้แต่งงานเป็นภรรยาเอกกันไปหมดแล้ว และวันหนึ่งมีความชัดแย้ง
เรื่องผลประโยชน์เกิดขึ้น ต่างคนก็คงต่างเห็นแก่ผลประโยชน์ของจวนตนเองมาก่อน……
เมื่อเห็นเชวียหนิงหรานกำลังครุ่นคิดอย่างเชื่องช้า
ต้วนชิงหมิงจึงเอ่ยต่อไปว่า “อีกอย่างพวกเจ้าต่างต้องให้กำเนิดบุตรกัน ถึงตอนนั้นความสัมพันธ์ก็ยิ่งต้องซับซ้อน
ขึ้นไปจนยากจะแยกได้ หากเกิดเรื่องขึ้นไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือตระกูลของใครก่อนกัน?”
หลังจากเชวียหนิงหรานครุ่นคิดอยู่นานก็เข้าใจในสิ่งที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อ นางจึงพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าเข้าใจ
แล้ว”
เข้าใจก็เข้าใจ ทว่าในใจของเชวียหนิงหรานกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก… นางกับเนี่ยไฉ่เยวี่ยเป็น
แบบหนึ่ง และนางกับต้วนชิงหมิงจะเป็นอย่างไร?
ต้วนชิงหมิงเพียงแวบมองพลันเข้าใจในสิ่งที่เชวียหนิงหรานคิดทั้งหมด จึงยกมือตบหน้าผากเบาๆ “หนิงหราน…
ข้ายอมเจ้าแล้วจริงๆ”
สีหน้าแววตาของเชวียหนิงหรานกลับเก้อเขินอย่างบอกไม่ถูก
นางรู้สึกว่าเป็นคนที่แสดงทุกอย่างออกมาทางสีหน้าแววตาชัดเจน ไม่ว่าคิดอะไร ต้วนอวี้และต้วนชิงหมิงย่อมมอง
ออกได้อย่างง่ายดาย
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะอ่านความคิดของนางจนทะลุปรุโปร่งแล้ว ทว่าก็ยังอธิบายอย่างอดทน “ข้ากับเจ้าไม่เหมือน
กัน… เจ้าใกล้ได้แต่งกับอวี้เอ๋อร์แล้ว พวกเราจะเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ที่สำคัญเจ้าไม่ใช่คนที่ชอบเล่นงานคนอื่น ไม่ว่า
จะเกิดเรื่องใดขึ้น ข้าจะบอกตามความเป็นจริง ไม่ใช่เอาแต่คิดเองเออเองจนวุ่นวานไปหมด”
เชวียหนิงหรานซาบซึ้งในสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดออกมา
นางกุมมือต้วนชิงหมิงร้องไห้ฮือๆ “ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนโง่เขลาที่สุด ไม่ว่าเจอเรื่องใดเป็นต้องวิ่งมาหาเจ้ากับต้วนอวี้
ให้ช่วยเหลือ!”
ต้วนชิงหมิงรีบพลิกมือขึ้นมากุมมือนางแทน “เจ้าคิดผิดแล้ว เจ้าไม่ได้โง่เขลา เจ้าเป็นคน… คนที่จริงใจต่างหาก
คนแบบนี้ย่อมมีความสุข ดังนั้นหนิงหรานต้องเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุด”
เชวียหนิงหรานพลิกมือขึ้นตบเบาๆ ที่ฝั่ามือของต้วนชิงหมิง “ฮือๆๆ มีเพียงเจ้าที่พูดแบบนี้กับข้า ข้ารู้ว่าข้าเป็น
คนโง่เขลา!”
แท้จริงแล้ว นางไม่ใช่คนโง่เขลา แต่ถูกปกปั้องเสมือนไข่ในหิน ที่ยังไม่ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เท่านั้นเอง
ทันใดนั้นนอกห้องมีเสียงของชิวหนิงดังขึ้นมา “องค์หญิง… คุณชายใหญ่จวนเชวียมารับคุณหนูรองกลับจวนแล้ว
เจ้าค่ะ”
เชวียจื่อซวนมาแล้ว? เขามารับเชวียหนิงหราน?
ต้วนชิงหมิงลุกขึ้นแล้วเอ่ยตอบไป “เชิญคุณชายใหญ่เชวียเข้ามาด้านใน ประเดี๋ยวข้าสองคนจะออกไปแล้ว”
ต้วนชิงหมิงพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เห้อ! มีพี่ชายก็ดีอย่างนี้นี่เอง น้องสาวออกจวนไม่ทันไรก็มีพี่ชายมาคอยรับ
กลับแล้ว”
เชวียหนิงหรานผลักต้วนชิงหมิงด้วยความเก้อเขิน ก่อนจะไปล้างหน้าล้างตา ให้ต้วนชิงหมิงช่วยผลัดแปั้งให้
ระหว่างที่ผลัดแปั้งได้เพียงครึ่งทาง เชวียหนิงหรานได้เอ่ยขึ้นว่า “ใช่แล้วชิงหมิง เรื่องไฉ่เยวี่ยจะทำยังไงดี?”
ต้วนชิงหมิงตอเสียงตํ่า “จะให้ทำยังไงได้? ใครเป็นคนสร้างเรื่องก็ต้องเป็นคนแก้ปัญหา ในเมื่อคุณชายรองหลินไม่
ยอมปล่อยเนี่ยไฉ่เยวี่ย พวกเราก็หาวิธีให้เขายอมปล่อยมือก็สิ้นเรื่อง?”
“จะให้คิดหาวิธีอะไรดี? ถ้าเขาไม่ยอมปล่อยเนี่ยไฉ่เยวี่ยจะทำยังไง?” เชวียหนิงหรานถามกลับ
ต้วนชิงหมิงตอบเสียงเรียบ “เรื่องนี้ต้องมาหาเหตุผลว่าทำไมคุณชายรองหลินถึงไม่ยอมปล่อยไฉ่เยวี่ย… ไม่รู้ว่า
เป็นเพราะไฉ่เยวี่ยทำลายความสุขของเขา จึงย้อนกลับมาแก้แค้น หรือว่าไม่อยากเห็นไฉ่เยวี่ยมีความสุข หรือว่าหาใคร
แต่งงานก็ได้จะได้หลุดพ้นจากการควบคุมของท่านพ่อท่านแม่ของเขา?”
เชวียหนิงหรานเงยหน้าขึ้นมองต้วนชิงหมิงด้วยแววตาที่กระหายใคร่รู้
“เอาล่ะ เจ้าผลัดแปั้งให้เสร็จก่อน แล้วไปหาพี่ชาย ส่วนเรื่องที่เหลือขอเวลานั่งคิดทบทวนก่อนแล้วจะบอกไป”
ต้วนชิงหมิงรับปากใครแล้วไม่มีทำไม่ได้ ด้านเชวียหนิงหรานที่ได้ฟังก็ยิ้มแย้มด้วยความสุขใจ ก้มหน้าก้มตาผลัด
แปั้งต่อโดยเร็ว
ต้วนชิงหมิงมองไปที่เชวียหนิงหราน พลางคิดเรื่องของคุณชายรองหลิน ถึงสาเหตุที่อยากแต่งงานกับเนี่ยไฉ่เยวี่ย
จนตัวสั่น
ดูท่าแล้ว นางต้องหาเวลาไปพบหน้าคุณชายรองหลินผู้นี้เสียหน่อยแล้ว จะได้ถือโอกาสดูท่าทีและความคิดของ
เขาไปพร้อมกัน
เชวียจื่อซวนนั่งรออยู่ห้องโถงรับรองโดยมีต้วนเจิ้งและตู้ชิงหรวนที่กำลังตั้งท้องนั่งรับแขก ในแต่ละวันต้วนเจิ้ง
เอาแต่ดูแลตู้ชิงหรวนอย่างไม่คลาดสายตา ด้วยกลัวว่านางจะเดินไม่ระวังและโรคที่เป็นอยู่อาจกำเริบได้ทุกเมื่อ ดังนั้นต่อ
ให้เชวียจื่อซวนนั่งอยู่ด้วย ต้วนเจิ้งก็ไม่ลืมระวังเรื่องความปลอดภัยของตู้ชิงหรวนทุกฝีก้าว
ต้วนเจิ้งหันหน้ามาถามเรื่องราวในจวนเชวียว่ากลมเกลียวกันเป็นอย่างดีแล้วใช่ไหม จากนั้นก็ถามเรื่องทั่วๆ ไป
ทางด้านตู้ชิงหรวนไม่ได้ถามอะไรมาก นางเพียงถามขึ้นประโยคหนึ่งเวลาที่ต้วนเจิ้งเปลี่ยนหัวข้อที่พูดคุย นอกนั้น
นางก็เอาแต่นั่งนิ่งเงียบฟังสองคนสนทนาพาที
เชวียจื่อซวนออกปากแสดงความยินดีกับตู้ชิงหรวนไม่หยุด ในใจก็แอบอิจฉาอยู่ไม่น้อย
ทั้งสองคนสนทนากันต่อไป จนกระทั่งเชวียหนิงหรานเดินเข้ามาพร้อมกับต้วนชิงหมิง พวกนางมาด้วยใบหน้า
แจ่มใส ราวกับพูดคุยกันอย่างมีความสุข
เชวียจื่อซวนหันไปยิ้มให้ต้วนเจิ้ง “น้องรองของกระผมจะดีใจทุกครั้งที่ได้พบปะต้วนชิงหมิงขอรับ!”
ตั้งแต่ที่บอกว่าต้วนอวี้ต้องเดินทางออกนอกเมืองหลวง เชวียจื่อซวนก็พบว่าเชวียหนิงหรานต่างมีสีหน้าที่เป็น
กังวล จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ต่อให้เห็นเชวียหนิงซวนกับตัวเขาก็แค่ทักทายตามมารยาท ถามคำตอบคำไม่เกินไป
กว่านี้… ตอนนี้เห็นนางกับต้วนชิงหมิงคุยกันอย่างมีความสุข เชวียจื่อซวนอดไม่ได้ที่จะมีความสุขตามไปด้วย!
ทางด้านตู้ชิงหรวนได้ฟังก็อดหัวเราะออกมาเสียมิได้ “พูดตามตรง ปั้าก็ไม่เคยเห็นหลานสาวคนไหนสนิทสนมกับ
ชิงหมิงขนาดนี้มาก่อน… วันหน้า หากหลานสาวมาที่จวนต้วนจะมาอยู่ทั้งวันก็ย่อมได้ ในเรื่องจะได้คึกคักขึ้นมาบ้าง”
ได้ยินประโยคข้างต้น เชวียจื่อซวนก็แสดงสีหน้าเจื่อนๆ แล้วหาเรื่องอื่นขึ้นมาสนทนาแทน
ตู้ชิงหรวนพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่เชวียจื่อซวน จนจิตใจของนางเต้นรัวไม่สงบลงเสียที