การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 886 ยากจะได้พบหน้ากันอีก
ต้วนอวี้มองท้องนภาอย่างเบื่อหน่าย ไม่รู้ว่าจะรํ่าเรียนเตรียมตัวสอบมากมายอะไนขนาดนี้
ถึงแม้ต้วนอวี้คิดแบบนี้ ทว่าไม่กล้าเอ่ยตอบแม้แต่คำเดียว
ทางด้านอาจารย์กับต้วนเจิ้งที่กำลังเล่นหมากล้อมอยู่ อาจารย์รู้สึกได้ว่าฝีมือของต้วนเจิ้งสูงส่งจึงเล่นต่อไป
กระทั่งลืมไปว่าจะทดสอบความรู้ของต้วนอวี้
ยิ่งไปกว่านั้นความรู้ที่ต้วนอวี้มีไม่จำเป็นต้องเรียนและเตรียมตัวหนักหนาอีกแล้ว อาจารย์จึงเลือกไม่เอ่ยถึงความรู้
ที่จะสอนและทดสอบ
ต้วนอวี้ยืนอยู่ข้างหลังทั้งสองคนโดยไม่ได้ขยับเขยื้อนตัว จนเกิดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา “ท่านพ่อกับอาจารย์ค่อยๆ
เล่นกันนะขอรับ อวี้เอ๋อร์ขอตัวไปทบทวนตำราก่อน!”
อาจารย์หันไปโบกมือให้ต้วนอวี้ แสดงความหมายว่าเขาสามารถไปได้แล้ว
ต้วนอวี้ดวงตาลุกวาว หันไปทำความเคารพต้วนเจิ้งและอาจารย์ จากนั้นค่อยๆ เดินออกไป
เมื่อชวนเอ๋อร์เห็นอาจารย์ไม่ทดสอบความรู้ต้วนอวี้ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ถ้าเขาทำให้คุณชายใหญ่พลาดการ
เรียนอาจเป็นเรื่องใหญ่ได้
พอต้วนอวี้เดินทางไปถึงคฤหาสน์ของเหยียนหลิ่งอวี๋ องค์ชายกำลังนั่งจิบชาอย่างสำราญใจ และเอ่ยถามโดยไม่
เงยหน้า “เจ้ามาแล้วหรือ?”
กลิ่นหอมของนํ้าชาค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ ปรากฏใบหน้าที่หล่อเหลาขององค์ชายสามขึ้นมา
ต้วนอวี้แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเกรงใจเหยียนหลิ่งอวี๋แม้แต่น้อย พอเข้ามาแล้ว เขาก็นั่งลงตรงข้ามเหยียนหลิ่งอวี๋พูด
อย่างตรงประเด็น “มีละครสนุกเมื่อไหร่ เจ้าบอกข้ามาเลย!”
ช่างน่าขันสิ้นดี อีกไม่กี่วันก็ถึงวันสอบจอหงวนแล้ว ถ้าไม่ใช่มาดูพวกตํ่าช้าที่ทำร้ายต้วนชิงหมิงแล้วละก็ คุณชาย
ใหญ่อย่างข้าไม่มีทางทิ้งตำรามาดูละครฉากนี้ให้เสียเวลาหรอก!
เหยียนหลิ่งอวี๋เงยหน้ามองฟั้ายิ้มอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง “จะดูละครฉากสนุกทั้งที ต้องมีความอดทนรอหน่อยสิ!”
ต้วนอวี้พูดอย่างเย็นชาใส่เหยียนหลิ่งอวี๋ “ข้ารู้แต่ว่าถ้าละครที่เจ้าเขียนจดหมายมาบอก ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป
เหยียนหลิ่งอวี๋ เราได้เห็นดีกันแน่!”
ในที่สุด เหยียนหลิ่งอวี๋ก็หันหน้ากลับมามองต้วนอวี้และพูดสบายๆ “เจ้าวางใจได้ ถึงตอนนั้นหวังว่าเจ้าจะไม่ร้อง
อย่างเสียอาการก็พอแล้ว!”
ต้วนอวี้สะบัดหน้าไปทางอื่น ด้วยมิอยากเปลืองนํ้าลายกับเหยียนหลิ่งอวี๋อีก
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ระหว่างเหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนอวี้ต่างขัดหูขัดากัน ไม่มีใครยอมใคร แต่ถ้าอีกฝั่ายเกิด
เรื่องขึ้น ต่างฝั่ายต่างจะเข้าไปช่วยโดยไม่คิดชีวิต
สงสัยความสนิทสนมของบุรุษมักจะแสดงออกมา ในยามที่อีกฝั่ายเจอเรื่องหน้าซิ่วหน้าขวาน ไม่ก็พบกับความเป็น
ความตายกระมัง
จิตใจต้วนอวี้ในเวลานี้ไม่ได้สบอารมณ์มากมายนัก เขาเริ่มลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวเดินไปที่ด้านนอกประตู
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงเอ่ยถามขึ้น “เจ้าจะไปที่ไหน?”
ต้วนอวี้ตอบโดยไม่หน้ากลับไปมอง “ข้าให้คนนำจดหมายไปส่งให้เจ้งจี๋ แจ้งว่าอีกสองวันจะถึงวันสอบจอหงวน
แล้ว แต่เจ้านี่เอาแต่ทำงานที่ร้านไม่สนใจอะไร แต่ท่านพี่ชิงหมิงบอกเจิ้งจี๋เป็นคนมีความสามารถ อยากให้ข้าช่วยลากเขา
ไปด้วย!”
“นี่เป็นคำพูดของต้วนชิงหมิงอย่างนั้นหรือ?” เหยียนหลิ่งอวี๋แปลกใจ
เหยียนหลิ่งอวี๋พบว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนที่คาดการณ์เรื่องราวในอนาคตได้แม่นยำจนน่ากลัวคนหนึ่ง ดูอย่างเรื่อง
ของหลิวยวน เมื่อก่อนเหยียนหลิ่งอวี๋ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้วนชิงหมิงต้องคอยเอาอกเอาใจ กระทั่งรับเข้ามาอยู่ในจวนต้
วนระยะหนึ่ง แต่หลังจากที่หลิวยวนกลับไปสู่ตระกูลของท่านเสนาบดี ความสำคัญของเขาก็ต่างไปจากเมื่อก่อนโดยสิ้น
เชิง มาถึงตอนนี้ยังจะมีเจิ้งจี๋อีกคน……
ทันใดนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋นึกถึงมาได้ เจิ้งจี๋ผู้นี้คือคนที่ครั้งก่อน ต้วนชิงหมิงให้แม่นมหนิงนำยาไปให้เขา
แต่เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ได้สืบโคตรเหง้าบรรพบุรุษของเจิ้งจี๋อย่างละเอียดแล้ว กลับไม่พบความพิเศษวิโสอะไร ไม่รู้ว่า
เขามีดีอะไรทำให้ต้วนชิงหมิงต้องให้ความสำคัญขึ้นมา
หรือว่าในวันข้างหน้าวันหนึ่งวันใด เจิ้งจี๋ผู้นี้จะมีชื่อเสียงขึ้นมา ถึงตอนนั้นสิ่งที่ตู้ชิงหรวน56อยากรู้คงกระจ่าง
ชัดเจน
ต้วนอวี้เดินออกไปได้ไม่นานก็เดินกลับเข้ามาในห้อง เขาให้คนไปส่งจดหมายให้เจิ้งจี๋จริง และกลับเข้ามาเพื่อรอ
คอยละครฉากสนุกที่เหยียนหลิ่งอวี๋กล่าวอ้าง
ท่าทางของทั้งสองดูแปลกพิลึก เหยียนหลิ่งอวี๋เอาแต่นั่งจิบนํ้าชา ต้วนอวี้เอาแต่แกล้งทำเป็นหลับตานอน จน
กระทั่งความมืดมิดปกคลุมคืบคลานไปทั่วท้องนภา องครักษ์ของเหยียนหลิ่งอวี๋ได้นำสำรับอาหารเย็นมาจัดวาง ต้วนอวี้
รีบกระโดดลงจากเก้าอี้ พูดเสียงดังฟังชัด “ข้าหิวแล้ว”
จากนั้นเขาก็ทะยานตัวเข้าไปหาอาหารที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างสวยงาม
เหยียนหลิ่งอวี๋ชายตามองต้วนอวี้อยู่แวบหนึ่ง จากนั้นเดินอย่างไว้ท่าวางมาดไปนั่งที่โต๊ะอาหารเย็น
ต้วนอวี้ที่จ้องอาหารด้วยตาลุกวาว กลับหัวเราะขึ้นมา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าไปเลียนแบบมา!”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองต้วนอวี้ด้วยสายตาที่งงงวยว่า “เลียนแบบ” หมายความว่าอะไรกัน?
ต้วนอวี้ชี้นิ้วไปที่โต๊ะอาหาร “เจ้าเห็นหรือยัง? อาหารทุกอย่างบนนี้ ท่านพี่ของข้าเคยทำมาเมื่อไม่กี่วันก่อน
นี่เอง……” `
พูดมาได้ครึ่งเดียว ต้วนอวี้ก็เดินเข้ามาใกล้เหยียนหลิ่งอวี๋ “เหยียนหลิ่งอวี๋สิ่งที่อยากบอกเจ้าคือ ต่อให้เจ้าไปหาพ่อ
ครัวแม่ครัวที่ดีที่สุดมา ก็ไม่มีทางสู้อาหารรสมือของท่านพี่ข้าไปได้หรอก เจ้าเห็นด้วยไหม?”
อาหารที่ถูกจัดวางบนโต๊ะ ล้วนเป็นรายการอาหารที่ต้วนชิงหมิงทำเองในวันนั้น… ทั้งปลานึ่งและอาหารเนื้อสัตว์
ผัดผักต่างๆ จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะ
เพียงแต่ว่าการตกแต่งจานอาหารล้วนประณีตบรรจงกว่าต้วนชิงหมิง เห็นได้ชัดว่าแม่ครัวอยากเลียบแบบอาหาร
ที่ต้วนชิงหมิงทำในวันนั้นให้เหมือนทั้งรสชาติและการตบแต่ง แต่ยิ่งเลียบแบบก็ยิ่งแหวกแนวผิดแปลกไป
ต้วนอวี้มองแค่ปราดเดียวพลันเข้าใจได้ทันที เหยียนหลิ่งอวี๋อยากทานอาหารที่ทำเหมือนต้วนชิงหมิงในวันนั้น
เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นไม่พูดไม่จา คำพูดของต้วนอวี้พูดได้ตรงประเด็นตรงจุด ไม่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะหาแม่
ครัวที่มีชื่อเสียงปานใด สุดท้ายรสชาติอาหารก็ไม่เหมือนที่ต้วนชิงหมิงทำสักจานเดียว
แต่ว่าบางจานดูเค็มไป บางจานดูจืดไป สรุปแล้วอาหารในวางเรียงรายอยู่ยรนโต๊ะนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ยังรู้สึก
เหมือนรสชาติผิดเพี้ยนไป
ต้วนอวี้เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋เงียบลงไป พลันรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นแทงใจดำของเหยียนหลิ่งอวี๋เข้าแล้ว เขาจึง
หัวเราะคิกคัก “เหยียนหลิ่งอวี๋ข้าพูดจี้ใจดำใช่ไหม?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ปรายตามองต้วนอวี้ด้วยท่าทีแบ่งรับไม่สู้ ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ พลางเอ่ยเสียงนิ่ง “เวลาทาน
อาหารเขาไม่พูดกัน!”
ต้วนอวี้วางตะเกียบตึ้งลงบนโต๊ะ หันมองหน้าเขา “เห้อ เหยียนหลิ่งอวี๋ ข้าจะบอกความจริงให้ว่าทำไมอาหารที่
ทำนี้รสชาติไม่เหมือนที่ท่านพี่ของข้าทำ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองโดยไม่เอ่ยคำใด
อันที่จริงต้วนอวี้อยากยั่วเย้าให้เหยียนหลิ่งอวี๋อยากรู้อยากเห็น แต่นึกไม่ว่าเขากลับทานอาหารต่อไปโดยไม่แยแส
สิ่งที่ต้วนอวี้พูดสักนิดเดียว
ต้วนอวี้จึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เชอะ! เหยียนหลิ่งอวี๋! เจ้าต้องรู้จักจริงใจกับตัวเองหน่อยสิ ทั้งๆ ที่อยากรู็ใจ
แทบขาด ว่าทำไมอาหารที่ท่านพี่ของข้าทำแตกต่างกับแม่ครัวที่เจ้ามี แต่เจ้ายังแสร้งทำเป็นไม่สนใจ… ถ้าเจ้าไม่สนใจจริง
ทำไมต้องสั่งให้ห้องครัวทำอาหารเหล่านี้มาตั้งโต๊ะด้วย?”
เหยียนหลิ่งอวี๋หันหน้ามามองต้วนอวี้โดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
ต้วนอวี้กลับหัวเราะเสียงดังลั่นขึ้นมาอย่างชอบใจ
เหยียนหลิ่งอวี๋ช่างน่าขันสิ้นดี เห็นชัดๆ อยากรู้ใจจะขาด ถ้าจะแกล้งทำเป็นไม่สนใจก็ทำให้เหมือนกว่านี้หน่อย
เถอะ
ต้วนอวี้ยกมือขึ้นลูบจมูกไปมา พลางเอ่ยขึ้น “เอาล่ะเหยียนหลิ่งอวี๋ เห็นแก่ที่เรียกข้ามาดูละครฉากสนุกกับเลี้ยง
อาหารเย็น ข้าจะยอมบอกเจ้าแล้วกัน……”
ต้วนอวี้มองเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยท่าทางที่เหนือกว่า “เจ้าจงจำไว้ให้ดี ทำไมแม่ครัวถึงทำรสชาติได้ไม่เหมือนท่านพี่
ของข้า ข้อแรก เพราะนํ้าหนักมือไม่เหมือนกัน อาหารเหล่านี้ให้คนร้อยคนมาทำก็มีรสชาติที่ต่างกันเป็นร้อยรสชาติ ยิ่ง
อยากเลียนแบบให้เหมือนกัน ย่อมเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เลย”
เหยียนหลิ่งอวี๋ใช้สายตาลุกวาวจ้องมองโดยไม่เอ่ยคำใด
ต้วนอวี้ใช้ตะเกียบเคาะโต๊ะตึงๆ “ข้อสอง เป็นเพราะคนที่ทานอาหาร!”
เหยียนหลิ่งอวี๋พูดตะกุกตะกักออกมา “เจ้าบอกว่าเป็นเพราะคนที่ทานอาหารอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว เพราะบรรยากาศยังไงล่ะ หรือว่าเจ้าไม่เคยได้ยินที่คนมักชอบพูดกันว่า คนมีความรักดื่มนํ้ายัง
หวานชื่น นั่นไม่ใช่เพราะนํ้าไม่เหมือนกัน แต่เป็นเพราะคนที่ดื่มนํ้าต่างหาก เจ้าเข้าใจหรือยัง?” ต้วนอวี้ตอบ
เหยียนหลิ่งอวี๋ก้มหน้าเล็กน้อยครุ่นคิดถึงเหตุและผล ในที่สุดเขาก็เข้าใจขึ้นมาแล้ว
จากนั้นต้วนอวี้ยังคงตอบขยายความต่อไป “ที่เจ้าคิดว่าท่านพี่ของข้าทำอาหารรสอร่อย แตกต่างจากคนอื่นที่ทำ
นั้น เป็นเพราะว่าเจ้าชอบท่านพี่ของข้ายังไงล่ะ ด้วยเหตุนี้นางทำอะไรเจ้าก็เห็นว่าดีว่างามไปทั้งหมด ในตอนที่เจ้าทาน
อาหารนั้น ไม่ใช่ว่าทานธรรมดา แต่ทานเพราะคนที่ชอบเป็นคนทำ ในใจของเจ้าจึงเกิดหวานชื่น ที่ได้ลิ้มรสอาหาร แต่ดู
อย่างตอนนี้สิ เจ้านั่งทานอาหารหัวเดียวกระเทียบลีบ ต่อให้เป็นอาหารเลิศรสเพียงใด หากเจ้าไม่มีความชอบในอาหารที่
ทาน รสชาติย่อมผิดเพี้ยนและแตกต่างไม่เหมือนเดิม!”
ดูเหมือนเหยียนหลิ่งอวี๋จะเข้าใจในจุดนี้จึงวางตะเกียบลง และหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาเช็ดอย่างวางมาด ก่อนหันไป
เอ่ยเสียงเรียบกับต้วนอวี้ “เจ้าอย่ามัวแต่พูดเลย… อาหารจะเย็นหมดแล้ว!”
ใบหน้าต้วนอวี้ที่เต็มไปด้วยความสุขกลับหยุดลงในฉับพลัน
เหยียนหลิ่งอวี๋ช่างน่าฆ่าให้ตายๆ ไปซะ แค่คำขอบคุณสักคำเดียวพูดออกจากปากมันยากขนาดนั้นเชียวหรือ ยัง
มีหน้ามาทำท่าทำทางถือไพ่เหนือกว่า ไม่รู้ทำแบบนี้ให้ใครดูกัน
ต้วนอวี้พูดขึ้นอย่างขัดเคือง “เหยียนหลิ่งอวี๋รู้หรือไม่ ทำไมท่านพี่ของข้าถึงไม่ชอบเจ้า?”
ต้วนชิงหมิงไม่ชอบเหยียนหลิ่งอวี๋?
เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับขมวดคิ้วขึ้น อยากฟังที่ต้วนอวี้กำลังจะพูดต่อไป
ต้วนอวี้จึงเอ่ยอย่างเย็นชา “เจ้านี่มันปากว่าตาขยิบ จองหองพองขน เสแสร้งแกล้งทำเก่งเป็นที่สุด”
เดิมทีคิดว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะโกรธจนลมออกหู แต่เขากลับยกมือขึ้นลูบจมูก พูดเพียงว่า “ยังมีอะไรจะด่าอีก
ไหม?”
ต้วนอวี้จ้องอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อเหยียนหลิ่งอวี๋ “มีสิ มีแน่นอน แต่ปัญฆาคือเจ้าฟังข้าว่ามาตั้งเยอะ ยังทำ
เป็นหูทวนลมอีก ไม่เหนื่อยบ้างหรือยังไง?”