การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 9 เล่ห์เหลี่ยมของต้วนอวี้หราน
นางจะไม่ช่วยเขาเพราะนางไม่ต้องการของสิ่งนี้จึงเลือกที่จะปฏิเสธไป
ปฏิเสธโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
ต้วนชิงหมิงควบคุมอารมณ์ค่อยๆ ส่ายหน้าอย่างช้าๆ “ของสิ่งนี้ ข้าช่วยเจ้าไม่ได้เจ้าเดินไปตามทางทิศตะวันออก
เฉียงเหนือจะพบทางออก เมื่อถึงยามเหมา[1] ผู้ดูแลจวนจะมีการเปลี่ยนเวร ให้เจ้าใช้โอกาสนี้หนีออกไป”
ต้วนชิงหมิงพูดจบจึงเดินออกจากถํ้าไปด้วยท่าทางสง่างาม
เวลาผ่านไปจนดึกดื่นแสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบพื้นในวันไหว้พระจันทร์ที่หนึ่งปีจะมีเพียงครั้งแต่การกลับ
ชาติมาเกิดและเส้นทางการแก้แค้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!
ความจริงแล้วเมื่อครู่ต้วนชิงหมิงได้ชั่งใจแล้วนางรู้ว่าถ้ารับของชิ้นนั้นมา นางจะต้องกลายเป็นพวกเดียวกันกับ ‘อ
วี่เหมิง’ และวันข้างหน้านางอาจขอใช้อำนาจของอีกฝั่ายเพื่อช่วยเรื่องของนางได้
แต่นี่เป็นแค่เพียง ‘การคาดเดา’ และ ‘ความน่าจะเป็น’เท่านั้น
สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนก้อนเมฆและสายรุ้งดูเหมือนจะสำเร็จได้โดยง่ายซึ่งความจริงคงเป็นไปได้ยากแต่ภัยที่จะตาม
มานั้นจริงแท้แน่นอน!หากจะเปรียบกับเส้นทางยังต้องมาถึงทางแยกเข้าสักวัน จิตใจของคนก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
เช่นกันหากนางเอาของไปมอบให้คนผู้นั้น ไม่แน่ว่าอาจจะถูกฆ่าปิดปากก็เป็นได้การเลือกเส้นทางนี้สำหรับนางจึงเสี่ยง
เกินกว่าจะเอาตัวเองเข้าไปแลกกับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาไม่สู้เอาเวลาไปคิดวางแผนเสียดีกว่า
การกลับชาติมาเกิดใหม่ของต้วนชิงหมิงครั้งนี้นางจึงปฏิเสธทุกความเสี่ยงหากเป็นไปได้นางจะไม่เลือกสิ่งที่อาจจะ
เป็นอันตรายต่อนางทั้งคน สิ่งของรอบข้างแม้กระทั่งของที่เคยมีในชาติที่แล้วก็ตาม
ทว่าทุกเรื่องราวทุกผู้คนคงไม่สมดังใจเสมอ
เพราะนางเลือกที่จะไม่รับธนูชวนเย่ว์กงจึงพลาดโอกาสแต่หากชะตาฟั้าลิขิตแล้ว มีหรือว่าของชิ้นนี้จะไม่กลับมา
อยู่ในมือของนางอีก?
ไม่มีใครล่วงรู้คำตอบนั้น!
ด้านหลังต้วนชิงหมิงชายชุดดำถึงกับตะลึงและใช้มือกำธนูชวนเย่ว์กงแน่นจนเลือดไหลลงมาที่ปลายนิ้วดวงตาโหล
ลึกดำขลับแสดงให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด
นางบอกแล้วว่านางไม่ต้องการมัน
นางไม่สนใจของลํ้าค่า? ยอมทิ้งโอกาสดี แต่ก็เท่ากับละทิ้งซึ่งภัยอันตราย
ปฏิเสธไม่ได้ว่านางเลือกได้ชาญฉลาดมากเสียจนหาตัวจับได้ยาก
ต้วนชิงหมิงทำหน้าเคร่งขรึมเดินออกจากถํ้าเจี่ยซานแสงจันทร์ตกกระทบลงมาบนร่างของนาง เผยให้เห็นด้านที่
สวยงามอ่อนโยนยากที่จะบรรยายออกมา
ทว่าเลือดยังคงไม่หยุดไหล!
กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาลอยมาตามลมคล้ายชำระกลิ่นคาวเลือดรอบตัวต้วนชิงหมิงรวมทั้งพัดเอาความรู้สึกที่
หนักอึ้งในใจออกไป นางเงยหน้ามองท้องฟั้าพลางถอนหายใจก่อนจะค่อยๆ ยิ้มออกมา ในเมื่อกลับมาเกิดใหม่แล้ว เรื่อง
ราวทั้งหมดอาจเปลี่ยนไปเช่นนั้นก็เริ่มต้นใหม่ทั้งหมดแล้วกัน
เนื้อตัวสกปรกทั้งผมแลดูยุ่งเหยิงทำให้ต้วนชิงหมิงไม่มีกะจิตกะใจในการเดินเล่นอีกแล้วนางจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าผูก
คอปิดบาดแผลไว้แล้วจึงเดินพาเซี่ยเฉ่าเอ๋อร์ที่ตกใจจนร้องไห้กลับห้อง “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เราก็กลับกันเถอะ”
คํ่าคืนวันไหว้พระจันทร์ที่ต้วนชิงหมิงได้ปรากฏตัวอย่างเต็มตัวหลิวหรงน่าจะรู้ตั้งแต่แรก ทว่าผ่านมาสามวันนางก็
ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
ต้วนชิงหมิงเดิมทีรอหลิวหรงมาหาเรื่องถึงห้องนางจะได้ตอกกลับไป แต่ใครจะไปคิดว่าเช้านี้กลับเป็นต้วนอวี้หรา
นมาชวนนางไปเดินตลาด
วันนี้ต้วนอวี้หรานแต่งตัวอย่างเอิกเกริกชุดกระโปรงยาวสีม่วง ทุกก้าวเยื้องย่างจนปินที่ปักอยู่บนหัวหลายอันส่าย
ไปมานางคิดว่าทำแบบนี้แล้วดูงดงามแต่ในสายตาต้วนชิงหมิงกลับคิดว่าไร้เดียงสาเป็นที่สุด
ความงดงามที่แท้จริงไม่ได้มาจากเครื่องประดับลํ้าค่าแต่กลับเป็นจิตใจที่สะอาดและท่าทีที่สุขุมไม่ใช่อย่างต้วนอวี้
หรานที่กลัวว่าของลํ้าค่าในแผ่นดินจะหามาใส่หัวตัวเองไม่ได้
นางรู้สึกเหนื่อยแทนต้วนอวี้หรานเสียจริง
ต้วนอวี้หรานเดินผ่านประตูมาก็เข้ามาจับมือต้วนชิงหมิงตามอำเภอใจร้องอยากจะไปเดินเล่น ต้วนชิงหมิงหัวเราะ
ตอบรับไปในเมื่อต้วนอวี้หรานเสแสร้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไรนางก็ไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทางที่โกรธแค้นกลับไป
แววตาของต้วนอวี้หรานคลายลงราวกับมีความโล่งใจเมื่อต้วนชิงหมิงตอบรับดูท่าแล้วหากต้วนชิงหมิงไม่ออกไป
ด้วย นางคงพลาดอะไรสักอย่างไป
ต้วนชิงหมิงมองท่าทางต้วนอวี้หรานด้วยสายตาเย็นชานางหัวเราะเล็กน้อย เช่นนี้ก็ดี ต้วนอวี้หรานข้ากำลังนึกอยู่
เชียวว่าจะหาโอกาสไหนสั่งสอนเจ้าใครจะไปรู้ว่าวันนี้เจ้าจะมารนหาเรื่องถึงที่
ต้วนชิงหมิงรีบเก็บข้าวของออกไปกับต้วนอวี้หรานพร้อมแม่นมเถียนและเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
ในเมื่อรู้ว่าแม่นมเถียนเป็นคนของต้วนอวี้หรานเช่นนั้นจะให้สองคนนี้อยู่ด้วยกันหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วไม่ได้ให้
สองคนนี้เป็นคนรับเคราะห์นางจะมีความสุขได้อย่างไร
รถม้าใกล้ถึงตลาดน่าวซื่อต้วนอวี้หรานมีท่าทางผิดปกติ ถามนู้นถามนี่กับต้วนชิงหมิงตลอดทาง
นางทำเป็นลืมตาข้างหลับตาข้างไม่ว่าต้วนอวี้หรานจะถามอะไร นางก็จะพยักหน้าตอบอย่างขอไปที ยิ่งถูกคาด
คั้นมากเข้าก็เลือกที่จะตอบคำถามให้น้อยคำที่สุด
เมื่อต้วนอวี้หรานเห็นว่าต้วนชิงหมิงไม่คึกคักนางก็รู้สึกเบื่อหน่ายแต่พอหันไปเห็นสายตาของแม่นมเถียนที่อยู่ด้าน
ข้าง นางก็จะยิ้มและชวนต้วนชิงหมิงคุยต่อไป
ต้วนชิงหมิงหาวขึ้นมาเพราะรู้สึกง่วงเหมือนไม่มีแรงจะมาสนใจเรื่องที่นางชวนคุยต้วนอวี้หรานกระทืบเท้าพลาง
มองไปที่ต้วนชิงหมิงเหมือนพร้อมจะระเบิดออกมาด้วยความโกรธ
ทางด้านแม่นมเถียนเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงหันไปทางต้วนชิงหมิง “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ คุณหนูรองชวนคุณหนูใหญ่คุย
แต่คุณหนูกลับไม่สนใจเลยคุณหนูรองคงเสียใจมากนะเจ้าคะ”
ต้วนชิงหมิงหัวเราะอย่างเย็นชาพลางนึกขึ้นมาในใจตกลงว่า……เจ้าเป็นแม่นมของใคร ถึงกล้าช่วยพูดให้กันขนาด
นี้!
ต้วนชิงหมิงหัวเราะพลางหันไปทางแม่นมเถียน “แม่นมพูดเช่นนี้หมายความอย่างไรน้องสาวเห็นข้าก็มีท่าทีร่าเริง
ทั้งยังลากข้ามาด้วยอีกพูดเช่นนี้ไม่รู้หรือว่าข้าอาจจะเสียใจได้”
ได้ฟังต้วนชิงหมิงพูดนางถึงกับนิ่งไป
ต้วนอวี้หรานเห็นเช่นนั้นจึงไม่มีอารมณ์ที่จะพูดคุยด้วยอีกได้แต่หันหลังกลับไปไม่สนใจต้วนชิงหมิง
เมื่อน้องสาวต่างมารดาไม่มายุ่มย่ามนางจึงหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
ใกล้ถึงตลาดน่าวซื่อ……ทันทีที่รถม้าจอดสนิทต้วนอวี้หรานพลันร่าเริงขึ้นมาอีกครั้งนางขยับตัวลุกขึ้นมาอย่าง
รวดเร็วราวกับกลัวว่าจะโดนแย่งลงรถม้า “พี่สาว ข้าขอลงก่อน”
ด้วยความสูงของรถม้าทำให้นางต้องเหยียบเก้าอี้ตัวเล็กเพื่อลงไปถึงพื้นทางเดิน
“คุณหนูรอง ช้าหน่อยเจ้าค่ะ” แม่นมเถียนพูดขึ้นอย่างรีบร้อนตามต้วนอวี้หรานลงไปโดยไม่ตั้งใจ
ต้วนชิงหมิงยืนมองทั้งสองคนจากบนรถม้าก็ยิ้มขึ้นอย่างเย็นชาแม่นมเถียน……ชาติที่แล้วคงจะเอ็นดูต้วนอวี้หราน
ไม่น้อยจริงๆ เดิมทีต้วนชิงหมิงรู้สึกว่าแม่นมเถียนแค่เอ็นดูต้วนอวี้หรานเท่านั้นแต่ตอนนี้……เกรงว่านางคงคิดว่าต้วนอวี้
หรานเป็นเจ้านายตัวจริงกลับเป็นข้าที่ไม่มีตัวตนอย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงกำมือแน่นไม่พูดอะไรทอดสายตามองไปยังเก้าอี้ตัวเล็ก ที่ค่อยๆ ถูกขยับ จากนั้นจึงได้แต่เบะปาก ลูก
ไม้ตื้นๆเหมือนกับชาติที่แล้ว อยากจะให้นางอับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คนงั้นหรือ?
“คุณหนูใหญ่ คุณหนูรองลงมาแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูก็ลงมาเร็วๆ เถอะเจ้าค่ะ” แม่นมเถียนยืนเรียกต้วนชิงหมิงอยู่
ด้านข้างรถม้า
นางไม่สนใจคำพูดแม่นมเถียนค่อยๆ เดินออกมาอย่างเชื่องช้า หางตาของนางเห็นคนขับรถม้าทำท่าจะเข้าไปช่วย
ขยับเก้าอี้ให้เข้าที่แต่สายตาของแม่นมเถียนที่หันไปมองทำให้เขาไม่กล้าขยับ
ต้วนชิงหมิงรู้ถึงสถานการณ์ที่เตรียมไว้ตรงหน้าขาของนางค่อยๆ เหยียบลงไปบนเก้าอี้ทำทีเหมือนใช้แรงมากทว่า
ที่จริงแล้วกลับไม่ได้ใช้แรงแม้แต่น้อยนางแสร้งทำท่าทางให้ต้วนอวี้หรานรู้ว่านางกำลังเตรียมลงแล้ว
……
[1]ยามเหมา คือ การบอกเวลาสมัยโบราณ เวลาประมาณตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า