การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 911 จุดจบที่งดงาม (2)
จะเกิดเรื่องขึ้นกับต้วนชิงหมิงมิได้เด็ดขาด! จะให้เกิดขึ้นมิได้โดยเด็ดขาด
เหยียนหลิ่งอวี๋กำมือไว้แน่นถนัด ทุบมาที่อกพยายามฝืนกดให้ทุกสิ่งทุกอย่างสงบลงไป จนกระทั่งเวลาผันผ่านไป
นานกว่าจิตใจของเหยียนหลิ่งอวี๋จะสงบลงได้ เขาได้ก้มหน้าพึมพำ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องทำให้นางปลอดภัยให้ได้!”
สิ้นเสียงเหยียนหลิ่งอวี๋ พวกลั่วสุ่ยต่างชะงักและหันสบตากันอย่างงงงวย
องค์ชายไล่ตามจากต้าม่อมาจนถึงตรงนี้ แม้วันเวลาจะผันผ่านไปแต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความโหยหา ใน
สถานการณ์เช่นนี้เหมือนเห็นความหวังส่องสว่างขึ้นมา มีหรือที่จิตใจขององค์ชายจะไม่รู้สึกดี
ลั่วสุ่ยกระโดดขึ้นหลังม้า โบกมือให้พรรคพวกวิ่งไล่ตามไปด้วยกัน!
ทุ่งหญ้าที่กว้างไกลทอดสายตาเห็นความเขียวขจีเป็นพันลี้
พวกของลั่วสุ่ยได้ควบอาชาไล่ไปตามทางที่คนเลี้ยงสัตว์บอก ทว่าตลอดทางกลับไม่พบต้วนชิงหมิง
ด้วยระยะทางยี่สิบสามสิบลี้ เหยียนหลิ่งอวี๋และพวกเห็นเพียงทุ่งหญ้าตลอดทางโดยไร้ซึ่งเงาของต้วนชิงหมิง
ลั่วสุ่ยจึงใช้แส้บังคับม้าให้ทะยานไปข้างหน้าเพื่อตามเหยียนหลิ่งอวี๋ให้ทัน “องค์ชายไม่เจอพวกเขาแม้แต่เงา
ขอรับ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปโดยรอบด้วยแววตาที่ดูไร้แสงแห่งความหวัง ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดเรื่องใดอยู่
ลั่วสุ่ยได้เรียกคนเลี้ยงสัตว์ที่เต็มใจชี้ทางให้พวกเขา เพื่อสอบถามว่าแถวนี้มีคนแปลกหน้าได้ผ่านมาบ้างหรือไม่
หรือพอจะมีที่ที่สามารถซ่อนตัวได้บ้างหรือเปล่า
คนเลี้ยงสัตว์ครุ่นคิดก่อนตอบว่า “แถวนี้ไม่มีที่ที่เจ้าว่าออกมา แต่พอจะมีอยู่ที่สระตรงหนานจ่าวเจ๋อ”
ทันทีที่ลั่วสุ่ยได้ฟังรีบถามในทันที “สระหนานจ่าวเจ๋อคือที่ไหน?”
คนเลี้ยงสัตว์จึงอธิบายว่า “สระหนานจ่าวเจ๋อเป็นที่ที่ฝั่าบาทได้พระราชทานให้ ที่นั้นเป็นดินโคลนที่มีร้อนอุ่นไหล
รินอยู่ตลอดเวลา ได้ยินว่าที่นั่นเป็นสระมหัศจรรย์สามารถรักษาโรคประหลาดมากมายได้ชะงัก”
เหยียนหลิ่งอวี๋ปรายตามองคนเลี้ยงสัตว์โดยไม่รู้ว่ากำลังคิดเรื่องใดอยู่
ลั่วสุ่ยตะลึงไปชั่วขณะ เหตุใดเขาถึงไม่เคยได้ยินสถานที่อัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน
คนเลี้ยงสัตว์ถือโอกาสอธิบายต่อไป “สถานที่นั้นห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก ห่างจากที่นี่ประมาณยี่สิบสามสิบลี้ หาก
พวกเจ้าอยากไป ข้าจะนำให้เอง!”
ลั่วสุ่ยส่งสายตาให้เหยียนหลิ่งอวี๋ และเขาได้พยักหน้ารับ
จากนั้นคนเลี้ยงสัตว์ได้กระโดดขึ้นหลังม้านำทางเหยียนหลิ่งอวี๋ไปสระหนานจ่าวเจ๋อ
สิ่งสำคัญคือเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้จับต้วนชิงหมิงพาดบนหลังม้าวิ่งไปทางทิศตะวันตก
ต้วนชิงหมิงที่นั่งบนหลังม้าด้วยอาการอยากอาเจียน และพยายามดิ้นสุดชีวิตเพื่อให้หลุดลงจากหลังม้า แต่
กระนั้นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับจับนางไว้แนบแน่นยิ่งกว่าเดิม
ต้วนชิงหมิงไอออกมาอย่างแรงจนเลือดกระเด็นลงพื้น เหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่เห็นก็หัวเราะเยาะเสียงยาวยืด “เหอะ
เหอะ… ต้วนชิงหมิง ถ้าเจ้าจะตายก็ต้องตายในอ้อมกอดของข้าเท่านั้น!”
หลังจากนั้นเขาคว้าต้วนชิงหมิงเข้ามาในอ้อมอกกอดรัดไว้แน่น
นึกไม่ถึงว่านางจะไอจนซีดหน้าซีดขาวไปหมด
ไม่รู้ว่าต้วนชิงหมิงไออยู่อย่างนั้นนานเพียงใด เมื่อมือที่ปิดปากของนางเปิดออก เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงเห็นเลือดเต็ม
มือของนางไปหมด
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่ไม่พบต้วนชิงหมิงเพียงไม่กี่เดือน กลับเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
หลังจากที่ไออย่างหนัก ในที่สุดนางก็ฝืนพูดอย่างกระอักกระอ่วน “เหยียนหลิ่งเจวี๋ย ข้าใกล้จะตายแล้ว ขอให้เจ้า
ปล่อยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไป……”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจ้องเขม็งและกัดฟันกรอดๆ จากนั้นลั่นวาจาออกมาอย่างชิงชัง “ถ้าเจ้าตายแล้ว นางก็ต้องตาย
ตามเจ้าไปด้วย คนในจวนต้วนทุกคนต้องตามเจ้าไป!”
สายลมอันหนาวเหน็บพัดปอยผมที่ของต้วนชิงหมิงพริ้วไหวไปมา จนนางต้องหลับตาลงอย่างจนปัญญา
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยในเวลานี้ไม่ใช่องค์ชายใหญ่ที่หยิ่งยโสเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้เขามีแต่จิตใจที่ทะเยินทะยาน
ฝีปากร้ายกาจ ไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะพูดอย่างไรก็มิอาจทำให้เขาสะทกสะท้านได้เลย
องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ตะโกนบอกว่า “องค์ชาย คนของนางตามไล่มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเบิกตาโตแล้วสั่งการเสียงดัง “เอานางไปด้วย”
ต้วนชิงหมิงรู้ในใจว่าคงไม่ได้ให้ขึ้นบนหลังม้าอย่างแน่นอน ยังไม่ทันไรองครักษ์ได้นำเชือกยาวผูกข้อมือเซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์ไว้แน่น จากนั้นผูกติดกับหลังม้าเหยียนหลิ่งเจวี๋ย ก่อนรายงานว่า “องค์ชายเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยแสยะยิ้มช่วยร้ายให้ต้วนชิงหมิงที่ดิ้นอยู่ตลอด “ต้วนชิงหมิงยิ่งเจ้าขัดขืนมากเท่าไหร่ บ่าวใช้ของ
เจ้าต้องรับโทษมากขึ้นเท่านั้น!”
ต้วนชิงหมิงอยากเอ่ยปากห้ามปราม “เหยียนหลิ่งเจวี๋ยปล่อยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ประเดี๋ยวนี้ เจ้าจะให้ข้าทำอะไร ข้าจะ
ทำตามทุกอย่าง!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมองต้วนชิงหมิงตาแข็ง ก่อนพูดอย่างเย็นชา “มันสายไปแล้ว……”
ใช่แล้ว มันสายไปแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือนเก่าแล้ว
ในวันนั้นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ไล่ตามต้วนชิงหมิงที่พยายามทำทุกวิถีทางในการหนีการไล่จับ จนกระทั่งความอยาก
ได้ครอบครองต้วนชิงหมิงได้แปรเปลี่ยนเป็นการตามไล่ล่านางไปเสียแล้ว
แคว้นย่อยยับ บ้านเกิดเมืองนอนแตกสลาย ราชสำนักของต้าเซี่ยตกไปอยู่ในมือเหยียนหลิ่งอวี๋ จนเหยียนหลิ่งเจวี๋
ยมิอาจกลับไปได้ ชีวิตที่ดีของเขาจึงมิอาจย้อนกลับไปได้
รวมทั้งการกลับมาทวงความยุติธรรมในต้าม่อถือว่าประสบความสำเร็จได้ขึ้นเป็นผู้นำไปเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้เห
ยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่มีทางไปไหนได้
ชีวิตของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไร้ซึ่งจุดหมาย ดังนั้นเขาจึงไล่ล่าตามต้วนชิงหมิงมาเป็นเปั้าหมายในชีวิตเสียแทน
ตอนนี้ ต้วนชิงหมิงตกอยู่ในมือของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย สิ่งที่เขาอยากกระทำมากที่สุด เห็นจะเป็นการระบายความ
แค้นที่อัดอั้นอย่างช้าๆ ออกมา เพื่อทรมานต้วนชิงหมิง
ต้วนชิงหมิงถึงแม้ภายนอกจะดูอ่อนโยน แต่ภายในนั้นเป็นคนแข็งแกร่งดั่งภูผา ไม่ว่าจะทรมานหรือบีบบังคับนาง
เพียงใดก็ดูจะไร้ผล มีเพียงเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่เป็นจุดอ่อนของต้วนชิงหมิง และมิอาจปล่อยทิ้งไว้ลำพังได้
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยดึงบังเหียนม้าจนเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้น ต้วนชิงหมิงถึงกับร้องเสียงหลง
สนั่นไปทั่ว “เหยียนหลิ่งเจวี๋ย เจ้ากำลังจะทำอะไรนั่น รีบปล่อยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดี๋ยวนี้……”
ยิ่งต้วนชิงหมิงมีความหวาดกลัวขึ้นมามากเท่าไหร่ ในใจลึกๆ ของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น เขา
แสยะยิ้ม “นี่เป็นเพียงนํ้าจิ้ม ต้วนชิงหมิงของเด็ด มันอยู่หลังจากนี้ต่างหาก……”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หันไปพูดกับต้วนชิงหมิง “คุณหนูไม่ต้องห่วง บ่าวไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ”
พอกล่าวจบแล้ว เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็เอ่ยอย่างเยือกเย็น “ไม่รู้จักกลัวตายซะแล้ว!”
จากนั้นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ดึงบังเหียนม้าอย่างรวดเร็ว โดยที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ถูกดึงจนล้มเกลือกกลิ้งไปบนพื้น
ต้วนชิงหมิงทนดูต่อไปไม่ไหว รวบรวมเรี่ยวแรงกรีดร้องและใช้มือทุบไปที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย เพื่อหวังให้อีกฝั่ายหยุด
ม้าลง
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยิ้มอย่างสะใจก่อนจะดึงบังเหียนม้าให้หยุดลง จากนั้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็กลิ้งไปชนกับก้อนหินที่อยู่
ข้างทาง จนสติสัมปชัญญะดับวูบลงไปโดยไม่ทันได้พูด
ต้วนชิงหมิงตะโกนร้องเรียกเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อย่างสุดเสียง
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพลันหัวเราะอย่างสะใจ “เจ้ารู้จักความเจ็บปวดแล้วเหรอต้วนชิงหมิง? ข้าจะให้เจ้าลิ้มรสกับมัน
ต่อให้ต้องตายจากไปก็ต้องอยู่ในอ้อมอกของข้าเท่านั้น”
ต้วนชิงหมิงจ้องด้วยความเคียดแค้นไปที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย ด้วยผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิงพริ้วไหวไปตามลมและ
สีหน้าซีดขาว
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงพลิกตัวไปคว้ากริชที่อยู่บริเวณเอวของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย จนเขายิ่นมือคว้าห้ามไว้ไม่ทัน จนต้
วนชิงหมิงหยิบกริชนั้นไปจ่ออยู่ที่คอหอยของนางโดยไม่รีรอ
พอเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้เห็นได้พูดออกโกรธ “เจ้าบ้าไปแล้วเหรอ?”
“ถ้าเจ้ายังไม่ปล่อยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ข้าจะตายอยู่ตรงนี้แหละ…” ต้วนชิงหมิงลั่นวาจา
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยทำเพียงจ้องมองไปที่นาง “เจ้าคิดว่าข้าจะสนใจอย่างนั้นเหรอ?”
ต้วนชิงหมิงเป็นคนแค้นของเขา ไม่ต้องบอกว่าตายครั้งเดียว ต่อให้นางตายเป็นร้อยครั้ง เหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็ไม่มี
ทางแลตามองอีก
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วและแสยะยิ้มออกมา จากนั้นเพ่งสายตามาที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย “เจ้ากล้าบอกว่าไม่สนใจข้าอย่าง
นั้นหรือ?”
ต้วนชิงหมิงหยิบกริชนั้นทิ่มเข้าไปที่บริเวณคอหมายจะกรีดเป็นตามทางแนวยาว
สิ่งที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยสนใจอาจไม่ได้มีเพียงแค่คนที่เขาต้องการครอบครอง ยังปรารถนาจะฝากชีวิตที่เหลือไว้กับ
ใครสักคน
หากต้วนชิงหมิงเกิดถึงแก่ความตายขึ้นมา คนที่ไร้ที่อยู่อย่างเหยียนหลิ่งเจวี๋ยคงไม่รู้จะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไปดี
ฉะนั้นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงไม่อนุญาตให้ต้วนชิงหมิงถึงแก่ความตายไปก่อน
แต่ด้วยมือไม้ที่ว่องไวของต้วนชิงหมิง เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงไม่ทันห้ามปราม กริชที่แหลมคมก็กรีดลากเป็นทางเล็ก
น้อย เลือดพุ่งทะลักออกมา กระเด็นไปโดนมือของต้วนชิงหมิงเลอะเปรอะเปือนราวด้วยสีแดงสด
สีหน้าต้วนชิงหมิงซีดขาว ร่างกายดูอ่อนแรง จากนั้นรวมรวบเรี่ยวแรง จ่อกริชไปที่คอบีบบังคับเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
“เจ้าจะปล่อยมือหรือไม่ปล่อย?”
วินาทีนั้นมือของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเต็มไปด้วยเลือดสดของนาง จนนิ่งชะงักและปรามว่า “อย่า… อย่าทำแบบนั้น!”
เขาอยากเอื้อมมือเข้าไปห้ามเลือดให้ต้วนชิงหมิง แต่บนหลังม้าที่ไม่หยุดนิ่ง นางได้กรีดเข้าไปโดนเส้นเลือดใหญ่
จนเลือดพุ่งซึมไปที่อาภรณ์ จากนั้นนางใช้แรงผลักเหยียนหลิ่งเจวี๋ย “ปล่อยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดี๋ยวนี้……”
พอเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ฟังพลันเอ่ยด้วยความโมโหโทโส “ไม่ปล่อย… หากเจ้าตายไป ข้าจะให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตามเจ้า
ไป…”
ม้าที่วิ่งด้วยความรวดเร็ว ยิ่งทำให้เลือดในตัวต้วนชิงหมิงไหลออกมามากขึ้น จนนางค่อยๆ หมดสติลงช้าๆ แต่ยัง
คงกำกริชในมือไว้แนบแน่น พึมพำมาว่า “เร็ว… เร็วเข้า……”
ด้วยความรีบร้อนเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้หันกลับไปเห็นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กระเด็นกระดอนล้มลงพื้น จนหมดสติไปอีกครั้ง
จากนั้นมือของต้วนชิงหมิงได้หมดแรงลง ภาพรอบข้างดูเลือนลาง ในใจของนางมีความคิดผุดขึ้นมา… หรือว่าจะ
ต้องมาจบชีวิตลงตรงนี้?
ไม่รู้ว่าคนคนนั้นที่ต้วนชิงหมิงรอคอยปั่านนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว?
ในระหว่างที่สายตาเลือนลาง ภาพในมโนทัศน์ได้ผุดเสียงที่ได้รับปากอย่างมั่นเหมาะดังขึ้น “ชีวิตนี้จะไม่ทรยศต้า
เซี่ย ไม่ทรยศต่อเจ้า……”
ต้วนชิงหมิงรู้ได้ในใจขึ้นมาทันที ว่าคนคนนั้นคือเหยียนหลิ่งอวี๋ผู้มีอำนาจอยู่ในต้าเซี่ยนั่นเอง
นางรู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ต้าเซี่ยที่ไกลออกไปแสนไกล เพื่อเสยสุขกับความฝันที่เป็นจริง จนลืมสตรีตัวเล็กอย่าง
นางไปแล้ว
เขาลืมคำพูดที่ว่า “ชีวิตนี้จะไม่ทรยศต้าเซี่ย ไม่ทรยศต่อเจ้า……” ไปแล้วหรือ
ในขณะนี้เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังทำตามที่เสด็จพ่อได้สั่งเสียเอาไว้ ในการช่วยประคับประคองให้น้องชายที่เยาว์วัยขึ้น
ครองบัลลังก์มังกรให้สำเร็จ ดังนั้นเขาไม่ได้ทรยศต้าเซี่ย แต่กลับทรยศต่อต้วนชิงหมิงที่เคยลั่นสัจจะเอาไว้ ที่จะมอบความ
สุขในชีวิตให้กับนาง……
เหยียนหลิ่งอวี๋… หากชาตินี้ภพนี้เราสองไร้วาสนาต่อกัน ข้าจะรอไปรอเจ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ก่อนแล้วกัน……
หลังสิ้นเสียงในมโนทัศน์ เสียงตะคอกของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยค่อยๆ ห่างไกลออกไป ภาพเบื้องหน้าดูคุลมเครือ กริช
ที่อยู่ในมือหลุดตกลงพื้น ตามด้วยเลือดที่ไหลซิบๆ ไปตามพื้น
ก่อนสติสัมปชัญญะใกล้เลือนลางดับวูบลง ต้วนชิงหมิงได้กลิ่นของดอกกุ้ยฮวา ปรากฏพร้อมกับมือของบุรุษที่จับ
มือนางให้คำสาบานอย่างมั่นเหมาะ
แต่คำสาบานที่เคยมีให้กัน กลับเป็นเพียงลงปากที่ไม่สามารถไขว่คว้าไว้ได้
ในที่สุด ต้วนชิงหมิงได้ปิดตาลงสนิทแนบแน่น
ในชาตินี้ ชีวิตของนางคงต้องหมดลงเสียก่อน มิทันได้ใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว!
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงจะดับวูบลง เสียงม้าที่เร่งฝีเท้าเหยียบยํ่าพสุธาดังกึกก้องไปทั่ว เหยียนหลิ่งอวี๋คอยดึง
บังเหียนเร่งฝีเท้าของม้าผ่านหุบเขาลูกแล้วลูกเล่า
จนมาเห็นภาพของสตรีที่นอนอยู่บนพื้น พร้อมกับสตรีที่นอนพาดหลังม้าในสภาพที่คล้ายคนเสียชีวิต
เหยียนหลิ่งอวี๋เร่งม้ามาหยุดลงเบื้องหน้า เห็นเพียงเหยียนหลิ่งเจวี๋ยสีหน้าสร้อยเศร้าอาดูรเป็นที่สุด
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋มาถึง เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับไม่มีทีท่าตระหนกตกใจ เขาเพียงยิ้มอย่างเย็นชา “เหยียนหลิ่งอ
วี๋ เจ้ามาช้าไปแล้ว!”
นางได้จบชีวิตลงไปแล้ว เพราะการมาที่ช้าของเขานั่นเอง
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยจับต้วนชิงหมิงขึ้นมากอดในอ้อมอก และสะบัดหน้ามองไปพูดกับเหยียนหลิ่งอวี๋ “ถ้าเจ้ารักนาง
จริงก็จงตายตามนางไปด้วย”
เหยียนหลิ่งอวี๋รีบเข้าไปรับต้วนชิงหมิงที่กำลังจะถูกทิ้งลงพื้น ส่วนเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับดึงบังเหียนให้ม้าวิ่ง โดยที่
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังคงถูกลากไปกับพื้นเหมือนเดิม
ในตอนนั้นเอง ลั่วสุ่ยที่อยู่ด้านหลังได้ปามีดพกไปตัดเชือกที่ผูกเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เอาไว้จนขาดสะบั้นลง ปล่อยให้เหยี
ยนหลิ่งเจวี๋ยขควบม้าหนีไป
องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังกำลังจะไล่ตามไปติดๆ ทว่าลั่วสุ่ยได้หันไปมองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่เอ่ยขึ้นว่า “ช่วยคนก่อน!”
ถ้าช่วยต้วนชิงหมิงไม่ได้ ต่อให้จับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกลับมาได้ก็ไร้ประโยชน์ ชีวิตของมันเอามาแลกชีวิตต้วนชิงหมิง
คืนไม่ได้
ลั่วสุ่ยยืนมืออยากจะเข้าไปช่วยจับต้วนชิงหมิงจากมือเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่ยังไม่ทันได้ยื่นมือไป เหยียนหลิ่งอวี๋ได้อุ้ม
ต้วนชิงหมิงหันไปอีกทาง “เจ้าคิดจะทำอะไร?”
การที่ต้วนชิงหมิงต้องเดินทางไกลมาถึงต้าม่อ นับว่าเป็นความยากลำบากอย่างหนึ่งหลังจากกลับชาติมาเกิด เหยี
ยนหลิ่งอวี๋หวังเพียงได้ใช้ชีวิตอยู่กับนางไม่หนีไปไหนก็พอใจแล้ว
ลั่วสุ่ยหันไปพูดเสียงเบากับเหยียนหลิ่งอวี๋ “คุณหนูต้วนเลือดไหลเยอะมาก… ต้องห้ามเลือดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้าไปมา “ไม่ จะปล่อยนางไว้กับเจ้าไม่ได้! นับจากนี้ต่อไป พวกเราจะไม่มีทางไปไหนจาก
กัน!”
ลั่วสุ่ยไม่มีทางโน้มน้าวเหยียนหลิ่งอวี๋ให้เชื่อได้อีกแล้ว อีกอย่างเขาไม่ใช่ศัตรูของเหยียนหลิ่งอวี๋ บัดนี้ มีเพียงวิธี
เดียวคือตีให้องค์ชายสลบถึงจะแย่งเอาต้วนชิงหมิงกลับมาได้ แต่ว่าใครจะกล้าทำเช่นนั้นกับเหยียนหลิ่งอวี๋กัน?
ลั่วสุ่ยผู้นี้มิกล้าบังอาจทำอย่างแน่นอน!
การที่ลั่วสุ่ยไม่กล้าไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครกล้า!
จากนั้นมีเสียงควบม้าดังขึ้นอีกครั้ง “เหยียนหลิ่งอวี๋ ชิงหมิงเป็นยังไงบ้าง?”
เสียงนั้นช่างคุ้นเคยจนลั่วสุ่ยดีใจอย่างบอกไม่ถูก… นั่นเพราะเป็นเสียงของอ๋าวฮั่นนี่เอง
ลั่วสุ่ยจึงตะโกนเสียงดังขึ้น “อ๋าวฮั่น พวกเราอยู่ที่นี่!”
ในเวลานี้ อ๋าวฮั่นเป็นผู้นำของต้าม่อเป็นที่เรียบร้อย สายตาของเขาทอดมองมาที่ต้วนชิงหมิงที่อยู่ในอ้อมอกของ
เหยียนหลิ่งอวี๋ ถามด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนสี “เกิดอะไรขึ้น?”
ช่างไม่ง่ายเลยที่ลั่วสุ่ยจะตามสืบจนรู้ตำแหน่งของเหยียนหลิ่งอวี๋ กลับคิดไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอสถานการณ์เช่นนี้
ลั่วสุ่ยพูดเสียงเบาบางอย่างกับอ๋าวฮั่น จนเขาเบือนปากเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้ข้าเต็มใจทำ!” ขอเพียงทำให้เหยียนหลิ่งอ
วี๋ซวยบ้าง อ๋าวฮั่นยินดีที่จะทำเป็นที่สุด!
อ๋าวฮั่นยกมือขึ้นฟาดไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋จนสลบล้มลงพื้น และยังไม่ได้ลืมกำชับลั่วสุ่ยไปอีกประโยค “ลั่วสุ่ย อีก
หน่อยถ้ายังมีเรื่องดีแบบนี้อีก อย่าลืมแจ้งให้ข้าทราบด้วย!”
ลั่วสุ่ยเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋สลบลงไปที่พื้น และยิ้มกว้างออกมา
อันที่จริง ลั่วสุ่ยบอกอ๋าวฮั่นก่อนแล้วให้ลงมือเบาหน่อย แต่ดูเหมือนจะไม่มีผล อ๋าวฮั่นได้อุ้มต้วนชิงหมิงเดินออก
ไป โดยลั่วสุ่ยใช้ให้องครักษ์แบกร่างของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับไปที่กระโจมของอ๋าวฮั่น
ข้างกายของอ๋าวฮั่นมีหมอประจำตัวติดตามมาด้วย
ในเวลานี้ หมอกำลังช่วยยื้อชีวิตของต้วนชิงหมิง รวมทั้งเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ใบหน้าแทบจำไม่ได้อยู่ ตลอดทั้งคืนมีคน
เข้าๆ ออกๆ กระโจมเพื่อช่วยรักษาจนดูวุ่นวายไปหมด ส่วนอ๋าวฮั่นได้แต่เร่ง เรียกพวกเขาไม่หยุด ให้รักษาชีวิตของต้วน
ชิงหมิงไว้ให้ได้ มิอย่างนั้นเขาจะฆ่าทุกคนในที่นี้เสีย
ทุกคนจึงชุลมุน รีบช่วยกันอย่างฉุกละหุก ทว่าสตรีทั้งสองก็ยังคงนอนแน่นิ่งไร้สติสมัปชัญญะ……
เวลาหนึ่งวันได้ผ่านพ้นไป จนล่วงเลยมาถึงสองวันก็แล้ว
หลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋ได้สติขึ้นมาก็เอาแต่นั่งเฝั้าต้วนชิงหมิงอยู่ในกระโจม ไม่พูดไม่จา ไม่กินไม่นอน!
เขาดูซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัดจนเหมือนหนังหุ้มกระดูก! อ๋าวฮั่นมักหาเวลามาโน้มน้าวเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่ทุกครั้ง
เหยียนหลิ่งอวี๋รับแต่สุรามาและไล่อ๋าวฮั่นให้ออกไปข้างนอก
ยังไม่มีใครกล้าไปบอกเหยียนหลิ่งอวี๋ว่าต้วนชิงหมิงจะรอดหรือไม่
ทุกคนต่างรู้ดีว่าการปั่วยที่กินเวลามายาวนาน รวมกับอาหารและอาภรณ์ที่ไม่เพียงพอ ทำให้พวกนางต้องเผชิญ
หน้ากับช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด
นางเป็นถึงองค์หญิงที่ผู้คนเคารพนับถือ ทว่าตอนนี้กลับใกล้ไม่เหลือชีวิตเอาไว้แล้ว
ในที่สุด ต้วนอวี้ก็มาถึงต้าม่อ พร้อมกับภรรยาที่เพิ่งตบแต่งกัน
พอต้วนอวี้เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋นั่งเฝั้าอยู่ข้างเตียงของต้วนชิงหมิง ยังไม่ทันได้พูดจา เขาก็ยกเท้าถีบเข้าไปจนเหยียน
หลิ่งอวี๋กระเด็นไปกับพื้น ก่อนจะสั่งเสียงดังลั่น “ไสหัวไป… อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก!!!”
เชวียหนิงหรานพุ่งตัวเข้าไปข้างเตียง เอาแต่ร้องห่มร้องไห้จนเสียงดังลั่นไปหมด
ทางด้านอ๋าวฮั่นที่เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ยอมออกไปจากกระโจม แม้อยากหัวเราะก็ไม่กล้าหัวเราะออกมา ทำได้เพียง
ยื่นสุราโถหนึ่งไปให้แทน
ในที่สุดเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ยอมมองหน้าอ๋าวฮั่น ในที่สุดเขายอมเปิดปากพูดหลังจากไม่ได้พูดมาสามวัน “อ๋าวฮั่น ข้า
มีคำถามหนึ่งที่อยากถามเจ้า… หากสตรีที่เจ้ารักสุดหัวใจจากไป เจ้าจะทำยังไง?”
อ๋าวฮั่นยกมือขึ้นลูบหัวอย่างจนปัญญา “ข้าคงเสียใจอย่างสุดซึ้ง เจ็บปวดรวดร้าว ดื่มสุราย้อมแก้ใจ อาจฆ่าคน
หรือไม่ก็ร้องไห้ออกมา……”
บุรุษนั้นมิควรร้องไห้ออกมาโดยง่าย แม้จะสูญเสียคนรักไป การร้องไห้และนํ้าตา เป็นเหมือนศักดิ์ศรีที่บุรุษไม่ควร
ให้ปรากฏออกมา
อ๋าวฮั่นทึกทักเอาเองว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะต้องหัวเราะเขา แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับหลับตาลงช้าๆ “ข้าจะไม่
ร้องไห้……”
อ๋าวฮั่นรู้สึกตะลึงชะงักงันไปชั่วขณะ
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง นํ้าตาใสๆ ของเขากลับรินไหลออกมา ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับไม่
ปรากฏออกมาแม้แต่หยดเดียว
ฉะนั้นอ๋าวฮั่นเชื่อมั่นเหลือเกิน จิตใจของเหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้จะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าก้อนหินศิลาเสียอีก
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงกล่าวต่อไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง “ถ้าคนรักของข้าตายจากไป ข้าไม่มีทางร้องไห้เด็ดขาด
เพราะถ้าข้าร้อง นางต้องเสียใจ… ข้าไม่มีทางดื่มจนเมามาย เพราะนางมักห้ามเอาไว้… ข้าไม่มีทางฆ่าคนไปเรื่อย เพราะ
นางมีความเมตตาในจิตใจ ไม่ชอบการรบราฆ่าฟัน……”
เหยียนหลิ่งอวี๋พูดพึมพำออกมาโดยไม่รู้ว่าพูดให้อ๋าวฮั่นหรือตัวเขาฟัง จนสุดท้าย เขาได้เอ่ยเสียงเรียบออกมา
“แต่หลุมใต้ดินช่างหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว ข้าจะยอมให้นางไปอยู่คนเดียวได้อย่างไร… หากนางจบชีวิตลงจริง ข้าจะ
คอยอยู่เคียงข้างไม่ไปไหนทั้งนั้น!”
ไหสุราในมือของอ๋าวฮั่นร่วงหล่นลงพื้นดังเพล้ง
เหยียนหลิ่งอวี๋ยอมที่จะตายไปพร้อมกับต้วนชิงหมิง!
ในใจของเหยียนหลิ่งอวี๋มีสิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับเขา… แคว้นต้าเซี่ย? คฤหาสน์? หรือว่าคนรัก?
ทำไมเข้าถึงยอมทำเพื่อสตรีคนหนึ่งได้มากมายถึงเพียงนี้?
พูดได้ว่าในจุดนี้ อ๋าวฮั่นมิสามารถทำได้!
เขาสามารถรักสตรีคนหนึ่ง เสาะหาทุกสิ่งมาให้ เสพสุขกับความเฟืองฟู ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน แต่ถ้าให้อ๋าว
ฮั่นต้องตายตามสตรีไป เขาทำไม่ได้!
อ๋าวฮั่นนิ่งงันอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา “เหยียนหลิ่งอวี๋ ในจุดนี้ ข้าเทียบเจ้าไม่ได้เลย!”
เมื่อสิ้นเสียงอ๋าวฮั่น เขาก็กลับหลังเดินจากไป
เดิมทีเขาตั้งใจจะแย่งต้วนชิงหมิงจากเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่คิดไปคิดมาก็คิดว่าเป็นอำนาจของต้วนชิงหมิง จึงเลือกจะ
รอให้นางได้สติฟืนขึ้นมาเสียก่อน จากนั้นให้นางเป็นคนเลือกว่าจะเลือกใครระหว่างเขากับเหยียนหลิ่งอวี๋
อ๋าวฮั่นยอมรับว่าตัวเขายินยอมยกทุกอย่างให้ต้วนชิงหมิงได้เสพสุข
แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับให้คำตอบเขาว่าพร้อมที่ตายตามนางไป ไม่หนีไม่ไปไหนทั้งนั้น!
อ๋าวฮั่นจำขึ้นมาได้ ต้วนชิงหมิงเคยเอ่ยกับเขาว่าจะ… ชีวิตนี้จะไม่ทรยศต้าเซี่ย ไม่ทรยศต่อนาง
บัดนี้เหยียนหลิ่งอวี๋เตรียมตัวทำตามคำสาบานที่ได้มอบให้ไว้กับต้วนชิงหมิง ว่าจะไม่คิดทรยศกับนาง
พออ๋าวฮั่นเดินจากไปแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋เอาแต่ยืนนิ่งอยู่หน้ากระโจมที่ไร้ผู้คน
เหยียนหลิ่งอวี๋ยืนอยู่ข้างนอกเพื่อรอกต้วนชิงหมิงโดยไม่ขยับเขยื้อนตัวแม้แต่น้อย
สายลมในความหนาวเหน็บได้พัดซู่ล้อไปกับต้นหญ้าในยามคํ่าคืน เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงยืนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น
ยามคํ่าคืนคืบคลานเข้ามา ทุกสรรพสิ่งล้วนมืดสนิท ไร้แสงจันทราและดวงดาว
ความมืดมิดได้พาความหนาวเหน็บจากลมหนาวพัดผ่านไปทั่วบริเวณ
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่อยู่ข้างนอกจนหิมะปลิวเข้ามาเกาะตามเนื้อตามตัว กระนั้นเขาก็ยังนิ่งชะงักไม่ติงไหว
ราวกับการนั่งเฝั้าต้วนชิงหมิงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้จิตใจของเขาสงบลงได้… ต้วนชิงหมิง ในชาตินี้ข้าไม่ทรยศ
ต้าเซี่ย ไม่ทรยศต่อเจ้า… แต่ต้าเซี่ยไม่จำเป็นต้องมีข้าแล้ว ดังนั้นชีวิตที่เหลือของข้าเป็นของเจ้า เจ้าอย่าได้หนีไปไหนจน
ข้าตามไม่เจอ!
เหยียนหลิ่งอวี๋หลับตาลงอย่างเชื่องช้า ราวกับพร้อมจะหลับวูบลงไปได้ทุกเมื่อ
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยผันผ่านไปนานเพียงใด จู่ๆ มีเสียงจากด้านบนดังขึ้นอย่างเย็นชา “เชอะ! ท่านพี่ของข้าตื่นขึ้น
แล้ว เจ้าไสหัวเข้าไปดูได้!”
เข้าไปข้างในได้ แต่ต้องเป็นการไสหัวเข้าไปแทน!
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยืนหลับอยู่สะดุ้งเฮือกขึ้นมา และสาวเท้าพุ่งเข้าไปในกระโจมทันที
ในระหว่างที่เขากำลังสาวเท้าได้เพียงก้าวเดียว ร่างกายของเขาแข็งทื่อจนไร้เรี่ยวแรงก็ล้มลงไปกับพื้นด้านข้าง
จากนั้นเสียงต่อว่าของต้วนอวี้ได้ดังขึ้น “เหยียนหลิ่งอวี๋เจ้าบ้าไปแล้วเหรอ!กล้ามาล้มทับข้าอีก!”
เหยียนหลิ่งอวี๋อยากกล่าวคำขอโทษ ทว่าปากและลิ้นต่างแข็งทื่อจนพูดไม่ออก
ในตอนนั้น มีสตรีคนหนึ่งที่อ่อนโยนได้เดินเข้าไปประคองเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมา
นางพูดเสียงนิ่มนวล “องค์ชายสามรีบลุกขึ้นเถอะพ่ะย่ะค่ะ ชิงหมิงได้สติแล้ว อยากพบองค์ชายเหลือเกิน!”
ต้วนชิงหมิงอย่างพบหน้าข้าอย่างนั้นหรือ?
นํ้าตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ไหลพรั่งพรูออกมาในพริบตา จนเขาผลักสตรีที่เข้ามาช่วยประคองออกไป แล้วพุ่งตัว
เข้าไปกระโจมด้านใน
ด้านข้างมีเสียงเอ็ดอย่างไม่โกรธเคืองของต้วนอวี้ดังขึ้น “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้ามัน……”
สตรีคนนั้นได้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน “ต้วนอวี้ เจ้าต่อว่าใคร? ข้ายืนอยู่เบื้องหน้าเจ้ายังกล้ามาต่อว่าอีก? ต่อไป
ไม่ว่าข้าพูดอะไร เจ้าคงไม่สนใจฟังอย่างนั้นแล้วใช่ไหม?”
ต้วนอวี้รีบพูดเสียงอ่อยทันควัน “เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นั้นล้มทับข้าจนปวดไปหมดต่างหาก……”
ด้านเหยียนหลิ่งอวี๋กลับไม่ได้แยแสเสียงต่อว่าของต้วนอวี้แม้แต่น้อย เพราะจิตใจของเขาจับจ้องไปที่ต้วนชิงหมิง
แสงเทียนที่ถูกจุดส่องสว่างจนเห็นร่างต้วนชิงหมิงนอนห่มผ้าด้วยสีหน้าซีดขาว แต่ว่าใบหน้าของนางกลับเป็น
เหมือนแสงตะวันที่สามารถชุบชีวิตของเขาให้กลับมาชุ่มชื้นได้อีกครั้ง
เหยียนหลิ่งอวี๋วิ่งเข้าไปฟุบตัวลงกับพื้นที่ด้านข้างเตียงของต้วนชิงหมิงด้วยความยากลำบาก เนื่องจากยืนอยู่นาน
จนขาแข็งไปหมด
ต้วนชิงหมิงที่นอนอยู่บนเตียงมองเห็นท่าทางของเหยียนหลิ่งอวี๋ก็พยายามรีบตะเกียกตะกายจะลุกขึ้น ทันใดนั้นมี
เสียงของต้วนอวี้ดังขึ้นจากประตู “เหยียนหลิ่งอวี๋เจ้าเอาไหสุราไปโยนทิ้งอยู่หน้ากระโจมทำไม? จะเอามาขวางทางข้าเข้า
มาใช่ไหม? ตอนนี้ภรรยาของข้าบอกหากดื่มสุราอีก จะลงโทษไม่ให้นอนเตียงเดียวกัน! เหยียนหลิ่งอวี๋เจ้ารีบมาฮะิบายให้
ข้าฟังหน่อยสิ……”
จู่ๆ เสียงของเชวียหนิงหรานได้ดังขึ้นมาด้วยความโมโห “ต้วนอวี้ เจ้านี่มัน……”
จากนั้นทั้งสองคนได้วิ่งไล่กันออกไปข้างนอก จนภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้ใหความสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นนอกกระโจม เอาแต่ปรายตามองสตรีที่นอนอยู่บนเตียง ก่อนจะเอ่ย
เสียงแผ่วเบา “ชิง… หมิง……”
ร่างกายของต้วนชิงหมิงยังคงอ่อนแอสุดขีด นางมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋อยากจะหัวเราะ ทว่านํ้าตากลับรินไหล
ออกมาแทนเสียได้ นางพยายามรวบรวมกำลังเปล่งเสียงพึมพำออกมา ในที่สุดเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องยื่นหน้าเข้าไปฟังเสียงที่
เปล่งออกมาด้วยความแผ่วเบา… ในชาตินี้ ชีวิตนี้จะไม่ทรยศต้าเซี่ย ไม่ทรยศต่อเจ้า……
นํ้าตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ไหลพรากออกร่วงหล่นลงไปที่พื้นอย่างรวดเร็ว!
ใช่แล้ว! ชิงหมิง ต่อให้ข้าจะไม่ได้เป็นจักรพรรดิของต้าเซี่ย แต่เหยียนหลิ่งอวี๋คนนี้จะรักและภักดีกับเจ้า ไม่คิด
ทรยศและตระบัดสัตย์ที่ได้สาบานไว้กับเจ้า……