การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 910 จุดจบที่งดงาม (1)
จดหมายของต้วนชิงหมิงได้เขียนกลับมาถามสารทุกข์สุขดิบของคนในครอบครัว รวมทั้งไถ่ถามถึงงานแต่งงานข
องเชวียหนิงหราน
การแต่งงานของทั้งสองระหว่างตระกูลต้วนและตระกูลเชวียในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ต้วนอวี้ผู้เป็นบุตรชาย
ภรรยาเอกที่อายุเพียงเต็มเก้าปี ได้รับคำอวยพรและพาเชวียหนิงหรานเดินเข้าไปในห้องหอเสียที
เรื่องต้วนอวี้ที่อายุเก้าปีได้แต่งกับคุณหนูรองเชวีย ได้เป็นที่พูดถึงกันไปทั่วเมืองหลวงในขณะนี้
วันเวลาในเมืองหลวงได้ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนดอกท้อและบุปผานานาพันธุ์ต่างเริ่มผลิบานอีกครั้ง นั่นเท่ากับ
ฤดูกาลได้ผันผ่านล่วงเลยไปอีกรอบแล้ว
ในเดือนหกปีนี้ ความทุกข์ทรมานจากการประชวรของฝั่าบาทแห่งแคว้นต้าเซี่ยได้สิ้นสุดลงเสียที โดยทิ้งทุกสิ่งทุก
อย่างไว้ให้เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยังคงหนุ่มแน่นจัดการต่อ
ในขณะที่ทุกคนต่างคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะเหยียบน้องชายขึ้นไปยืนบนบัลลังก์หรือไม่นั้น
ทว่าเขากลับปูทางทุกอย่างให้กับน้องชายที่ยังไร้เดียงสาได้ขึ้นตำแหน่งบัลลังก์มังกรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในรัชศกต้าเซี่ยปีที่ห้าสิบเจ็ด จักรพรรดิเหยียนฮ่าวอวี๋ได้สืบราชบัลลังก์ต่อมา และได้เปลี่ยนชื่อแคว้นใหม่เป็นเหยี
ยนโย่ว!
ในวันที่เคลื่อนพระศพอดีตองค์จักรพรรดิ เหยียนหลิ่งอวี๋ได้คุกเข่าน้อมส่งอยู่เป็นเวลานานโดยไม่พูดไม่จากับใคร
ทั้งนั้น รวมไปถึงไม่มีใครหน้าไหนกล้าเข้าไปพูดปลอบใจแม้แต่คนเดียว
หลังจากนั้นในวังหลวงก็ไร้เงาของเหยียนหลิ่งอวี๋ ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีใครทราบอีกว่าเขาไปอยู่ที่แห่งหนใดแล้ว!
คนอื่นๆ อาจคิดว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ยังอยู่ในตำหนักดังเดิมโดยมีนางกำนัลคอยรับใช้อย่างใกล้ชิด แต่ไม่มีรู้เลยว่า
แท้จริงแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋และองครักษ์ของเขากลับหายตัวไปหมด นับแต่นั้นเป็นต้นมา เมืองหลวงแห่งต้าเซี่ยก็ไร้เงา
ของพวกเขา!
ในขณะเดียวกันที่จวนต้วนก็ต้องประสบกับการจากลาที่ยากทำใจ
ต้วนอวี้ที่แต่งงานได้เพียงไม่ถึงครึ่งเดือนได้พาภรรยาเดินทางไกลไปรับพี่สาวกลับมาเมืองหลวง
ไม่ว่าต้วนเจิ้งพยายามรั้งอย่างไรก็ไร้ผล ทำได้เพียงถอนหายใจและจำใจปล่อยต้วนอวี้ไปตามความปรารถนา
ส่วนฮูหยินเชวียได้จับมือของเชวียหนิงหรานร้องห่มร้องใหญ่ ไม่อยากให้ทั้งสองคนจากไปไหน!
วันเวลาล่วงเลยมิอาจย้อนกลับมาเหมือนเดิมดั่งสายธารที่รินไหล
เมื่อชะตากรรมแปรเปลี่ยนเหมือนกำลังเล่นตลกกับชีวิต และทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมผลักไสให้คนที่หมดวาสนา
ต่อกันให้ห่างไกลกันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ทว่าในปีรัชศกเหยียนโย่วที่หนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูวุ่นวายดูเหมือนจะจบลง พร้อมก้าวเริ่มไปสู่การเริ่มต้นใหม่ของ
จักรพรรดิองค์ใหม่
เขตชายแดนต้าม่อมีสถานที่หนึ่งที่ชื่อว่าทะเลเซียงเสวี่ย ในทุกปีของเดือนสามมักมีภาพมหัศจรรย์ กลีบบุปผาจะ
บานสะพรั่งร่วงโรยโปรยปรายพริ้วไหวไปบนผิวนํ้า ดูทีไรก็เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม
ในทุกปีของฤดูใบไม้ร่วงเมื่อถึงเทศกาลเฉลิมฉลองต๋ามู่ บรรดาคนเลี้ยงสัตว์ต่างหวังให้พืชผลในปีนี้จะอุดมสมบูรณ์
ตลอดปี
เทศกาลนี้บรรดาสตรีจะแต่งตัวงดงามขับร้องบทเพลง เพื่อดึงดูดบุรุษที่หล่อเหลาและมีอำนาจมาหาพวกนาง
บุรุษผู้นั้นที่พวกนางต่างหมายปองดึงดูดก็คือ “อ๋าวฮั่น” ผู้นำแห่งต้าม่อนั่นเอง
ในทุกปีเมื่อเริ่มเฉลิมฉลองเทศกาลต้ามู่ ผู้นำต้องเดินทางมาร่วมขับขานเพลงและเต้นรำร่วมกับบรรดาคนเลี้ยง
สัตว์
วันนี้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนใส่เสื้อผ้าสีสันหลากหลาย ฝูงแกะฝูงแพะที่อ้วนท้วมสมบูรณ์จะถูก
นำมาร่วมฉลองความรื่นเริง
ห่างจากเขตที่จัดงานไปไม่ไกลก็เป็นเขตเซาเตาจื่อที่ขึ้นชื่อเรื่องสุราเซาเตาจื่อ ซึ่งผู้คนแห่งทุ่งหญ้าต่างพากันมา
เพื่อลิ้มรสดื่มดํ่าสุราอันเลิศรสนี้ พร้อมขับขานส่งเสียงแห่งความบันเทิงกันต่อไป
ความคึกคักของเทศกาลนี้จริงๆ จะเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนที่ตะวันลาลับไปแล้ว
เมื่อยามคํ่าคืนคืบคลานใกล้เข้ามา แสงไฟจะถูกจุดให้ส่องสว่างไปทั่ว ผู้คนจะนำสุราเซาเตาจื่อออกมาลิ้มรส ขับ
ขานเพลงและซดกันอย่างเพลิดเพลินใจ
นอกเขตเซาเตาจื่อออกไปไม่ไกลนัก จะมีโรงเตี๊ยมอยู่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยแขกที่เดินทางมาจากทั่วทุกทิศพักกัน
จนเต็ม แต่นั่นคงไม่ใช่คนพื้นที่อาศัยอยู่ที่ต้าม่ออย่างแน่นอน เนื่องจากพวกเขามักจะมีผ้าใบขึงสร้างที่พักกันเอง หรือไม่ก็
เอาผ้าห่มมาปูทำเป็นเตียงนอนแทน มีเพียงแขกจากต้าเซี่ยที่เดินทางมาไกลถึงยอมอาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยมที่ไม่ค่อยสะอาด
สะอ้านและราคาก็ไม่ถูก!
ช่วงบ่ายของวันนี้ ที่นอกเขตเซาเตาจื่อ มีคนเดินทางมาจากต้าเซี่ยกลุ่มหนึ่ง ทุกคนต่างดูคล่องแคล่วว่องไว เมื่อ
พวกเขากระโดดลงจากหลังม้า ก็เดินเข้ามาในร้านเซาเตาจื่อประหนึ่งว่าคุ้นเคยที่นี่มาเป็นอย่างดี
เดินเข้าไป!
ร้านสุราเซาเตาจื่อจะให้ลูกค้าที่มาไปรินสุราดื่มด้วยตนเองอย่างสำราญใจ
มีเพียงคนกลุ่มนี้เท่านั้นที่ไม่ยอมดื่มสุรา
พวกเขาไม่ซื้อสุราเอาแต่ยืนตรงหน้าร้าน เมื่อเจ้าของร้านนามว่า “ชีม่อเอ๋อร์” หันหน้าชายตาไปมองก็เห็นคน
กลุ่มนั้นสวมหมวกปิดบังใบหน้า จึงรีบเข้าไปเอ่ยด้วยความขนพองสยองเกล้า “ทุกท่านมาแล้วหรือขอรับ!”
การทำให้ชีม่อเอ๋อร์ตกใจได้ถึงขนาดนี้ได้มีอยู่ไม่มากนัก หนึ่งในนั้นก็คือคนที่เมื่อปีก่อนมากว้านซื้อสุราเซาเตาจื่อ
ของเขาไปจนหมดสิ้น ทำให้เขตเซาเตาจื่อตกอยู่ในช่วงที่ขาดแคลนสุรา จากนั้นก็ยังเป็นคนเดียวกันอีกที่ใช้วิธีอันน่ากลัว
กอบโกยเงินจากบรรดาคนที่รํ่ารวยไปจากการซื้อขายสุรา
คนที่ซื้อสุรามาขายไป ชีม่อเอ๋อร์เคยเจอมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีคนไหนเลยที่ทำให้เขาจดจำได้แม่นยำแบบนี้
มาก่อน
เมื่อคนคนนั้นเปิดหมวกออกชีม่อเอ๋อร์พบว่าคือเหยียนหลิ่งอวี๋ จึงรีบทำความเคารพ หยิบหาเก้าอี้ให้นั่งและ
กุลีกุจอจัดเตรียมนํ้าท่าให้ดื่ม
เหยียนหลิ่งอวี๋ยกนํ้าขึ้นซดจนหมดในรวดเดียว จากนั้นหันไปโบกมือเป็นการบอกว่าพอให้ชีม่อเอ๋อร์
คนที่ติดตามเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ไม่ห่างก็คือลั่วสุ่ย เขาเดินไปเบื้องหน้าชีม่อเอ๋อร์ จากนั้นใช้แก้วตักนํ้าที่อยู่เบื้องหน้า
ส่งต่อให้คนอื่นๆ
ทุกคนต่างยกนํ้าขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ทำเอาถังนํ้าของชีม่อเอ๋อร์แห้งเหือดลงในพริบตา
ชีม่อเอ๋อร์ได้แต่มองดูถังนํ้าแห้งเหือดโดยไม่นึกเสียดายแม้แต่น้อย เขาได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองไปยังเหยียน
หลิ่งอวี๋ พร้อมกับเอ่ยว่า “แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมได้ส่งจดหมายไปให้แล้ว หากพวกท่านมาก็สามารถไปพบผมที่
โดมพักผ่อนได้เลย”
เหยียนหลิ่งอวี๋ส่ายหน้าปฏิเสธ
เขตเซาเตาจื่อนี้ พวกเขาเพียงแค่ผ่านมาและต้องรีบผ่านไป ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอ๋าวฮั่นหรือโดมที่พักอันสุขสบาย ก็
ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเหยียนหลิ่งอวี๋ได้เลย
เหยียนหลิ่งอวี๋มาถึงที่ทุ่งหญ้าแคว้นต้าม่อได้ประมาณสองเดือนกว่าแล้ว เขาไล่มาตามทางที่ต้วนชิงหมิงต้องผ่าน
จนมาถึงที่นี่ก็ไม่พบเบาะแสร่องรอยของนางแม้แต่น้อย เมื่อไม่กี่วันเขตชายแดนเหยียนเฉิง จู่ๆ มีข่าวส่งมารายงานว่าได้
พบเห็นคนกลุ่มหนึ่งได้ติดตามองค์หญิงเหอซั่วไปด้วย อีกทั้งยังสืบได้ถึงทิศทางและสถานที่ที่องค์หญิงจิ่นซิ่วน่าจะหายตัว
ไป
คนที่อยู่เขตชายแดนเหยียนเฉิงเล่าว่า คนที่ไล่ตามองค์หญิงเหอซั่วอยู่นั้น พวกเขาไม่เคยรู้จักและเห็นหน้าคาดตา
มาก่อน แต่พอคนพวกนั้นเดินเข้ามาสอบถามข่าวคราว ก็พบว่าใช้สำเนียงของคนต้าเซี่ย!
สำเนียงของคนต้าเซี่ย?
เหยียนหลิ่งอวี๋หลับตาลงอย่างช้าๆ จากนั้นเขานึกถึงเหยียนหลิ่งเจวี๋ยขึ้นมาได้ เพราะดูเหมือนจะหายตัวไปพร้อม
กับต้วนชิงหมิง
ดูท่าแล้ว การหายตัวไปของต้วนชิงหมิงต้องหนีไม่พ้นเกี่ยวโยงไปถึงเหยียนหลิ่งเจวี๋ยอย่างแน่นอน
จากเบาะแสนี้เหยียนหลิ่งอวี๋จึงเดินทางเสาะหาต้วนชิงหมิงไปตลอดทางจนกระทั่งมาถึงเขตเซาเตาจื่อ
มาถึงตรงนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่พบแม้แต่ตัวของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยและร่องรอยของเขาแม้แต่น้อย
เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นพี่น้องของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยย่อมเข้าใจนิสัยใจคอของพี่ชายคนนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นในใจของเหยี
ยนหลิ่งอวี๋จึงร้อนรนขึ้นมา เพราะว่าต้วนชิงหมิงที่ร่างกายบอบบาง หากตกไปอยู่ในมือของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่รู้ว่าจะอยู่
ในสภาพแบบไหนกัน!
เหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้า พร้อมกับภายในใจที่ร้อนรุ่มไฟสุมทรวงไปหมดแล้ว
เดิมทีเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้ตัดสินใจจะเดินทางมาที่เขตเซาเตาจื่อ แต่เขาอยากผ่านสถานที่ที่เขาเคยเล่าให้ต้วนชิงห
มิงฟัง เผื่อว่าจะโชคดีได้พบเบาะแสร่องรอยของต้วนชิงหมิงเข้าบ้างก็เป็นได้
เนื่องด้วยเหยียนหลิ่งอวี๋เชื่อมั่นว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนที่มีไหวพริบเป็นเลิศ นางต้องรู้จักทิ้งร่องรอยไปตามสถานที่ที่
นางได้ผ่าน เพื่อให้เขาสามารถตามหานางเจอได้โดยง่าย
ดังนั้นพอผ่านมาที่เขตเซาเตาจื่อ เหยียนหลิ่งอวี๋จึงเข้ามาโดยมีความหวังอันริบหรี่ว่าจะพบเจอเบาะแสของต้วนชิง
หมิงบ้าง
และก่อนที่เหยียนหลิ่งอวี๋จะหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ บรรดาองครักษ์ได้กระจายตัวออกไปทั่วทุกสารทิศ เพื่อตาม
หาคนที่น่าสงสัยหรือสิ่งที่อาจมีหลงเหลือ แต่สุดท้ายก็ไม่พบร่องรอยของต้วนชิงหมิงและเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม บรรดาองครักษ์ได้กลับมาพร้อมกับส่ายหน้าเป็นการแสดงว่าไม่พบสองคนนั้น
เหยียนหลิ่งอวี๋ลุกยืนขึ้นด้วยความผิดหวังและก้าวเดินออกจากร้านไป โดยไม่ได้สนใจว่าชีม่อเอ๋อร์จะยืนอยู่ด้าน
หลัง
ในตอนนั้นเองได้มีกลุ่มคนถืออาวุธร้องตะโกนเดินมาทางนี้ ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับไปได้สนใจแยแสแม้แต่น้อย
เหยียนหลิ่งอวี๋ปรายตามองด้วยหางตาและหันหน้ากลับโดยไม่สนใจแยแส
กระทั่งเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋เดินไปได้ไม่ไกลได้มีคนร่างผอมปรากฏตัวขึ้นข้างกายซีม่อเอ๋อร์และเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าของ
ร้าน ข้าอยากถามอะไรหน่อย ช่วงนี้มีคนจากเมืองหลวงมาซื้อสุราที่นี่บ้างไหม?”
ชีม่อเอ๋อร์รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
คนจากเมืองหลวงที่มาที่นี่มีเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋เพียงคนเดียว แต่การมาในครั้งนี้ของเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้มาเพื่อ
ซื้อสุรา ดังนั้นชีม่อเอ๋อร์จึงรีบปฏิเสธไปก่อนตามความเคยชิน
นับตั้งแต่ที่กิจการของชีม่อเอ๋อร์ไปได้ด้วยดี ในทุกวันจะมีสตรีคอยมาถามคำถามแบบนี้ในทุกๆ วัน เมื่อถามจบ
ก็ได้รับคำตอบจากชีม่อเอ๋อร์เป็นแบบเดียวกันโดยไม่เปลี่ยนแปลง
บรรดาสตรีที่เข้ามาถามในแต่ละวันจะขอบคุณชีม่อเอ๋อร์ จากนั้นก็เดินจากไปด้วยสีหน้าที่ผิดหวัง
ยังไม่มาอีกเหรอ?
สตรีคนนั้นมักมาถามกับชีม่อเอ๋อร์ว่า หากองค์ชายสามเดินทางมาที่ต้าม่อเมื่อไหร่ ต้องแวะมาที่เขตเซาเตาจื่อ แต่
ไม่ว่าพวกนางจะมาถามวันแล้ววันเล่าก็ต้องพบกับคำตอบที่ทำให้ผิดหวังตามเคย
สตรีคนนั้นใส่หมวกปิดบังใบหน้าจึงเห็นหน้าตาได้ไม่ชัด จากนั้นนางเห็นกลุ่มคนวิ่งมาจึงวิ่งเข้าไปผสมโรงด้วยมุ่ง
หน้าไปกระโจมที่อยู่ห่างออกไป
กระโจมได้ตั้งเรียงรายอยู่มากมาย และมีกระโจมหนึ่งที่มีเสียงไออย่างแผ่วเบาดังขึ้นมา พร้อมกับเสียงที่เปล่งขึ้น
อย่างอ่อนโยน “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลับมาแล้วเหรอ?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ถอดหมวกออกและตอบเสียงกลับว่า “ใช่แล้วคุณหนู บ่าวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
เสียงไอยังคงมีอย่างต่อเนื่องเดี๋ยวหนักเดี๋ยวเบา จนเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ได้ฟังใจเต้นตุ่มๆ ต่อมๆ ไม่เป็นจังหวะ พร้อม
กับยื่นนํ้าชามหนึ่งให้ต้วนชิงหมิง
พร้อมเอ่ยเสียงแผ่วเบาออกมา “คุณหนูทำไมถึงไอหนักขนาดนี้แล้วเจ้าคะ?”
เมื่อเปิดม่านในกระโจมออกได้พบแสงสว่างอันริบหรี่เปล่งประกายขึ้นมาจากดวงตา พร้อมด้วยอาภรณ์ที่ดูเก่า
ซอมซ่อ
ต้วนชิงหมิงหันหน้ามองยิ้มจางๆ ให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “ไม่เป็นอะไรมาก เดี๋ยวสายหน่อยอากาศก็อุ่นขึ้นเอง”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบยู่ปาก “แต่ว่าฟังจากคุณลุงหนีซาง บอกว่าฤดูใบไม้ร่วงเพิ่งจะเริ่มขึ้นเองเจ้าค่ะ”
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงฤดูใบไม้ร่วง นั่นหมายความว่าเหมันต์ฤดูก็อยู่อีกไม่ไกลแล้ว
เหมันต์ฤดูที่ต้าม่อและบริเวณข้างเคียงต่างยาวนาน จนอาภรณ์ที่ต้วนชิงหมิงมีอยู่นั้น มิอาจสู้กับความหนาวเหน็บ
ได้อย่างแน่นอน
พอต้วนชิงหมิงเห็นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยื่นนํ้าในชามมาให้นางดื่ม จึงเปรยถามไปว่า “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เจ้าแอบไปหาชีม่อเอ๋
อร์ที่นั่นมาอีกแล้วใช่ไหม?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พยักหน้ารับและตอบเสียงอ่อย “บ่าวแค่แวะไปดูมาเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
แม้ความหวังจะได้พบช่างริบหรี่ แต่ก็ไม่ควรทิ้งไปอย่างสิ้นหวัง
แต่ว่าเวลาล่วงเลยไปนานถึงหนึ่งปีแล้ว จนไม่รู้ว่าความหวังของพวกนางคืออะไรกันแน่?
ตอนที่ต้วนชิงหมิงกำลังจะอ้าปากตอบกลับ นางได้ไออย่างหนักออกมาแทน จนต้องนิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อน
รวบรวมแรงพูดขึ้น “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ข้าสอนเจ้าว่ายังไง… ตอนนี้พวกเราอย่าได้เดินทางไปไหนมาไหนไม่ใช่หรือ เจ้าลืมไป
แล้วหรือยังไง?”
พอได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดอย่างอ่อนแรง เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พลันตอบเสียงอ่อย “บ่าวทราบเจ้าค่ะ แต่ว่าบ่าวอยากไป
ลองเสี่ยงดู เพื่อจะบังเอิญพบเข้ากับองค์ชายสาม พวกเราจะได้หลุดพ้นจากตามจองล้างจองผลาญของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
เสียทีเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ พวกเรารีบออกจากที่นี่เถอะ… มิอย่างนั้นเจ้าอาจพาคนของเหยี
ยนหลิ่งเจวี๋ยตามหาที่นี่ก็เป็นได้!”
ในคํ่าคืนนั้นนับเป็นฝันร้ายอย่างมาก ต้วนชิงหมิงเดินทางมาถึงต้าม่อโดยเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เหยียนหลิ่งเจ
วี๋ยตามมารังควานตลอดทาง แน่นอนว่าต้วนชิงหมิงมิใช่คู่ต่อสู้ของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย เหล่าทหารของนางถูกวางยาสลบจน
หมด
จากนั้นนางจึงเอาราชโองการลับยัดใส่มือเยวี่ยเจียและสั่งให้นางไปซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง เมื่อเหยียนหลิ่งเจวี๋ยพัง
ประตูเข้ามาในห้อง ปลายกระบี่ได้จ่อไปที่คอของนาง เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหน้าแดงกํ่าด้วยความเคียดเเค้น ถามต้วนชิงหมิงอ
ย่างจริงจังว่าจะเลือกให้เขาฆ่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ หรือว่าต้วนชิงหมิงจะยอมไปกับเขาแต่โดยดี?
แน่นอนว่าต้วนชิงหมิงย่อมเลือกข้อหลัง
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตัดสินใจหัวเด็ดตีนขาดยังไงต้องติดตามต้วนชิงหมิงไปด้วย แต่ในระหว่างทางกลับถูกปล่อยทิ้งไว้
ระหว่างทางในหุบเขา ต้วนชิงหมิงพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง เพื่อจะกระโดดลงมาจากหลังม้าไปช่วยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
เพราะที่นี่คือต้าม่อไม่ใช่เมืองหลวง หากปล่อยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ทิ้งอยู่ที่นี่ตามลำพัง ต้วนชิงหมิงคงมิอาจเป็นสุขได้ไปตลอด
ชีวิต
โชคดีตรงที่ครั้งนั้นต้วนชิงหมิงขอร้องจนช่วยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เอาไว้ได้ แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอของนางทำให้ทิ้ง
ต้นตอของอาการปั่วยเอาไว้
นับแต่นั้นเป็นต้นมา นายบ่าวทั้งสองต่างคิดหาทุกวิถีทางในการหนีเอาตัวรอดออกมา ไม่ว่าจะเป็นการซ่อนตัวใน
รางหญ้าเลี้ยงม้า การซ่อนตัวในปั่าทึบที่มีต้นหญ้าบุปผาขึ้นนานาพันธุ์ เพื่อไม่ให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหาตัวได้พบ……
นายบ่าวทั้งสองใช้เวลากว่าครึ่งปีในการหลบหนีซ่อนตัวอย่างยากลำบาก จนในที่สุดก็หลบซ่อนตัวมาถึงเขตเซา
เตาจื่อ
ไม่ใช่ว่าพวกนางไม่อยากกลับต้าเซี่ย แต่พวกนางรู้ดีว่าระหว่างทางต้องเจอเหยียนหลิ่งเจวี๋ยและลูกน้องของเขา
ขวางทางอยู่!
นายบ่าวทั้งสองได้ใช้เวลาอยู่ข้างนอกเป็นแรมปี จนไม่รู้เลยว่าในราชวงศ์ต้าเซี่ยได้เปลี่ยนโฉมไปแล้ว พวกนางยัง
ได้ยินมาว่าที่ต้าม่อนั้น อ๋าวฮั่นได้เป็นผู้นำคนใหม่ เพียงแต่ว่าพวกนางมิอาจไปที่นั่นได้
ทั้งสองคนใช้ชีวิตอยู่ในเขตทุ่งหญ้าอย่างยากลำบาก โชคดีตรงที่ในชาติก่อนนั้น ต้วนชิงหมิงมีประสบการณ์ในเรื่อง
ทำการค้าขาย ประกอบกับเข้าใจการแพทย์มาบ้าง จึงเป็นที่ต้อนรับของคนเลี้ยงสัตว์และมีทางหนีทีไล่ในการใช้ชีวิต
เพียงแต่ว่าพวกนางมิกล้าหยุดอยู่ที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป อีกทั้งการตามไล่ล่าของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่ไม่ยอมปล่อย
จึงกลายเป็นสิ่งที่พวกนางไม่อยากตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริง
หลายวันก่อนเนื่องจากเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ออกไปสอบถามข่าวคราวเรื่องราวต่างๆ จนเกือบถูกคนของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
พบตัวเข้า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต้วนชิงหมิงก็ไม่อนุญาตให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวอีก
ต้วนชิงหมิงพยายามดันตัวลุกขึ้นมานั่ง
ครึ่งปีมานี้นางใช้ชีวิตอยู่กับการหลบหนีเาตัวรอดจนร่างกายซูบผอมไปถนัดตา ทั้งแววตาทั้งสองก็แดงกํ่าไปถนัด
ตา
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงพยายามลุกขึ้นมานั่ง เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็รีบเข้ามาประคอง “คุณหนู ร่างกายของคุณหนูมิอาจผญ
จอะไได้แล้ว บ่าวดูแล้วไม่มีใครสะกดรอยตามมาเจ้าค่ะ”
พอต้วนชิงหมิงขยับเล็กน้อยก็หายใจอย่างเหนื่อยหอบ “ถ้าคนของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยตามมาจริง พวกเราต้องพลอย
ซวยกันหมดแน่… เร็ว เร็วเข้า รีบไปกันเถอะ!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ฟังก็รู้ว่าสู้ต้วนชิงหมิงไม่ได้ จึงเริ่มเก็บข้าวของที่มีอยู่อย่างน้อยนิดให้เร็วที่สุด
ทันใดนั้น มีบุรุษวัยรุ่นคนหนึ่งเปิดกระโจมออก พร้อมเอ่ยขึ้นว่า “ต้วนชิงหมิง ดูสิเจ้าจะหนีไปทางไหอีก”
ของในมือเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หล่นลงพื้นแตกดัง “เพล้ง”
เป็นไปอย่างที่คิดไว้ เหยียนหลิ่งเจวี๋ยไล่ตามหาจนเจออีกครั้งหนึ่งแล้ว……
ตลอดทางเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงขี่ม้าไล่ล่าไปตามเส้นทางที่คิดว่าต้วนชิงหมิงน่าจะเดินทางผ่าน
สภาพของต้วนชิงหมิงเป็นอย่างไรนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ทราบได้เลย แต่เขาพอจินตนาการได้ว่าสตรีที่ร่างกาย
อ่อนแอ จะต้องประสบกับความยากลำบากมากมายเพียงใด กว่าจะสามารถเอาตัวรอดจากเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่ใจดำ
อำมหิตได้
ตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋มิอาจหยุดยั้งการตามหานางได้ เพราะเมื่อใดที่หยุดพักลง มักจะมีภาพสายตาขอร้องวิงวอ
นของต้วนชิงหมิงปรากฏขึ้นมาอยู่ตลอด
เหยียนหลิ่งอวี๋หลับตาลงอย่างช้าๆ ก่อนดึงบังเหียนให้ม้าพุ่งทะยานไปด้านหน้าต่อไป
เมื่อเขาดึงบังเหียนม้าออกเดินทางไปได้ไม่ไกล จู่ๆ ได้มีหนุ่มน้อยวิ่งตามทางมา
หนุ่มน้อยคนนั้นไม่มีท่าทีตื่นตกใจและหวาดกลัวม้าที่วิ่งแม้แต่น้อย กลับหัวเราะคิกคักออกมาอีก
ระหว่างนั้นเองทุกคนดูต่างตกใจขึ้นมา ด้วยกลัวว่าหนุ่มน้อยจะกลายเป็นเนื้อบดภายใต้กีบเท้าของม้าไป
จะว่าช้าก็ไม่ช้าจะว่าเร็วก็ไม่เร็ว เหยียนหลิ่งอวี๋ได้โอบอุ้มหนุ่มน้อยเข้าไปไว้ในอ้อมอก เพื่อหลบจากกีบเท้าม้าที่
เหยียบยํ่าลงมานับมิถ้วน
พ่อของหนุ่มน้อยรีบวิ่งเข้ามาโอบอุ้มบุตรชายและขอบคุณเหยียนหลิ่งอวี๋ยกใหญ่
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้แต่ยิ้มน้อยๆ จากนั้นกระโดดขึ้นหลังม้า จากนั้นหางตาของเขาได้เหลือบเห็นต้นแขนของหนุ่ม
น้อยมีผ้าผืนเล็กพันอยู่ แม้จะไม่มีเลือดสดไหลซึมออกมา ทว่ากลับมีความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกปรากฏขึ้นมา
ทำให้เขาถึงกับต้องดึบังเหียนให้ม้าหยุดลง
หลังจากนั้นเขาต้องตกใจมากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นสีขอผ้าพันแผล
เมื่อพ่อของหนุ่มน้อยเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋เอาแต่จ้องไปที่แผลของเด็กหนุ่ม เขาก็รีบยิ้มและอธิบายว่า “เจ้าลูกคนนี้
ซนเหลือเกิน ก่อนหน้านี้สองสามวันไปวิ่งเล่นจนต้นแขนไถลไปกับพื้น โชคดีที่มีท่านหมอใจดีที่ผ่านมาพอดีคนหนึ่งช่วย
ทำแผลให้……”
ท่านหมอใจดีที่ผ่านมา?
ไม่รู้ว่าท่านหมอที่ออกช่วยเหลือผู้คนไปทั่วหมายถึงหมอคนไหนกันแน่?
เหยียนหลิ่งอวี๋เม้มปากแน่น พร้อมกับส่งแววตาภายใต้ความผิดหวังออกมา และเตรียมตัวจะจากไป
เขาได้สังเกตผ้าพันแผลของหนุ่มน้อยอีกครั้งอย่างละเอียด แม้จะเป็นชายเสื้อชุดของสตรี แต่ชายเสื้อนั้นกลับดู
ถลอกปอกเปิกจนดูเก่า ไม่เหมือนกับอาภรณ์ที่ต้วนชิงหมิงสวมใส่ แต่ว่าในใจทรงจำของเขานั้น ต้วนชิงหมิงไม่ได้รู้เรื่อง
การแพทย์และการรักษาแม้แต่น้อย
เหยียนหลิ่งอวี๋กำลังจะกลับตัวจากไป ด้านหลังกลับมีเสียงของหนุ่มน้อยดังขึ้นอย่างอบอุ่น “ความสามารถ
ทางการแพทย์ของนางสูงส่งอย่างมาก ถึงแม้นางจะพูดภาษาของต้าม่อไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เป็นสตรีที่จิตใจจิตใจดีคน
หนึ่ง……”
เป็นสตรี? พูดภาษาต้าม่อได้ไม่ดี?
ชั่วพริบตานั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ยื่นมือออกไปคว้าชายเสื้อของหนุ่มน้อยเอาไว้ พร้อมกับถามอย่างขึงขัง “บอกข้า
มาว่าสตรีคนนั้นอยู่ที่ไหนกัน?”
หนุ่มน้อยคนนั้นถูกอุ้มขึ้นมาและชี้ไปที่กระโจมที่อยู่ห่างไกลออกไป “พวกเราพบท่านหมอทางโน้น……”
ชั่วพริบตาเดียว เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ปล่อยหนุ่มน้อยตกลงกับพื้น พร้อมกับหายตัววับไปในชั่วพริบตา
เสียงฝีเท้าม้าที่กำลังเร่งทะยานไปข้างหน้านั้น กำลังบอกกับเหยียนหลิ่งอวี๋ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น มิใช่ความ
ฝันแต่อย่างใด!
การหาหมอสตรีที่สามารถรักษาโรคได้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ไล่ตาไปถึงกระโจมที่ต้วนชิงหมิงอาศัย
อยู่ ก็ต้องพบกับความว่างเปล่าและกลิ่นยาสมุนไพรที่ตลบอบอวล!
ต้วนชิงหมิงไม่ได้อยู่ที่นี่ตรงนี้!
กระโจมทั้งเล็กทั้งแคบมีเพียงที่นอนที่สามารถยัดได้เพียงองคน กับเครื่องใช้ส่วนตัวอีกนิดหน่อย บนหัวนอนมี
เสื้อผ้าชุดหนึ่งถูกวางทิ้งไว้ มองปราดเดียวก็ทราบได้ทนทีว่าเป็นชุดของสตรี
เหยียนหลิ่งอวี๋หยิบชุดนั้นขึ้นมาคลำไว้ในมือราวกับว่ามีกลิ่นที่คุ้นเคยลอยโชยออกมา เขาเอาเสื้อขึ้นมาแนบหน้า
อยู่นานสองนาน ในที่สุดนํ้าตาลูกผู้ชายพลันรินไหลอาบลงแก้มทั้งสองข้าง
ที่แท้ต้วนชิงหมิงอยู่ที่นี่เอง ทว่าหากไม่ได้ช่วยหนุ่มน้อยคนนั้นไว้ เขาคงไม่พลาดโอกาสดีที่จะได้เจอต้วนชิงหมิงอ
ย่างแน่นอน
ลั่วสุ่ยให้คนเริ่มกระจายตัวตามหาให้ทั่วบริเวณ
จู่ๆ ได้ยินเสียงร้องขึ้นมาด้วยความตกใจสุดขีด “องค์ชาย… เลือด!!!”
เลือดได้แผ่เป็นวงน้อยๆ กระจายอยู่ภายในกระโจม
เหยียนหลิ่งอวี๋รีบลุกพรวดขึ้น จากนั้นวิ่งออกไปด้านนอกของกระโจม
ในตอนนั้นเอง องครักษ์เฮยสุ่ยที่รับหน้าที่ไปสืบข่าวคราวได้เดินทางกลับมา เขาจึงรีบรายงานเหยียนหลิ่งอวี๋
“องค์ชาย เมื่อครู่มีคนเลี้ยงสัตว์เห็นสตรีสองคนถูกจับตัวบังคับขึ้นไปบนยอดเขาซีซานพ่ะย่ะค่ะ”
ยอดเขาซีซาน?
เหยียนหลิ่งอวี๋กำเสื้อสตรีชุดนั้นไว้แนบแน่นจนมือสั่นไปหมด พร้อมกับสั่งเสียงดังลั่น “ไล่ตามไป!!!”
สายตาของเขาแผ่ซ่านความโหดเหี้ยมอำมหิตออกมาจนน่ากลัวสะพรึ่งไปหมด