กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 4 หญิงสำส่อนไร้คุณธรรม
สาวใช้เหลียนเอ๋อร์ รีบร้อนกล่าว “ท่านหมอหลวง ท่านรีบพูดมาเถิด คุณหนู
ของข้าเป็นอะไรกันแน่? สุขภาพแข็งแรงดีแท้ๆ เหตุใดหมดสติไปได้เล่า?”
“คือ…”
“ยังไม่รีบพูดมาอีก!” ตงฟางจั๋วร้อนรนจนบันดาลโทสะ สายตาฉายแววพิโรธ
อย่างเห็นได้ชัด จิ้งอันอ๋องมีนิสัยโมโหง่าย หากโมโหมักมีผู้ได้รับผลเสีย เหล่าข้า
ราชบริพารต่างรู้ดี หมอหลวงสะดุ้งตัวโยน โขกศีรษะกับพื้นอย่างลนลาน
“หมอหลวงหลี่เข้าวังมานาน มีโรคภัยไข้เจ็บใดบ้างมิเคยพบเห็น เหตุใดวันนี้
ตรวจจับชีพจรจึงไม่ราบรื่น? หรือว่า พระชายาป่วยเป็นโรคร้ายแรง ไม่สะดวก
กล่าวออกมา?” ตงฟางเจ๋อที่นั่งอยู่ด้านนอกหมุนถ้วยน้ำชาในมือเล่น เสียงราบ
เรียบไร้อารมณ์ของเขาดังชัดเจนเข้ามาจากด้านนอกห้องโถง
ตงฟางจั๋วสีหน้าเย็นชา สายตาดุจดั่งน้ำแข็งในเหมันตฤดู หมอหลวงหลี่รีบ
ตอบเสียงแตกตื่นหวาดกลัว “พระชายาสุขภาพแข็งแรงดี แต่เพราะตั้งครรภ์ มิได้
บำรุงให้ถูกต้อง วันนี้ยิ่งเหน็ดเหนื่อยเกินควร จึงเป็นเหตุให้หมดสติขณะทำพิธี…”
ตั้งครรภ์!
คำนี้ราวกับระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกขว้างลงมาในก้นบึงอันเงียบสงัด ทั้งในและ
นอกห้องโถง เสียงพูดคุยถกเถียงพลันดังขึ้นปานคลื่นที่โหมซัดสาด
ตงฟางจั๋วตกตะลึง ได้ยินเพียงเสียงเกรี้ยวกราดของตงฟางเจ๋อดังมาจาก
ด้านนอก “เหลวไหล! จิ้งอันอ๋องกับพระชายาเพิ่งร่วมพิธีแต่งงานกันวันนี้ นางจะ
ตั้งครรภ์ได้อย่างไร? หมอหลวงหลี่ ท่านอย่าพูดจาส่งเดช ทำชื่อเสียงพระชายา
แปดเปื้อนเป็นเรื่องเล็ก ทว่าทำลายหน้าตาราชวงศ์ของข้า ท่านมีกี่ศีรษะสามารถ
รับผิดชอบได้ไหว?”
“เจิ้นหนิงอ๋องโปรดอย่าทรงกริ้ว! พระชายาจิ้งอันอ๋อง… ตั้งครรภ์ได้สอง
เดือนแล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันมิกล้าทูลความเท็จแน่นอน!” หมอหลวงหลี่
คุกเข่าอยู่กลางห้องโถง ภายใต้สายตาเย็นเยียบของตงฟางจั๋ว เหงื่อเม็ดใหญ่ผุด
พราย ไหลอาบจากหน้าผากเขาไม่หยุด
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดตงฟางจั๋วก็เลื่อนสายตาออกจากหมอหลวงหลี่
เยื้องย่างไปเบื้องหน้า แล้วกระชากม่านทิ้ง สายตาดุดันจับจ้องไปยังดวงหน้า
ซีดเซียวของหลีซู ราวกับจะจับนางกลืนลงไปทั้งเป็น
“เป็นไปไม่ได้!” หลีซูคืนสติจากความตกตะลึง พยายามหยัดกายขึ้น แต่เพิ่งจะ
โน้มตัวมาด้านหน้า ก็ล้มกลับไปอีกหน เหลียนเอ๋อร์ร้องขึ้นอย่างตกใจ “คุณหนู!”
รีบประคองนางลุกขึ้น
“ชีพจรของพระชายา กระหม่อมตรวจแล้วตรวจเล่า ด้วยรู้ดีว่าเป็นเรื่องใหญ่
จึงมิกล้าให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อย เพียงแต่ชีพจรนั้น… หากจิ้งอันอ๋อง
และพระชายาเคลือบแคลงสงสัย จะเรียกหมอหลวงคนอื่นมาตรวจก็ย่อมได้พ่ะย่ะ
ค่ะ! หากกระหม่อมวินิจฉัยผิดพลาด… กระหม่อมน้อมรับการลงโทษ!”
ตงฟางจั๋วลอบกำหมัดแน่น เส้นเลือดบนหน้าผากนูนชัด สายตาสบประสาน
ดวงตาคู่งามของหลีซูเขม็ง ขบกรามเอ่ยเสียงลอดไรฟันชัดถ้อยชัดคำ “ผู้ใดอยู่
ด้านนอก! ไปเรียกหมอหลวงที่มีระดับตั้งแต่ขั้นสามขึ้นไปทั้งหมดมาให้ข้า! บัด
เดี๋ยวนี้!”
ช่วงเวลาแห่งการรอคอย ยาวนานจนแทบขาดใจ
ผลการวินิจฉัยจากหมอหลวงขั้นสามขึ้นไปทั้งหมดสิบแปดท่านของแคว้นเฉิง
ล้วนเป็นหนึ่งเดียว
“เจ้า ยังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?” ตงฟางจั๋วหมุนกายแช่มช้า กัดฟันถามหญิง
งามที่นั่งเหม่ออยู่บนเตียง ดวงตาของเขาราวกับจะมีโลหิตหลั่งออกมา
ดวงหน้าของหลีซู ซีดเผือดทันใด! นางอึ้งงันอยู่ตรงนั้น สมองขาวโพลนไป
หมด นี่มัน… เรื่องอะไรกัน? นางยังเป็นหญิงพรหมจรรย์ มิเคยมีปฏิสัมพันธ์กับ
ชายใด มีเพียงครั้งนั้นเพียงครั้งเดียว… แต่นั่นก็ครึ่งปีมาแล้ว และนางก็มิได้เสีย
ความบริสุทธิ์ของตนเองให้เขา ตั้งครรภ์งั้นหรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร! แต่ว่าหมอ
หลวงที่นั่งคุกเข่าเป็นแถวอยู่เบื้องล่างเหล่านั้น รวมถึงหมอหลวงหลี่ ทั้งหมดสิบ
แปดคน หากมีผู้หนึ่งวินิจฉัยผิดก็แล้วไป แต่นี่ทั้งสิบแปดคนผู้ซึ่งผ่านการคัด
เลือกอย่างเข้มงวดกวดขันจนสุดท้ายได้รับเลือกให้เข้าวังมาเพื่อรับใช้ดูแลฮ่องเต้
ล้วนวินิจฉัยผิดงั้นหรือ?
ความเงียบงันราวกับทุกสรรพสิ่งล้มตายเข้าปกคลุมห้องโถงใหญ่อันหรูหรา
จนแทบหายใจไม่ออก
“จิ้งอันอ๋อง…” หมอหลวงผู้หนึ่งไม่อาจทนรับบรรยากาศกดดันต่อไป เสี่ยง
ตายเอ่ยปากเสียงแผ่ว
“ไสหัวไป! ไสหัวออกไปให้หมด! ไป!” ตงฟางจั๋วระเบิดโทสะในทันใด ดวงตา
แดงก่ำ คำรามเสียงดังลั่น สะบัดแขนเสื้อราวกับต้องการถล่มขุนเขาพลิกผืน
สมุทร กวาดข้าวของบนโต๊ะข้างกายกระจายตกพื้นในพริบตา
เหลียนเอ๋อร์ตกใจจนเผลอปล่อยมือที่ประคองหลีซูเอาไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วย
ความตื่นกลัว รีบถอยหลังโดยเร็วจนไปล้มนั่งอยู่นอกประตู เหล่าหมอหลวงราวได้
รับการอภัยโทษ รีบคลานลุกขึ้นด้วยร่างกายสั่นเทา วิ่งออกนอกประตูดั่งหนีตายก็
ไม่ปาน
ตงฟางเจ๋อลุกขึ้น เยื้องย่างมาที่หน้าประตูห้องโถง กวาดตามองพื้นห้องที่อยู่
ในสภาพเละเทะ สายตาไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ เพียงเอ่ยเสียงเบา “ยินดีกับท่านพี่
ด้วย วันแต่งงานก็มีโชคสามชั้นมาเยือน ช่างโชคดีไร้ผู้ใดเทียมจริงๆ นึกไม่ถึง
เสด็จพ่อจะได้อุ้มหลานไวเช่นนี้!” คำพูดของเขามีความหมายแฝง สำหรับตงฟาง
จั๋ว เมื่อได้ฟังก็มีแต่รู้สึกถูกทิ่มแทงเสียดสี
หลีซูนอนอยู่บนเตียง หอบหายใจแผ่วเบา หันหน้าเบาๆ หางตาเหลือบเห็นเงา
ร่างสูงใหญ่กำยำที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องโถงด้านใน เขาหันหลังให้แสง จึงมองไม่
เห็นใบหน้า รู้สึกเพียงความคุ้นเคยอันน่าประหลาดนั้นแผ่ปกคลุมในใจอีกครั้ง
ตงฟางจั๋วได้ยินก็โมโห ตวัดมือคว้าม้านั่งไม้ได้หนึ่งตัวก็ขว้างไปทางตงฟาง
เจ๋อทันที! ตงฟางเจ๋อไหวตัวถอยหลัง ยกฝ่ามือดันออกไป ได้ยินเพียงเสียง ‘ปัง’
ประตูห้องโถงด้านในพลันพับปิด! ม้านั่งไม้ตัวนั้นพุ่งกระแทกบานประตู แตกเป็น
ชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
ตงฟางเจ๋อกระดกยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นของเขาดูลึกลับ ยากแท้หยั่งถึง เขาไม่
รั้งรออยู่อีกต่อไป หมุนกายสาวเท้ายาวๆ เดินจากไปโดยพลัน
ตงฟางจั๋วหันไปเห็นสายตาที่หลีซูจ้องปากประตู ในใจพลันสะท้าน ก้าวฉับไป
เบื้องหน้า คว้าปกเสื้อนางเค้นถามเสียงดุดัน “เหตุใดเจ้ามองเขาเช่นนั้น? เจ้ารู้จัก
เขา? หรือว่า… สายเลือดชั่วในท้องเจ้าเป็นของตงฟางเจ๋อ? ใช่หรือไม่?!” เขา
คำราม พลางเขย่าร่างบางของหลีซูอย่างรุนแรง ตงฟางจั๋วที่อยู่ในอารมณ์
เดือดดาล เริ่มสูญเสียสติไปทีละน้อยๆ
เดิมทีหลีซูก็อ่อนแรงไปทั้งตัว ถูกเขาเขย่าอย่างนี้ยิ่งรู้สึกวิงเวียนศีรษะ หายใจ
ไม่ออก นางคว้าข้อมือของตงฟางจั๋วด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี สัมผัสอ่อนแอดั่ง
ไร้กระดูกของนาง ส่งผลให้ตงฟางจั๋วผ่อนแรงที่มือลงหลายส่วนอย่างไม่รู้ตัว
หลีซูเงยหน้ามองเขา นัยน์ตาที่ยามปกติมีแต่ความสงบนิ่ง ยามนี้แฝงไว้ด้วย
แววร้อนรนและอ้อนวอน นางพูดอย่างอ่อนแรง “ท่านอ๋อง ข้าขอถามท่าน ท่าน…
เชื่อใจข้าหรือไม่? ข้า… มิเคยมีสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับชายใด ไม่มีทางตั้งครรภ์ได้
อย่างแน่นอน นี่จะต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่!” พูดถึงตรงนี้ ในใจนางเจ็บปวดสุด
แสน ใครเล่าจะคาดคิด วันแต่งงานที่นางรอคอยมาแสนนาน กลับต้องมาอธิบาย
ความบริสุทธิ์ของตนเองให้สามีฟัง!
“เข้าใจผิด?” ตงฟางจั๋วหวั่นไหววูบหนึ่ง ทว่าพอนึกถึงน้ำเสียงเสียดสีก่อนจาก
ไปของตงฟางเจ๋อ เขาก็ทนไม่ไหว กระชากนางเข้ามาใกล้ ก้มหน้ากัดฟันเอ่ยเสียง
เย็น “เข้าใจผิดงั้นหรือ! หรือเจ้าจะบอกว่าหมอหลวงทั้งสิบแปดคนล้วนคิดป้ายสี
เจ้า? ช่างแพศยานัก!” เขาก่นด่า แล้วสะบัดร่างนางลงบนพื้นอย่างแรง
หลีซูรีบรวบรวมกำลังภายใน นางฝึกวรยุทธ์มาแต่เล็ก ทว่าเวลานี้ภายในจุด
ตันเถียนกลับไร้ซึ่งลมปราณ ไม่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาที่พิษในร่างนางกำเริบ!
เป็นไปได้อย่างไรกัน? นางอึ้งงันไปทันที… ยังเหลือเวลาอีกครึ่งปีแท้ๆ!
นางล้มลงไปทั้งอย่างนั้น เศษกระเบื้องแตกบาดผิวเนียนขาวของนาง เลือดสี
แดงไหลอาบทันใด นางขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ ทว่ากลับไม่ส่งเสียงสักแอะ
ไม่เหลือเวลาให้ครุ่นคิด แสงสว่างจากนอกหน้าต่างพลันมืดลง เงาร่างของตง
ฟางจั๋วย่างกรายใกล้เข้ามาช้าๆ
มองดูใบหน้าเย็นชาของเขา ดั่งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยพายุฝนโหมกระหน่ำ ใจ
นางลอบสั่นสะท้าน บุรุษตรงหน้ายังคงรูปงามไร้ผู้ใดทัดเทียม ทว่าเทียบกับท่าน
อ๋องรูปงามแสนอ่อนโยนที่นางเคยรู้จักในสวนดอกไม้จวนเซ่อเจิ้งอ๋องในวันวาน
แล้วราวกับเป็นคนละคน!