กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 3 การเปลี่ยนแปลงกะทันหันในงานแต่ง
ที่แท้ก็เป็นอ๋องหกผู้ได้รับความสำคัญเป็นอย่างมากจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
นี่เอง… เจิ้นหนิงอ๋องตงฟางเจ๋อ!
องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเฉิงยังไม่ได้ถูกกำหนดอย่างแน่ชัดมาโดยตลอด จิ้
งอันอ๋องตงฟางจั๋วและเจิ้นหนิงอ๋องตงฟางเจ๋อเป็นตัวเต็งจากสองฝ่าย ซึ่งกำลัง
แข่งขันกันอย่างดุเดือด หลีซูเป็นบุตรีสายหลักของเซ่อเจิ้งอ๋อง เรื่องราวเหล่านี้
ล้วนเคยผ่านหู
เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเข้มนั้น หลีซูสะดุ้งสุดใจ ในใจพลันบังเกิดความรู้สึก
ประหลาด ตงฟางเจ๋อมีศักดิ์เป็นถึงองค์ชาย นางไม่เคยพบเขา แต่เสียงนี้… ทำไม
เสียงนี้ช่างคุ้นหูยิ่งนัก?! ราวกับสลักลึกในสมอง ทว่ากลับนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่
ใด
ตงฟางจั๋วแววตาขรึมลงเล็กน้อย เจ้าหน้าที่พิธีการที่อยู่อีกด้านเห็นสีหน้าเขา
ไม่สู้ดี รีบก้าวมายืนข้างเขา เอ่ยเตือนเสียงเบา “จิ้งอันอ๋อง รับตัวท่านหญิงขึ้นไป
กราบไหว้ฟ้าดินก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ หากชักช้าเกรงจะเสียฤกษ์งามยามดีแล้ว”
ตงฟางจั๋วเหล่มองตงฟางเจ๋อเล็กน้อย แค่นหัวเราะเย็นชาแล้วเอ่ย “ข้าได้รับ
พระมหากรุณาจากเสด็จพ่อและเสด็จแม่ให้อภิเษกกับท่านหญิงหมิงอวี้! หากน้อง
หกมาอวยพรด้วยใจจริง ก็เชิญเข้าไปดื่มด้านในเถิด” พูดจบ เขาก็ก้าวเท้าเดินไปที่
เกี้ยวเร็วๆ และยื่นมือไปยังหญิงงามที่นั่งอยู่บนนั้น
ม่านถูกยกขึ้น ด้านในเกี้ยวหรูหราประณีต มองเห็นหลีซูนั่งอยู่ตรงใจกลาง
สวมอาภรณ์ลวดลายหงส์เพลิงหลากสีตระการตา กระโปรงยาวลากพื้น เอวบาง
ดั่งก้านหลิว ถึงแม้ยามนี้มองไม่เห็นดวงหน้านาง แต่บุคลิกและท่าทางสง่างามไร้ผู้
ใดทัดเทียมนั้น มีเสน่ห์ดึงดูดไม่สิ้นสุด นางวางมือลงบนฝ่ามือกว้างของเขา ขณะ
เดียวกันก็ได้ฝากฝังอนาคตของตนเองให้โอรสองค์โตของราชวงศ์ที่ยืนอยู่ตรง
หน้าด้วย
คนหนึ่งเป็นอภิชาตบุตรแห่งราชวงศ์ อีกคนคือหญิงงามอันดับหนึ่ง เมื่อยืน
เคียงคู่ประกายมงคลเจิดจรัส สมเป็นคู่สวรรค์สร้างอย่างแท้จริง
ตงฟางเจ๋อหรี่ตาเล็กน้อย สั่งเสียงเข้ม “เข้ามา!”
องครักษ์ผู้หนึ่งก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว น้อมส่งกล่องเงินลวดลายประณีต
งดงามใบหนึ่ง ท่าทางระมัดระวังราวกับกำลังถวายของมีค่าที่ไร้สิ่งใดเทียม
ตงฟางเจ๋อรับกล่องเงินมา แล้วย่างกรายไปทางหลีซู พลางหัวเราะเสียงเบา
“ครานี้ข้าออกเดินทางไปไกล บังเอิญได้หยกงามล้ำค่ามา วันนี้พี่รองมีงานมงคล
จึงขอมอบสิ่งนี้เป็นของขวัญอวยพร ยินดีกับท่านพี่และพี่สะใภ้ ขอให้พวกท่านรัก
และเคารพซึ่งกันและกัน ครองคู่กันไปจนแก่เฒ่า”
หลีซูช้อนเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย กล่องเงินนั้นยื่นมาตรงหน้านางพอดี กล่อง
ถูกตีขึ้นจากเงินบริสุทธิ์ ฝีมือละเอียดประณีต บนฝากล่องมีลวดลายเมฆห้อมล้อม
เป็นชั้นๆ โดดเด่นสะดุดตา นางลอบประหลาดใจลึกๆ กล่องใบหนึ่งยังงดงาม
ประณีตได้ถึงเพียงนี้ ไม่รู้ของขวัญอวยพรด้านในจะน่าทึ่งเพียงใด
นางยังไม่ทันแสดงอาการอะไร ตงฟางจั๋วที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับยื่นมือโอบเอว
บาง รั้งกายนางให้ห่างจากกล่องเหล็กหนึ่งก้าว แค่นเสียงขึ้นจมูก เอ่ยอย่างจงใจ
ชี้ชัด “ขอบใจเจ้ามาก น้องหกเจ้าช่างมีน้ำใจ ข้าดองกับเซ่อเจิ้งอ๋อง ย่อมต้องได้รับ
รางวัลเป็นแก้วแหวนเงินทองมากมายจากเสด็จพ่อ ของขวัญของน้องหกข้าเกรง
จะมิได้ใช้”
ตงฟางเจ๋อเพียงหัวเราะไม่พูดอะไร ยกมือขึ้นเล็กน้อย และกดลงตรงใจกลาง
ลวดลายหมู่เมฆอันประณีตงดงามบนกล่องเบาๆ ได้ยินเพียงเสียง ‘แกร๊ก’ ฝาก
ล่องก็เปิดออกเองทันที
แสงสีแดงแสบตาสาดส่องทันใด อาบไล้แสงอาทิตย์ฤดูวสันต์สะท้อนประกาย
เป็นวงกว้าง กลุ่มคนอดไม่ได้ที่จะร้องอย่างตกตะลึง
กล่องเหล็กลวดลายละเอียดลออ ผ้าตาดดิ้นทองงามดั่งหิมะ ศิลาสีเลือด
แวววาวระยับตา โดดเด่นอยู่ใต้แสงอาทิตย์ สุกใสเปล่งปลั่ง ส่องประกายกระทบตา
ผู้คน เห็นแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของมีค่าไม่ธรรมดา
ผู้คนรอบด้านสายตาเป็นประกาย หันไปกระซิบกระซาบ ตงฟางจั๋วยิ่งอึ้งงัน
รีบยื่นมือคว้าขึ้นมา แสงอาทิตย์สาดกระทบ มองเห็นเพียงใจกลางศิลาเลือด มีนก
เพลิงนิพพานตัวหนึ่งถูกพันธนาการไว้ ราวกับมันต้องการหลุดพ้น และโบยบินสู่
ฟากฟ้า
“นี่มัน… ศิลาเลือดนกเพลิง?” ตงฟางจั๋วเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดีอย่างปิดไม่มิด
ตงฟางเจ๋อหรี่นัยน์ตา ยิ้มเย็นพลางถาม “เทียบกับศิลาล้ำค่าอื่นๆ ของพี่รอง
ดูเป็นเช่นไร?”
เสียงอื้ออึงดังกึกก้องไปทั่วทิศ ศิลาเลือดนกเพลิง คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน
ได้ยินว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่เพียงมีจิตวิญญาณ ยังเลือกนายด้วยตนเองอีกด้วย
ตำนานกล่าวว่าหากหญิงสาวถือศิลาเลือดใต้แสงอาทิตย์ แลนกเพลิงในศิลาเลือด
เก็บปีก แสดงความนอบน้อม นั่นแสดงว่าหญิงผู้นั้นเป็นฮองเฮาตัวจริง
“น้องหกใจกว้างเสมอมา ของขวัญแสดงความยินดีไม่ธรรมดาตามคาด หลีซู
เจ้าเองก็ดูด้วยเถิด” ตงฟางจั๋วดวงตาไหวระริก ดึงมือนาง และวางศิลาเลือดลง
กลางฝ่ามือ ส่วนลึกในดวงตามีประกายความหวังพาดผ่าน
หลีซูลอบแตกตื่นเล็กน้อย ไม่ทันตอบสนอง ศิลาเลือดก็มาอยู่ในมือ ตงฟาง
จั๋วคล้ายต้องการพิสูจน์บางเรื่อง จึงจงใจยกมือนางขึ้นช้าๆ ให้อยู่ใต้แสงอาทิตย์
แสงสีแดงโลหิตราวกับจะไหลอาบมือนาง สาดกระทบนิ้วมือขาวดั่งหยกของนาง ที่
แดงก็ยิ่งแดง ที่ขาวก็ยิ่งขาว
สายตาของผู้คนรอบกายพลันจับจ้องไปที่มือนาง เสมือนทุกความผันแปร
ของสรรพสิ่งใต้ฟ้าขึ้นอยู่กับการพิสูจน์หนนี้เพียงหนเดียว! หลีซูรู้สึกเพียงมือสั่น
เล็กน้อย แล้วนกเพลิงในศิลาเลือดก็พลันขยับ!
ปีกสยายพับเก็บ นกเพลิงค้อมคำนับ จากท่าสยายปีกพร้อมบิน พริบตาเดียว
เปลี่ยนเป็นค้อมกายพินอบพิเทา
ผู้คนต่างร้องตกตะลึงอย่างมิได้นัดหมาย “ศิลาเลือดนกเพลิงเลือกนายแล้ว
ช่างน่าพิศวงยิ่ง! ยินดีกับจิ้งอันอ๋อง และท่านหญิงหมิงอวี้ด้วย!” มีคนร้อง
สรรเสริญยินดีทันใด เจ้าหน้าที่นับร้อยต่างประหลาดใจ ส่งเสียงแตกตื่น
หากนายที่ศิลาเลือดนกเพลิงเลือกคือฮองเฮาตัวจริงอย่างตำนานว่า อย่างนั้น
สามีของนางก็คือฮ่องเต้ในอนาคต!
“ฮ่าๆๆ!” ตงฟางจั๋วหัวเราะเสียงดังอย่างไม่อาจยั้งใจ กระชับมือของหลีซู
กล่าวว่า “ของขวัญของน้องหกชิ้นนี้ ช่างเปิดโลกทัศน์ผู้คนจริงๆ! ชายารัก เจ้า
ต้องพกมันไว้ข้างกายให้จงดี อย่าได้ทำให้น้องหกเสียน้ำใจเชียว!”
ศิลาเลือดนกเพลิงในมือแดงสดดั่งโลหิต หลีซูขมวดคิ้วเบาๆ สังหรณ์ใจบาง
อย่างแผ่ปกคลุมส่วนลึกในจิตใจ สลัดอย่างไรก็ไม่หาย
ตงฟางเจ๋อมีประกายพาดผ่านในดวงตา กระดกยิ้มเอ่ยว่า “ท่านพี่กล่าวหนักไป
แล้ว! ท่านพี่รีบเข้าไปทำพิธีไหว้ฟ้าดินกับพี่สะใภ้โดยเร็วเถิด อย่าได้พลาดฤกษ์
มงคล… อย่างนั้นคงไม่ดีแน่”
“ใช่ๆๆ เจิ้นหนิงอ๋องกล่าวถูก หากพลาดฤกษ์มงคล จะไม่เป็นการดี!” ทุกคน
กำชับเสริมยกใหญ่
ประทัดมงคลถูกจุดดังเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย เศษประทัดสีแดงกระจายว่อนทั่ว
สารทิศท่ามกลางหมอกควัน เจ้าหน้าที่พิธีการขับร้องเสียงสูง เสียงยินดีดังแซ่
ซ้องพร้อมเพรียง
ตงฟางจั๋วจูงมือหลีซู ค่อยๆ ก้าวข้ามประตูใหญ่จวนอ๋อง
หนึ่งคำนับฟ้าดิน สองคำนับพระราชโองการ สามคำนับคู่สมรส หลังสาม
คำนับนี้แล้ว หลีซูก็จะกลายเป็นชายาของจิ้งอันอ๋องอย่างแท้จริง! ทว่าในการ
คำนับครั้งที่สาม นางไม่ทันลุกขึ้น อาการวิงเวียนพลันจู่โจม รุนแรงจนนางตั้งตัว
ไม่ทัน ล้มลงกับพื้นทันใด ศิลาเลือดนกเพลิงที่โดดเด่นสะดุดตา ตกกระแทกพื้น
ส่งเสียงแตกละเอียดเสียดแทงแก้วหู
การเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้ ทำเอาแขกเหรื่อทุกคนลุกขึ้นอย่างตกตะลึง
ตงฟางจั๋วยิ่งยืนอึ้งอยู่ในห้องโถง
“เรียกหมอหลวงมาเร็ว!” ในที่สุดก็มีคนตะโกนขึ้น
สถานการณ์พลันโกลาหล ทุกคนในห้องโถงใหญ่ยุ่งเป็นพัลวัน ตงฟางจั๋วราว
เพิ่งตื่นจากฝัน รีบอุ้มหลีซูขึ้นมา และวางร่างนางลงบนฟูกนิ่มตัวหนึ่งในห้องโถง
เมื่อหมอหลวงมาถึง หลีซูได้สติคืนมา ทว่าทั่วร่างอ่อนแรง ศีรษะวิงเวียน
เปลือกตาหนักอึ้งประหนึ่งมีน้ำหนักพันชั่ง
หมอหลวงสีหน้าหนักใจ ดูไม่ออกว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย เดี๋ยวก็ตกตะลึง
เดี๋ยวก็หวาดกลัว ตรวจชีพจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยกลัวว่าจะวินิจฉัยผิดพลาด
“หมอหลวง ชายาของข้าป่วยเป็นอะไรกันแน่?” เห็นหมอหลวงจับชีพจรอยู่
นานไม่ยอมปล่อย ตงฟางจั๋วจึงถามเสียงขรึม
หมอหลวงตกใจตัวโยน รีบคลานเข่าลุกขึ้น และคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง “ทูลจิ้
งอันอ๋อง พระชายา… พระชายา…” เสียงพูดขาดๆ หายๆ ราวกับสิ่งที่จะพูดนั้น
เป็นเรื่องยากจะเอ่ยออกมา