กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 448 )
ซูหลีตะลึงงัน นึกไม่ถึงว่าเขาจะตัดสินใจทำเช่นนี้ในพิธีขึ้นครองราชย์! นาง
ตื่นตะลึงไม่หาย จู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่าหยางเซียวจะกล่าวอะไรต่อจากนี้ สีหน้าพลัน
แปรเปลี่ยน พยายามสะบัดมือเขาออก แต่กลับถูกเขากุมไว้แน่น
เหล่าขุนนางในราชสำนักเปี้ยนแตกฮือ ต่างคนต่างสีหน้า กองกำลังหนึ่งใน
ยุทธภพกลายเป็นหน่วยองครักษ์ที่มียศสูงในชั่วข้ามคืน เหมือนขึ้นสวรรค์ได้
ภายในก้าวเดียว พวกเขาต่างพากันหันไปมองซูหลีเป็นตาเดียว!
ทูตชุดแดงคนก่อนหน้าที่พูดชักแม่น้ำทั้งห้า กล่าวชมว่าองค์หญิงแคว้น
ตนเองงดงามและปราดเปรื่องเพียงใด ครั้นเห็นซูหลี ก็ตกตะลึงสุดแสน เขาอ้า
ปากกว้างอย่างลืมตัว ตะลึงจนพูดไม่ออก
สตรีที่อยู่ตรงหน้า สวมอาภรณ์สีขาวหิมะ งดงามไร้ที่ติ คิ้วเรียวงามดกดำดัง
ภาพวาด ดวงตาสุกสกาวดั่งดวงดาว เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าฉากหลังที่เป็นตำหนัก
ใหญ่โตมโหฬาร ยิ่งทำให้นางเหมือนเทพธิดาที่เดินออกมาจากภาพวาด งดงามจน
แยกไม่ออก นางยืนนิ่งไม่พูดไม่จา เพียงยืนอยู่ตรงนั้น ก็มีรัศมีเจิดจรัสอยู่รอบ
กายแล้ว
ทูตทั้งหลายต่างตกตะลึง คล้ายไม่อยากเชื่อว่าใต้หล้ายังมีสตรีที่งดงามและมี
บุคลิกสูงสง่าเช่นนี้อยู่ด้วย! แต่ทว่า หลังจากตกตะลึง กลับต้องรู้สึกเย็นวาบในใจ
มีสตรีรูปโฉมงดงามโดดเด่นถึงเพียงนี้อยู่ข้างกายฮ่องเต้แคว้นเปี้ยน คล้ายบ่ง
บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าพวกเขาล้วนต้องกลับแคว้นไปพร้อมกับความผิดหวัง คิดไป
คิดมา ก็ยังไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ ถึงแม้สตรีนางนี้จะงามล่มเมืองเพียงใด แต่ถึง
อย่างไรนางก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง!
ทูตชุดฟ้ายิ้มแล้วกล่าวว่า “เมื่อครู่ฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนตรัสว่าพระทัยของ
พระองค์มีคนครอบครองไปแล้ว คิดว่าอีกฝ่ายคงเป็นคนที่มีฐานะสูงส่ง มิทราบว่า
เป็นองค์หญิงของแคว้นใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เขากล่าวพลางชำเลืองมองมือของ
หยางเซียวที่กุมมือซูหลีอยู่
สายตาของหยางเซียวขรึมลงทันใด ใบหน้ากลับยังคงแย้มยิ้ม แล้วตอบว่า
“ใต้เท้าท่านนี้หมายความว่า ลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ของข้า มีฐานะไม่เทียบเคียงองค์
หญิงของแคว้นท่านหรือ?”
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง ที่แท้เขาก็แค่ต้องการใช้ฐานะธิดาเทพเป็นเรื่อง
เปิดประเด็น นึกไม่ถึงว่าธิดาเทพผู้นี้ก็เป็นราชนิกุลด้วยเช่นกัน? ขุนนางชุดฟ้า
ลนลาน รีบยิ้มฝืดเฝื่อน “มิกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
หยางเซียวกล่าวเสียงเข้ม “ทุกท่านอาจยังไม่ทราบ ซูหลีเป็นธิดาขององค์
หญิงหรงซี เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า แล้วก็เป็นนางดวงใจของข้าด้วย! วันนี้ ต่อ
หน้าเหล่าขุนนางจากทั่วหล้า ในนามของฮ่องเต้ ข้าขอประกาศสู่ขอนางอย่างเป็น
ทางการ!”
ขันทีคนหนึ่งประคองกล่องหยกขึ้นเหนือศีรษะ น้อมส่งมาตรงหน้าเขา หยาง
เซียวเปิดฝากล่อง ตราพระราชลัญจกรหงส์อันประณีตงดงามและแวววาวเจิดจ้า
ปรากฏสู่ครรลองสายตาของฝูงชน
ดวงตาคมเข้มของหยางเซียวเต็มไปด้วยความรู้สึกอันหวานละมุน เขาอมยิ้ม
มองซูหลี พลางกล่าวว่า “อาหลี เป็นฮองเฮาของข้าเถิด!”
เขากลับขอแต่งงานต่อหน้าฝูงชน? ซูหลีอึ้งค้างไปด้วยความตกตะลึง
ภายในตำหนักใหญ่เงียบงันไร้เสียง ทุกคนปากอ้าตาค้าง ล้วนถูกการกระทำ
ของหยางเซียวทำให้ตกตะลึงจนพูดไม่ออก นับแต่อดีต ในฐานะฮ่องเต้หาก
ต้องการสตรีใดเพียงมีราชโองการเท่านั้น ไม่เคยมีผู้ใดลดฐานะมาขอแต่งงานต่อ
หน้าธารกำนัลเช่นนี้มาก่อน
ใบหน้าของเหล่าขุนนางพลันบึ้งตึง หยางเซียวแสร้งทำไม่เห็น เขาเพียงจ้อง
หน้าซูหลี ไม่กล้าละสายตาจากสีหน้านางแม้แต่น้อย เขารู้สึกได้ว่านางกำลังจะจาก
ไป เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสอันเหมาะสมเอ่ยปากกับเขาเท่านั้น เรื่องมาถึงขั้นนี้ เขา
คิดไม่ออกว่าจะยังมีวิธีใดที่จะรั้งนางไว้ข้างกายได้อีก มีเพียงต้องวางเดิมพัน
เป็นการวัดดวงครั้งสุดท้ายเท่านั้น
ซูหลีมองเขาอย่างตะลึงงัน ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่ได้สติ ไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่า
เขาจะเลอะเลือนถึงเพียงนี้! สายตาหลายคู่ในตำหนักจับจ้องมาที่นางเช่นนั้น ยาม
นี้ขอเพียงนางเอ่ยปากประโยคเดียว หากไม่กลายเป็นคำมั่นสัญญา ก็อาจทำให้
หยางเซียวเสียหน้า และกลายเป็นเรื่องเล่าขบขันของชาวโลก!
ในขณะที่นางกำลังลำบากใจ ด้านนอกตำหนักใหญ่พลันมีเสียงตวาดเย็นชา
ของคนผู้หนึ่งดังเข้ามา “นางไม่มีทางตกลงแต่งงานกับท่าน!”
เสียงนี้ดังขึ้นอย่างกะทันหัน พาให้หัวใจของซูหลีสั่นสะท้านไปทั้งดวง นางหัน
ไปมองทันที
คนกลุ่มหนึ่งเดินสาวเท้ายาวๆ เข้ามาในตำหนัก ผู้ที่เดินนำหน้าสุดมีลักษณะ
องอาจห้าวหาญ เครื่องหน้าทั้งห้าหล่อเหลาคมเข้ม สายตากลับลึกล้ำยากจะคาด
เดา สวมอาภรณ์มังกรสีดำ ยิ่งขับเน้นให้ดูมีสง่าราศี
ขันทีที่รายงานไม่ทันวิ่งตามหลังมา เหงื่อไหลท่วมหัว รีบขานรายงานเสียงดัง
ทันที่ “ฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉิงเสด็จมาร่วมแสดงความยินดี!”
ทุกคนในตำหนักได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นตะลึง พากันหันหน้าไปมอง เหล่าขุนนาง
แคว้นเปี้ยนครั้นเห็นใบหน้าของตงฟางเจ๋อ ต่างก็ตะลึงงัน ยามนี้แม้ฟ้าถล่มลงมา
เกรงว่าก็คงมิอาจทำให้พวกเขาตกตะลึงได้ถึงขนาดนี้ ฮ่องเต้แคว้นเฉิงผู้เย็นชาไร้
ความปรานี สังหารองค์หญิงเจาหวาและคณะทูตจากแคว้นเปี้ยนต่อหน้าธารกำนัล
กลับเป็นคนที่ช่วยหยางเซียวออกอุบาย และพลิกสถานการณ์ในช่วงเวลาสำคัญ
หลายต่อหลายครั้ง!
หยางเซียวหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย กล่าวเสียงเรียบเฉย “ข้ายังนึกว่าฮ่องเต้
แคว้นเฉิงประชวร ไม่อาจมาร่วมงานได้แล้วเสียอีก”
ตงฟางเจ๋อเดินตรงเข้ามาใจกลางตำหนัก แสยะยิ้มเยือกเย็น แล้วกล่าวว่า
“พิธีขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้แคว้นเปี้ยน แต่กลับขอฮองเฮาแคว้นเฉิงของเรา
แต่งงาน ข้าจะไม่มาได้เยี่ยงไรเล่า?!”
ครั้นเขาเอ่ยวาจานี้ออกไป เหมือนดั่งสายฟ้าฟาด ทุกคนในตำหนักฮือฮาแตก
ตื่น เหล่าขุนนางแคว้นเปี้ยนรวมถึงคณะทูตจากแคว้นต่างๆ นึกว่าตนเองฟังผิด
ไป ต่างคนต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย คนผู้หนึ่งตะโกน
เสียงดังขึ้นมาทันที่ “มิน่าเล่าข้าถึงรู้สึกว่าคุ้นหน้านางนัก นางก็คือท่านหญิงหมิงซี
ยามนั้นในพิธีคัดเลือกพระสวามี ข้าเคยเห็นนางในแคว้นเฉิง!”
เรื่องราวของท่านหญิงหมิงซีคัดเลือกพระสวามีโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน ใต้หล้า
ล้วนรับรู้ และหยางเซียวก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าคัดเลือก ยามนี้เขาขึ้นครองราชย์ คนที่
ต้องการแต่งงานด้วย กลับยังคงเป็นสตรีนางนั้น?! ทุกคนตกตะลึง ต่างตวัด
สายตามองมาที่พวกเขาสองคน
หัวใจของซูหลีหนักอึ้ง รู้สึกเหมือนถูกบีบมือแน่นขึ้น ใต้แขนเสื้อกว้าง หยาง
เซียวกำมือนางแน่น ไม่ยอมคลายแม้แต่น้อย นางแทบจะสัมผัสได้ถึงไอเกรี้ยว
โกรธที่เขาพยายามข่มกลั้นเอาไว้
ไอเย็นพาดผ่านดวงตาหยางเซียว เขายิ้มเล็กน้อย “ทุกคนใต้หล้าล้วนรู้ดี ท่าน
หญิงหมิงซีสิ้นใจตายใต้แม่น้ำหลานชางเมื่อสามเดือนก่อนแล้ว ได้ยินว่าเป็น
ฮ่องเต้แคว้นเฉิงที่นำกำลังคนงมหาศพของนางด้วยตนเอง และหลุมศพของ
ฮองเฮาของท่านก็อยู่ในสุสานราชวงศ์เฉิง หากข้าจำไม่ผิด คล้ายไม่เคยได้ยินว่า
ฮ่องเต้แคว้นเฉิงสู่ขอฮองเฮาองค์ใหม่?”
หัวใจของตงฟางเจ๋อเจ็บแปลบ เจ็ดวันในแม่น้ำหลานชางเป็นช่วงเวลาที่สิ้น
หวังที่สุดในชีวิตของเขา จู่ๆ ถูกหยางเซียวพูดถึง คล้ายทำให้ภาพแห่งความสิ้น
หวังในยามนั้นผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง เขาจับจ้องไปที่ซูหลี สายตาเต็มไปด้วย
อารมณ์สับสนยากแยกแยะ เขากล่าวเสียงแช่มช้า “ข้างมศพศพหนึ่งได้จากก้น
แม่น้ำหลานชางจริงๆ ศพนั้นมีของแทนใจระหว่างข้ากับนาง…” เขาเอ่ย พลาง
ล้วงของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
ลมหายใจของซูหลีพลันสะดุด! สิ่งที่เขาถือไว้ในมือ กลับเป็นตุ๊กตาไม้เล็กๆ ที่
นางทำลายโดยไม่ตั้งใจในศาลฉีเซียง!
แต่… ตุ๊กตาไม้ตัวนั้นถูกนางทำลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วมิใช่หรือ? เหตุใด
ถึงได้…
ตงฟางเจ๋อเดินมาหานางช้าๆ นางมองดูใกล้ๆ จึงค้นพบว่าตุ๊กตาไม้ตัวนั้นไม่รู้
ถูกเขาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันด้วยวิธีใด มีแต่รอยแตกร้าวไปทั่ว ไม่เรียบเนียนดัง
เช่นตอนแรก
ถึงแม้อย่างนั้น เขายังคงถือมันไว้ด้วยสายตาอ่อนโยน และทะนุถนอมอย่าง
ยิ่ง ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า แม้ตายก็จะไม่ยอมปล่อยมือ รอยยิ้มขมขื่นผุดขึ้นที่
กลีบปาก เขาถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “นางคงคิดว่า ขอเพียงข้าเห็นตุ๊กตาไม้ตัวนี้
ข้าก็จะเชื่อว่านางไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว! ศพถูกแช่ใต้น้ำนานถึงเจ็ดวัน ใบหน้าไร้
เค้าโครงเดิม ทุกคนจึงเชื่อว่านางตายไปแล้ว…”
ซูหลีรู้สึกเพียงหัวใจบีบรัดอย่างแรง พูดอะไรไม่ออก
สายตาของตงฟางเจ๋ออ่อนโยนดั่งสายน้ำ มองนางแล้วกล่าวว่า “ตอนที่ี่ี่เพิ่ง
เห็นตุ๊กตาไม้ ข้าเองก็เกือบเชื่อแล้ว แต่ต่อมาเมื่อข้าลองไตร่ตรองอย่างละเอียด ก็
รู้สึกว่าศพนั้นไม่ใช่นาง ฐานะของทูตทั้งสี่แห่งเฉินเหมินถูกเปิดเผย กองกำลังของ
เฉินเหมินล้วนกระจัดกระจายออกจากเมืองหลวงแคว้นเฉิง แผนการแยบคายถึง
เพียงนี้ เห็นได้ชัดว่ามีการวางแผนมานานแล้ว มิเช่นนั้นจะหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
ในเวลาอันสั้นเช่นนั้นได้อย่างไร!”