กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 477 )
ซูหลีเดินไปข้างหน้า มองถาดหยกแวบหนึ่ง “ให้ข้าเลือกได้ตามใจจริงหรือ?”
หยางเซียวชะโงกหน้ามาหานาง หัวเราะอย่างเบิกบาน “แน่นอน เจ้าชอบเส้น
ไหน?”
“ข้าเอาหมดเลย”
หยางเซียวตะลึงงัน พลันดีอกดีใจ “ได้เลยๆ เด็กๆ รีบส่งถั่วแดงเหล่านี้ไปที่
ตำหนักขององค์หญิงฉางเล่อเดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่ต้องหรอก” ซูหลีแย้มยิ้ม แล้วสะบัดแขนเสื้อ สร้อยข้อมือแห่งความรักใน
ถาดพลันลอยเหนืออากาศ
ทุกคนร้องด้วยความตกใจ ซูหลียังคงแย้มยิ้ม พลันดีดนิ้วมือเบาๆ ถั่วแดง
ร่วงกระจายเต็มพื้นดังไข่มุกหยก ซูหลีโบกสะบัดแขนเสื้อเริงระบำ หนีบเส้นไหม
ร้อยลูกปัดไว้กลางนิ้วมือ ก่อนจะหมุนกายลอยเหนืออากาศ แล้วขับเคลื่อนชี่แท้
กลางฝ่ามือ เคลื่อนผ่านที่ใด ยอดต้นไม้เสียดสีดังสวบสาบ ใบไม้ปลิวว่อน เส้นไหม
ในมือซูหลีถูกใช้ต่างเข็มเหล็ก นางพลิกข้อมือร้อยใบไม้เข้าด้วยกัน แล้วทิ้งตัว
ลงพื้น พร้อมกับถือช่อดอกซิ่วฉิวอันงดงามที่ทำจากใบไม้ไว้ในมือ
หยางเซียวปรบมือหัวเราะเสียงดังลั่น “วิเศษมาก! ใช้กิ่งและใบเป็นสื่อกลาง
เชื่อมต่อพรหมลิขิตเข้าด้วยกัน ดอกซิ่วฉิวที่ทำจากต้นพรหมลิขิต มีเพียงหนึ่ง
เดียวในโลก!”
ซูหลีมองหลางฉ่างด้วยรอยยิ้ม “เสด็จพี่ หากหม่อมฉันมอบดอกซิ่วฉิวในมือ
ให้ผู้ใด ผู้นั้นก็จะเป็นสวามีของหม่อมฉันใช่หรือไม่?”
หลางฉ่างก้าวเท้ามาข้างหน้า กล่าวเสียงแผ่วเบา “เจ้าคิดดีแล้วจริงหรือ?”
ซูหลีทอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า “เสด็จพี่ยังไม่พอใจอีกหรือ?”
“ข้าจะพอใจหรือไม่ ไม่สำคัญ สำคัญคือเขาจริงใจหรือไม่ และเสด็จพ่อจะวาง
พระทัยได้หรือเปล่า!” หลางฉ่างจ้องหน้านาง สายตายังคงแฝงแววเป็นห่วง
ตงฟางเจ๋อก้าวเท้าเข้ามา “ซูซู! เจ้าอย่าลืมสิ่งที่ติดค้างข้าไว้เมื่อครู่เล่า”
ซูหลีแย้มยิ้ม โยนช่อซิ่วฉิวในมือ ช่อซิ่วฉิวที่ทำจากใบไม้ลอยเป็นเส้นโค้งกลาง
อากาศ ตรงไปหาตงฟางเจ๋อ หยางเซียวเห็นเช่นนั้น ก็รีบพุ่งตัวเข้ามาแย่ง ครั้งนี้
ตงฟางเจ๋อไม่ลังเลแม้แต่น้อย พลันสะบัดแขนเสื้อ ตวัดเอาช่อซิ่วฉิวเข้ามาในอ้อม
แขน
คิ้วคมเข้มโก่งยิ้มด้วยความยินดี กอปรกับช่อซิ่วฉิวในมือ ยิ่งขับเน้นให้เขาดู
งดงาม
หยางเซียวกระทืบเท้าร้องโวยวาย “โธ่เอ๊ย ปล่อยให้ท่านทำสำเร็จอีกจนได้!”
ตงฟางเจ๋อกล่าวเสียงดัง “ข้ากับซูซูรักกัน ถึงแม้จะผ่านความยากลำบากมา
มาก แต่สุดท้ายก็มีใจมั่นคงต่อกัน ยามนี้มีต้นพรหมลิขิตเป็นสักขีพยาน และมีถั่ว
แห่งความรักเป็นสื่อกลาง ข้ากับซูซูจะอยู่เคียงคู่กันไปตลอดชีวิต ไม่ทอดทิ้งกัน!
หากผิดคำสาบานต่อเทพเจ้า เกรงจะพบกับจุดจบที่ไม่ดี การหมั้นหมายครั้งนี้
ฮ่องเต้แคว้นติ้งโปรดทรงอวยพรด้วยเถิด!”
ซูหลีจ้องมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยน กลีบปากเผยรอยยิ้มบางเบา
สายตาของฮ่องเต้แคว้นติ้งหม่นหมองลง ไม่ได้พูดอะไร
หลางฉ่างพลันคลี่ยิ้ม “ฮ่องเต้แคว้นเฉิงได้รับซิ่วฉิวจากฉางเล่อ ตามประเพณี
ของแคว้นเรา การหมั้นหมายครั้งนี้ คงไม่มีประโยชน์ที่พวกข้าจะคัดค้านอีก”
ตงฟางเจ๋อแย้มยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณองค์รัชทายาทที่อวยพร ภายหน้า
ในพิธีแต่งตั้งซูซูเป็นฮองเฮา ขอเชิญองค์รัชทายาทมาร่วมงานที่แคว้นเฉิงด้วย”
หลางฉ่างปรบมือ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ดี ฮ่องเต้แคว้นเฉิงจริงใจถึงเพียงนี้
ข้าเองก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก ถึงแม้ฮ่องเต้แคว้นเฉิงจะมิใช่ราชบุตรเขยที่เสด็จพ่อ
ทรงหมายตา แต่เพื่อฉางเล่อ ท่านยอมเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตาม ยอมแต่งเข้า
ตระกูลฝ่ายหญิงเพื่อเป็นราชบุตรเขย แสดงว่าคงมีจิตใจมั่นคง เช่นนั้น ข้ากับ
เสด็จพ่อย่อมไม่มีเหตุผลให้คัดค้าน”
“แต่งเข้าตระกูล?!”
ตงฟางเจ๋อได้ยินก็ตื่นตะลึง พลันหันหน้าไปมองซูหลีโดยสัญชาตญาณ
ซูหลีรีบกล่าวทันที่ “เสด็จพี่ เขาเป็นประมุขแห่งแคว้น จะแต่งเข้าตระกูลฝ่าย
หญิงได้อย่างไร?”
หลางฉ่างกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อฮ่องเต้แคว้นเฉิงต้องการใช้ประเพณี
ของแคว้นเราเพื่อหมั้นหมาย เช่นนั้นประเพณีแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงจะ
เปลี่ยนแปลงได้เช่นไรกันเล่า? เมื่อการหมั้นหมายถูกกำหนดขึ้น แม้เสด็จพ่อจะเป็น
ฮ่องเต้ ก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย มิเช่นนั้นจะถูกเทพเจ้าลงโทษ ฮ่องเต้แคว้นเฉิง!” หลาง
ฉ่างแย้มยิ้ม แล้วมองหน้าตงฟางเจ๋อ แววตามีแววเจ้าเล่ห์พาดผ่าน “ในเมื่อท่าน
ต้องการทำตามประเพณีของแคว้นเรา ก็คงไม่ปฏิเสธที่จะแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง
กระมัง?!”
แม้เป็นตงฟางเจ๋อผู้ที่ภูเขาไท่ซานถล่มลงตรงหน้าก็ยังไม่สะทกสะท้าน ยามนี้ก็
ยังตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี พูดอะไรไม่ออก ย้อนนึกถึงก่อนหน้านี้ที่โม่อี้ฝานไม่กล้า
สารภาพรัก เพียงเพราะมารดาเขากลัวว่าเขาจะแต่งงานเข้าตระกูลของอี้หนง เขา
คิดว่าเป็นเพียงความเชื่อส่วนตัว นึกไม่ถึงว่าการแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง กลับเป็น
ประเพณีของแคว้นติ้ง!
ซูหลีหัวใจสั่นสะท้าน อดตะโกนไม่ได้ “เสด็จพี่!”
หลางฉ่างมองหน้านางนิ่งๆ กล่าวเสียงเบา “หรือฉางเล่อไม่อยากรู้ ว่าในใจเขา
เจ้าสำคัญ หรืออำนาจและบ้านเมืองสำคัญกว่า?!”
ซูหลีตะลึงงัน อ้าปากค้าง แต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ บ้านเมืองหรือหญิง
งาม ตัวเลือกที่มีมาแต่สมัยโบราณกาล มักหนีไม่พ้นอำนาจอันน่าล่อใจ จะมีผู้ชาย
สักกี่คนที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อหญิงที่ตนรัก?!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าสนใจๆ…” หยางเซียวพลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที่ เขาลุกขึ้นมาชี้ตง
ฟางเจ๋อ แล้วเอ่ยพลางหัวเราะเสียงดัง “ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า หากท่านจะสู่ขอ
อาหลี ก็ต้องสละบัลลังก์ แล้วมาเป็นราชบุตรเขยที่แคว้นติ้งน่ะสิ?”
ซูหลีถมึงตาจ้องเขา คิ้วขมวดเล็กน้อย หยางเซียวชะโงกใบหน้าเกลื่อนยิ้มเข้า
มา “อาหลีน้อย ข้ายอมแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงอย่างเต็มอกเต็มใจ ขอเพียงเจ้ามี
ความสุข ถึงข้าไม่ได้เป็นฮ่องเต้ก็ไม่เป็นไร! ถ้าอย่างไรเจ้าทำช่อซิ่วฉิวอีกอัน แล้ว
มอบให้ข้าดีหรือไม่”
ซูหลียิ้มระอา “อย่าล้อเล่น!”
หัวใจของตงฟางเจ๋อจมดิ่งสู่ก้นเหว ครั้นเงยหน้ามองหลางฉ่าง ก็เห็นเขาแย้ม
ยิ้มเล็กน้อย สีหน้ายังคงอ่อนโยนสง่างามเช่นเดิม ท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน
สายตากลับมีแววคมปลาบพาดผ่าน องค์รัชทายาทผู้ที่ดูอ่อนโยนสง่างามดั่งหยก
ล้ำค่าผู้นี้ แท้จริงแล้วความคิดลึกล้ำ เกรงว่านับตั้งแต่ก้าวแรกที่ตงฟางเจ๋อก้าว
เข้ามาในอาณาเขตแคว้นติ้ง ก็ได้ตกอยู่ในแผนการของคนผู้นี้แล้ว หลางฉ่างร่วม
มือกับหยางเซียวขัดขวางเขาทุกวิถีทาง เพราะไม่อยากให้เขาพาซูหลีไป!
“องค์รัชทายาทคำนวณได้ยอดเยี่ยม” ตงฟางเจ๋อยิ้มเย็น “ข้าน่าจะรู้แต่แรก
แล้ว หากไม่มีองค์รัชทายาทคอยช่วย อาศัยหยางเซียวคนเดียว จะสามารถ
ควบคุมการค้าขายในเมืองหลวงแคว้นติ้งทั้งหมดได้เช่นไร… ถือว่าองค์รัชทายาท
ทุ่มเทไม่น้อย! ดูแล้ว เหมือนประเพณีนี้สร้างขึ้นมาเพื่อข้าเป็นพิเศษ”
หลางฉ่างกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย “ประเพณีก็คือประเพณี ชาวติ้ง
เราล้วนทำตามกันทุกคน มิใช่เรื่องที่ข้าจะสามารถกำหนดขึ้นมาได้ด้วยตนเอง
ฮ่องเต้แคว้นเฉิงกล่าวเองว่าจะกำหนดเรื่องหมั้นหมายตามประเพณี พวกข้าย่อม
ไม่อาจคัดค้าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอให้ฮ่องเต้แคว้นเฉิงโปรดรักษาสัญญาด้วย
แน่นอน หากท่านนึกเสียใจตอนนี้ เห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างสอง
แคว้น ข้าย่อมไม่บีบบังคับท่าน ฉางเล่องามทั้งภายนอกและภายใน คุณสมบัติโดด
เด่น ไม่ต้องห่วงว่าจะหาสวามีที่ดีไม่ได้”
หยางเซียวรีบกล่าว “เยี่ยม เลือกข้าเถิด เพื่ออาหลีน้อย ข้ายอมแต่งเข้ามาเป็น
ราชบุตเขย”
ระหว่างพูด เขาเดินเข้ามากุมมืออาหลี แล้วหันไปกล่าวกับฮ่องเต้แคว้นติ้ง
อย่างเบิกบานใจ “ฝ่าบาท ข้ายินยอมแต่งเป็นราชบุตรเขย รับประกันว่าภายหน้าจะ
ทำให้ฉางเล่อมีความสุขทุกวัน อิ่มหนำสำราญ สามปีให้กำเนิดบุตร ลูกเต็มบ้าน
หลานเต็มเมือง”
ซูหลีเห็นเขาพูดจาไร้สาระด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งรู้สึกขำระคนโมโห สะบัดมือเขา
ทิ้ง แล้วต่อว่า “หยุดพูดเล่นได้แล้ว”
หลางฉ่างยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้ากลับรู้สึกว่าฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนกล่าวด้วยความ
จริงใจ เขาก็เป็นประมุขแห่งแคว้นเช่นกัน ไม่เหมือนคนบางคน ห่วงหน้าพะวง
หลัง”
ใบหน้าซูหลีตึงเครียดเล็กน้อย “เสด็จพี่! เรื่องนี้จะทำเป็นเล่นไม่ได้นะเพคะ!”
หลางฉ่างมองซูหลี “แน่นอนว่าไม่ได้ เพียงแต่ยามนี้ฮ่องเต้แคว้นเฉิงนึกเสียใจ
ที่ทำการหมั้นหมาย…”
“ใครบอกว่าข้าเสียใจกัน?!” ตงฟางเจ๋อตัดบทเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “บนโลก
ใบนี้มีข้าตงฟางเจ๋อเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่สู่ขอซูหลีได้ ไม่ว่าใครก็ตามที่กล้าขวางข้า
ข้าไม่มีทางปล่อยไปแน่!”
หลางฉ่างหน้าเปลี่ยนสี “หากฮ่องเต้แคว้นเฉิงต้องการใช้กำลังชิงตัว แคว้น
ติ้งของเราจะขอสู้จนสุดตัว!”