กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 55 ความลุ่มหลงยามค่ำคืน
ซูหลีเหลือบมองแวบหนึ่งพลันหลบเข้าไปด้านหลังต้นไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว
ได้ยินเพียงเสียงองครักษ์ที่ตามหลังคนผู้นั้น “ท่านอ๋อง ดึกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ได้เวลา
กลับจวนแล้ว ท่าน… ป่วยอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงนี้ซูหลีจำได้ เหยียนเจาองครักษ์ประจำตัวของเสด็จพ่อ เช่นนั้น… เงาร่าง
ด้านหน้านั้น เป็นเสด็จพ่อของนางจริงๆ น่ะหรือ?!
‘เฮ้อ!’ เสียงถอนหายใจยาว คลุกเคล้าอารมณ์โศกเศร้าและจนปัญญาลอยเข้า
โสตประสาทของซูหลี นางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดแทง ยากจะควบคุมอารมณ์
หลีเฟิ่งเซียนมองไปยังแม่น้ำที่เงียบสงบ ในที่สุดก็หมุนตัวเดินจากไป เสียงฝี
เท้าค่อยๆ ดังลอยมาอย่างชัดเจน ซูหลีกลั้นลมหายใจโดยอัตโนมัติ จนกระทั่งเงา
ร่างโดดเดี่ยวของหลีเฟิ่งเซียนหายไปจากสายตาของนาง นางเป็นทุกข์ถึงขนาด
หายใจไม่ออก เสด็จพ่อ! ท่านไม่ได้เยือกเย็นไร้หัวใจอย่างแท้จริง!
เดินออกจากป่า นางเดินไปยังจุดที่หลีเฟิ่งเซียนยืนอยู่เมื่อครู่ ตรงนี้เป็นจุด
เดียวกับที่นางตกแม่น้ำในตอนนั้น เมื่อหลับตายืนอยู่ตรงนี้ นางมองเห็นภายใน
ทะเลสาบอันหนาวเหน็บ เห็นตัวเองดิ้นรนสุดชีวิต ความสิ้นหวังและไม่เต็มใจ ทั้ง
ยังมีความเกลียดชังอันรุนแรง ไม่เลือนรางลงแม้เพียงนิด ทุกความรู้สึกล้วนฝัง
ลึกอยู่ก้นบึ้งหัวใจ
นางเปิดตา ทุกอย่างตรงเบื้องหน้าเงียบสงบ
ซูหลียืนตัวตรง มีเสียงหนึ่งร้องดังอยู่ภายในใจตลอด ข้าจะต้องแก้แค้น ต้อง
แก้แค้น! เวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเข้าวัง! นางจะละทิ้งโอกาสในการสืบหาความ
จริงใดๆ ก็ตามไปไม่ได้ทั้งนั้น!
ค่อยๆ ยืดเหยียดร่างกาย นางเริ่มหวนนึกถึงระบำ ‘นกเพลิงสยายปีก’ เป็น
ที่สุดแห่งการร่ายรำ ระบำนั้นเดิมทีเตรียมไว้ถวายให้กับฮ่องเต้และฮองเฮาเพื่อเป็น
ของขวัญพบหน้าในฐานะลูกสะใภ้ภายหลังการแต่งงาน แต่เวลานี้นางต้องใช้ระบำ
นี้เพื่อสร้างคำโกหกลวงโลกให้สำเร็จ เมื่อตัดสินใจแล้ว ซูหลีก็เริ่มฝึกรำที่ริมแม่น้ำ
อยากดูว่าร่างนี้จะสามารถร่ายระบำ ‘นกเพลิงสยายปีก’ ได้หรือไม่
เนื่องจากระยะนี้นางฝึกปรือวิทยายุทธ์ จึงไม่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว ติด
เพียงแค่ยังไม่คล่องแคล่วนัก ฝึกหลายครั้งก็น่าจะดีขึ้น แต่มีท่าหนึ่งที่ไม่ว่าจะทำ
อย่างไรก็รำไม่ได้เสียที่ เพราะถึงอย่างไรซูหลีก็ไม่ได้ฝึกร่ายรำตั้งแต่วัยเยาว์ ความ
อ่อนตัวของร่างนี้ห่างไกลกับนางในอดีตนัก นางลองแล้วลองอีก ลองอย่างต่อ
เนื่อง สุดท้ายก็ล้มลงกับพื้น
ฝั่งตรงข้ามเป็นโรงเตี๊ยม นางเคยพักมาก่อน เวลานี้มีแสงไฟจำนวนหนึ่ง
สะท้อนอยู่บนผิวแม่น้ำ แต่งแต้มสีสันให้กับค่ำคืนอันอ้างว้าง
ด้านหน้าบานหน้าต่าง ดูเหมือนจะมีเงาร่างหนึ่ง อยู่ไกลเกินไปจึงมองไม่
ชัดเจน
ทันใดนั้น บานหน้าต่างโรงเตี๊ยมก็ถูกเปิดออก
สายลมพัดเข้ามาในห้อง เส้นผมดำขลับของบุรุษที่ยืนอยู่ด้านหน้าบาน
หน้าต่างพัดพลิ้วขึ้น เขาหรี่ตา จ้องมองเงาร่างไม่ชัดเจนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ประเดี๋ยวหกล้ม ประเดี๋ยวลุกขึ้น ทำท่าทางซ้ำๆ ไม่หยุด ไม่มีความงามเลยสัก
นิด แต่เขากลับมองตาไม่กะพริบ
โดยปกติเมื่อคนคนหนึ่งดื้อรั้นยืนหยัดที่จะทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มักจะมีความ
เชื่อมั่นเฉพาะตนเป็นแรงในการขับเคลื่อน เขามองเงาร่างเลือนรางของหญิงสาว
ผู้นั้น แต่ที่ปรากฏในหัวกลับเป็นอีกคน ยืนหยัดไม่ย่อท้อท่ามกลางแสงจันทร์
สว่างไสวยามค่ำคืน ได้รับบาดแผลนับไม่ถ้วน ฝึกซ้อมระบำหงส์สะท้าน เพียงเพื่อ
เรียกร้องความเมตตาที่เปราะบางดุจแผ่นกระดาษจากฮ่องเต้
“ท่านอ๋อง ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!” เซิ่งฉินตะโกนเรียกสองครั้ง เขากลับไม่มี
ปฏิกิริยาตอบรับ จู่ๆ ก็หมุนตัวก้าวฉับออกไป
ณ ป่าท้อริมแม่น้ำ ซูหลีเหงื่อแตกพลั่ก หัวเข่าและข้อศอกเต็มไปด้วยรอย
ฟกช้ำ ในที่สุดก็เต้นท่าที่ยากลำบากที่สุดสำเร็จ นางหยุดพักสูดลมหายใจเข้าเต็ม
ปอด ยังเหลือเวลาอีกสองเดือน นางจะต้องฝึกซ้อมระบำนี้อย่างดีที่สุด และที่แห่ง
นี้ ก็เป็นสถานที่ในการฝึกซ้อมที่ดีที่สุด
ยืดเหยียดร่างกาย เอากิ่งดอกท้อมาใช้แทนแพรไหมที่งดงามที่สุดในใต้หล้า
อาศัยวิชาตัวเบาหมุนสะบัดร่ายรำ ชุดดำและผมดำขลับอาบเคล้าไปด้วยแสงจันทร์
ผ้าโปร่งบางปกคลุมใบหน้า นางในเวลานี้ แลดูคลุมเครือและลึกลับ
ภายในป่าเงียบสงบ ดุจดั่งไร้ซึ่งผู้คน
ซูหลีกระโดดขึ้นไปยังจุดสูงสุด เหลือบมองแวบหนึ่ง ทันใดนั้นก็เห็นจุดที่เงียบ
สงัดตรงนั้นมีเงาร่างหนึ่งปรากฏ
ผมดำขลับในชุดผาวสีดำ เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับแสงสียามราตรี มองเห็น
ใบหน้าไม่ชัดเจน
ซูหลีตื่นตกใจ สงบสติอารมณ์ภายในเวลาสั้นที่สุด ปฏิบัติตามสัญชาตญาณ
นางยื่นมือออกไปเด็ดกลีบดอกไม้ ปาไปยังคนผู้นั้นอย่างรวดเร็ว
กลีบดอกไม้โบกสะบัด วิทยายุทธ์ที่ท่านป้าจิ้งหวั่นเคยสอนนาง นางเคยใช้ท่านี้
โจมตีบุรุษชุดดำที่โรงเตี๊ยมหลินเจียงจนกระบี่ของเขาร่วงหล่น ทั้งยังแทงเข้าใปใน
ร่างกายของนักฆ่าที่ไล่ข้าบุรุษผู้นั้น ทั้งไม่ทำให้นักฆ่าผู้นั้นตายในห้องของนาง และ
ยังไม่เหลือโอกาสให้คนผู้นั้นเรียกสหายตามมาสมทบ เวลานี้ใช้กระบวนท่านี้อีก
ครั้ง กำลังภายในไม่แข็งแกร่ง อานุภาพลดฮวบลง แต่ความเร็วยังรวดเร็วจนน่า
ตกใจ
แววตาของบุรุษในป่าเปลี่ยนไป เห็นกลีบดอกไม้ดุจคมมีดพุ่งตรงมายัง
หน้าอก เขาพลันสะบัดมือ ท่ามกลางความมืด กลีบดอกไม้สีแดงสดตกลงบนนิ้ว
มือของเขา ใช้กลีบดอกไม้เป็นอาวุธ สังหารคนอย่างไร้ร่องรอย เป็นกระบวนท่าที่
หญิงสาวในคืนวันนั้นใช้! กลีบดอกไม้บนนิ้วมือให้สัมผัสอ่อนโยนเหมือนดั่งริม
ฝีปากแดงของหญิงสาวในคืนนั้น
บุรุษใจสั่นไหว แววตาเฉียบแหลมมองทะลุเข้าไปในป่าท้อทันที่ สะกดสายตาไว้ที่
นางจากระยะไกล
ซูหลีตกตะลึง เพียงแค่ครั้งเดียวนางก็เข้าใจได้โดยพลัน นางยังห่างชั้นที่จะ
เป็นศัตรูกับเขาอีกไกลนัก ที่แห่งนี้อยู่นานไม่ได้แล้ว นางเด็ดดอกไม้อีกสามกลีบ
อย่างรวดเร็ว โจมตีไปยังจุดสำคัญทั้งสามของคนผู้นั้นอย่างเต็มกำลัง ขณะ
เดียวกันก็กระโจนออกไปทางนอกป่า ระยะเวลาหนึ่งเดือน แม้ว่ากำลังภายในของ
นางจะยังไม่แข็งแกร่ง แต่ก็ฝึกปรือวิชาตัวเบาได้อย่างดีเยี่ยม
บุรุษอ่านจุดประสงค์ของนางออก เขากระตุกยิ้มบาง โบกสะบัดชุดผาว กลีบ
ดอกไม้ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตปลิวตกสู่พื้นอย่างแผ่วเบา
ไม่รอให้นางกระโดดพ้นป่าท้อ เขาเคลื่อนไหวปานสายฟ้า พุ่งไปทางนางราว
โบยบิน เงาร่างสูงใหญ่ ราวกับภูเขาลูกใหญ่ที่ไม่อาจก้าวข้ามได้ยืนอยู่ตรงหน้านาง
อย่างมั่นคง ปิดกั้นเส้นทางของนาง
ความน่าเกรงขามอันรุนแรง ตามด้วยแรงกดดันไร้รูป รัดกุมนางไว้แน่น
ทำเอาอกสั่นขวัญแขวน
เมฆที่ก่อตัวเป็นชั้น เวลานี้เลื่อนเข้าบดบังแสงจันทร์ ฟ้าดินถูกปกคลุมไปด้วย
ความมืดมิด
นางเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าของเขาไม่ชัดเจน แต่กลับคุ้นเคยกับกลิ่นอายเยือก
เย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาเป็นอย่างดี ไม่มีเวลาครุ่นคิดละเอียด บุรุษยื่นมือ
คว้าจับนาง เร็วจนนางตอบสนองไม่ทัน แรงกำลังบนมือเขาเหลือล้นจนน่าตกใจ
ซูหลีดิ้นไม่หลุด สะบัดมือตบไปยังใบหน้าเขา สีหน้าบุรุษขรึมลงเล็กน้อย ยกมือ
ขึ้นจับข้อมือของนางได้อย่างแม่นยำ หมุนร่างของนางกักนางไว้บริเวณหน้าอก
อย่างแน่นหนา วิทยายุทธ์เดียวกัน ปฏิกิริยาตอบรับแบบเดียวกันเมื่อถูกโจมตี ทั้ง
ยังกลิ่นอายที่คุ้นเคย เขาเกิดความสงสัยขึ้นเรื่อยๆ นางใช่หญิงสาวลึกลับที่ช่วย
ชีวิตเขาไว้ทั้งยังทำให้เขาได้รับพิษแปลกประหลาดที่โรงเตี๊ยมหลินเจียงในคืนวัน
นั้นหรือไม่?
ซูหลีขยับตัวไม่ได้ พลันเกิดความรู้สึกหงุดหงิด คนด้านหลังราวกับกำลัง
ไตร่ตรอง คล้ายไม่มีเจตนาร้ายต่อนาง แต่เขาคว้ามือนางไว้ไม่คลายแรงเลยสัก
นิด
“เจ้าเป็นใคร?” เสียงทุ้มต่ำถามคำถามอย่างเย็นชาดังขึ้นเบาๆ ที่ข้างหู ซูหลี
สะดุ้งตกใจโดยพลัน อึ้งงันอยู่ตรงนั้น
นางหมุนตัวมองเขาอย่างประหลาดใจ ท่ามกลางความมืด ยังคงมองใบหน้า
ของเขาได้ไม่ชัดเจน แต่ในหัวของนางกลับสลัดใบหน้าสง่างามเลิศล้ำที่คุ้นเคยเป็น
อย่างมากทิ้งไปไม่ออก มิน่าล่ะนางถึงรู้สึกว่าคุ้นเคย มิน่าล่ะกระบวนท่าของนางถึง
ใช้ไม่ได้ผลกับเขา ที่แท้เขา… ก็คือตงฟางเจ๋อ?!
ดึกดื่นขนาดนี้ ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้?
ซูหลีเต็มไปด้วยความสงสัย แต่กลับไม่กล้าถามแม้คำเดียว ลอบอุทานว่าแย่
แล้วอย่างห้ามไม่ได้ หากตงฟางเจ๋อรู้ตัวตนของนาง กลางดึกกลางดื่นคุณหนู
จวนอัครเสนาบดีวิ่งมาเต้นรำถึงที่นี่ ซ้ำยังเป็นวิทยายุทธ์… ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็น
เรื่องที่มิอาจอธิบายได้!