กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 54 มิใช่ว่าโหดเหี้ยม
ซูหลีรีบซ่อนอารมณ์ในใจอย่างรวดเร็ว ลุกขึ้นยืนช้าๆ”ขอบพระทัยท่านอ๋อง
ที่มาส่งเพคะ ซูหลีขอตัวกลับก่อนแล้ว” สิ้นเสียง ก็ยกมือแหวกม่านเดินลงจาก
รถ เดินเร็วหลายก้าว ขณะกำลังจะก้าวขึ้นขั้นบันไดหินขั้นแรกหน้าประตู พลัน
สัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบคู่หนึ่งจ้องแผ่นหลังนางอยู่ ซูหลีหันไปมองตาม
สัญชาตญาณ ทว่ากลับมองเห็นเพียงเว่ยซู่ องครักษ์ประจำกายของตงฟางเจ๋อ
นั่งอยู่บนม้า ท่าทางนอบน้อม สายตาราบเรียบหลุบต่ำ
ซูหลีกระดกคิ้ว สายตาของเว่ยซู่ผู้นี้ เหมือนนางเคยเห็นที่ใดมาก่อน!
กลับมาถึงห้อง แม้ต้องเจอกับการซักถามอย่างร้อนใจจากโม่เซียง นางก็ไม่มี
แก่ใจจะสนใจ ตำแหน่งปานตรงพวงแก้ม ราวกับกำลังร้องเรียกนางอย่างรุนแรง
นางรีบเร่งเดินไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง สำรวจดวงหน้าที่สะท้อนบนคันฉ่องอย่าง
ละเอียด
ใบหน้านั้นงดงามโดดเด่น นัยน์ตาเย็นชาสุกสกาวสดใส ปานบนแก้มซ้าย แดง
ชาดดั่งโลหิต รูปร่างแปลกประหลาด นี่มัน… เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นตา?
นางชะโงกหน้าเข้าไปใกล้คันฉ่อง ส่องสำรวจและใคร่ครวญอย่างละเอียด พลัน
นั้นก็กระจ่างทันใด! นกเพลิงที่หมอบคลานอยู่ในศิลาเลือดนกเพลิง!
ซูหลีสะท้านวาบไปทั้งใจ นางจุ่มชาดเบาๆ นิ้วเรียวขาวสะอาดไล้วาดไปตาม
สัมผัสอบอุ่นที่ยังเหลืออยู่บนพวงแก้ม เค้าโครงนกเพลิงที่กำลังสยายปีกทะยาน
ขึ้นฟ้าพลันปรากฏ รอบด้านมีประกายรัศมีเจิดจรัสน่าทึ่งให้เห็นรางๆ
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ…” มีคำถามมากมายที่ไม่ได้รับคำตอบ โม่เซียงนึกว่า
นางได้รับความไม่เป็นธรรมมาจากข้างนอก รีบเดินตามมา ทว่าพอเห็นรูปนกเพลิง
บนพวงแก้มซูหลี นางก็ตะลึงงันไปทันที
“ทำไมเล่า ไม่สวยหรือ?” ซูหลีเงยหน้า ถามเสียงเรียบ
โม่เซียงส่ายหน้า ปิดประกายความตกตะลึงและยินดีไว้ไม่มิด โบกมือไปมา
หลายครั้ง “มิใช่เจ้าค่ะๆ คุณหนูวาดได้งดงามนัก นกเพลิงตัวนี้เหมาะกับคุณหนู
ยิ่งแล้ว! คุณหนูไปเรียนมาจากที่ใดเจ้าคะ?”
โม่เซียงซักไซ้อย่างสงสัย ซูหลีคนเก่า ทำเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นสักนิด
ซูหลีสายตาไหวระริก ไม่ได้ตอบคำถาม มองดูรูปนกเพลิงที่สะท้อนบนคันฉ่อง
คล้ายเหม่อลอยเล็กน้อย เมื่อไม่นานมานี้ นางก็เคยส่องคันฉ่อง และวาดรูป ‘นก
เพลิงสยายปีก’ นี้
นกเพลิงสยายปีก…
ซูหลีม่านตาสั่นไหว ลุกขึ้นค้นเสื้อผ้าชุดงามตัวหนึ่งออกมาจากกองสิ่งของที่
ซื้อมาเมื่อยามบ่าย กระโปรงผ้าไหมตัวยาวที่บางเบาดั่งควัน ถูกนิ้วมือเรียวขาว
นวลกำแน่น
นางไม่เอ่ยสิ่งใด
โม่เซียงกล่าวอย่างสงสัย “คุณหนู ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ? ไม่ได้มีเรื่องใดเกิด
ขึ้นกระมัง?”
“ไม่มี” ซูหลีคลายมือออกจากกระโปรงตัวยาวในที่สุด ก่อนจะส่งให้โม่เซียง
และกล่าวว่า “ชุดเต้นรำนี้ เก็บไว้ให้ดี ข้าจะสวมใส่ตอนเข้าวัง”
“หา?” โม่เซียงตะลึง เมื่อกลางวันขณะซื้อเสื้อตัวนี้นางก็แปลกใจแล้ว “คุณหนู
จะสวมนี่เข้าวังหรือเจ้าคะ? แต่ว่า… คุณหนูเต้นรำไม่เป็นนี่เจ้าคะ!”
ซูหลีเต้นรำไม่เป็น แต่หลีซูเป็น โฉมสะคราญอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ไม่ใช่มี
เพียงใบหน้าที่งดงาม แต่ยังเชี่ยวชาญทั้งแต่งบทเพลง ประพันธ์โคลงกลอน การ
ร่ายรำยิ่งงดงามไร้ผู้ใดเทียบ
“เจ้าไม่ต้องสนใจ เก็บไว้ให้ดีก็พอ” ซูหลีกำชับเสียงเรียบ หันตัวกลับไปนั่ง
นัยน์ตาเย็นชาที่สะท้อนบนคันฉ่อง เป็นประกายไหวระริก บางที่ นางควรจะรักษา
โอกาสในครั้งนี้ไว้ให้ดี ขอเพียงเข้าวังได้ นางจะไม่เพียงถามหมอหลวงถึงเรื่องใน
ครั้งก่อน แต่อาจจะได้ผลประโยชน์อื่นอีกด้วย
ความลึกลับของคดีหลีซูนั้นไม่ธรรมดา อาศัยฐานะและตำแหน่งของนางใน
ยามนี้ ทั้งยังหัวเดียวกระเทียมลีบ เพียงสืบหาความจริงก็ยากมากอยู่แล้ว ถึงแม้
สืบได้ ก็ไม่แน่ว่าจะลบล้างมลทินได้สำเร็จ ฉะนั้นเมื่อโอกาสมาถึง นางก็ต้องคว้าไว้
ให้มั่น
โม่เซียงเก็บชุดเต้นรำไว้อย่างดี ก่อนจะเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ
“วันนี้คุณหนูเจอเรื่องน่าตกใจที่ตลาด โชคดีไม่เกิดเรื่องอันใด ท่านลองเดาดูว่า
บ่าวเจอผู้ใดตอนกลับมา?”
ซูหลีเก็บงำอารมณ์และความรู้สึก ถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “ผู้ใด?”
โม่เซียงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “คุณหนูหลีเจ้าค่ะ นางท่าทางรีบเร่งมาก บอกว่าจะ
ไปเชิญหมอ คุณหนู ท่านรู้หรือไม่เจ้าคะ เซ่อเจิ้งอ๋องผู้นั้น คล้ายจะป่วยเสียแล้ว!”
เสด็จพ่อป่วยหรือ?! ซูหลีหัวใจบีบรัด ลุกพรวดอย่างไม่รู้ตัว เอ่ยถามด้วย
สีหน้าเรียบเฉย “ป่วยหนักหรือไม่?”
โม่เซียงส่ายหน้า “บ่าวจะไปรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ เพียงแต่ป่วยมาหลายวัน ไม่หาย
เสียที่ มีหมอมาดูอาการไม่รู้กี่คนแล้ว”
ซูหลีหลุบตา ความขมขื่นพรั่งพรูในใจ ก่อนจะนั่งลงที่เดิมเงียบๆ ไม่เอ่ยอะไร
ครู่ใหญ่
ราตรีกาลเย็นเยียบดั่งสายน้ำ ลานเล็กเงียบสงบไร้เสียง ซูหลีเอนกายอยู่บน
เตียง พลิกกายไปมา ยากจะข่มตาหลับ แต่ก็ไม่มีแก่ใจจะฝึกวิชา แม้สิ่งที่เสด็จพ่อ
กระทำ จะทำให้นางผิดหวังและเจ็บปวด แต่พอได้ยินว่าเสด็จพ่อป่วย นางก็ยังอด
เป็นห่วงและทุกข์ใจไม่ได้ ทุกครั้งที่นึกถึงความรักและความทะนุถนอมที่เสด็จพ่อ
มอบให้นางในวันวาน หัวใจก็เจ็บปวดดั่งถูกเข็มทิ่มแทง จนถึงตอนนี้ นางก็ยังคง
ไม่เชื่อว่าเสด็จพ่อจะโหดร้ายกับนางเพียงนี้!
จู่ๆ ก็พลิกกายลุกขึ้นนั่ง นางหาชุดสีดำ และผ้าคลุมหน้าสีดำมาสวมใส่ ปล่อย
ผมยาวสยายไว้อย่างนั้น ก่อนจะแอบกระโดดออกไปทางสวนด้านหลังจวนอย่าง
เงียบเชียบ
จวนเซ่อเจิ้งอ๋องเงียบงันยิ่งกว่าที่เคยเป็นในวันวาน นางรู้จุดเฝ้าระวังทุกจุดใน
จวนเป็นอย่างดี หลังจากหลบเลี่ยงทหารลาดตระเวนยามกลางคืน นางก็มาถึง
กำแพงห้องบรรทมของเสด็จพ่อ
ในลาน มีสตรียืนอยู่สองนาง สตรีนางที่อยู่ข้างหน้าอายุสามสิบปีกว่าๆ ใบหน้า
งาม รูปร่างอวบอิ่ม มีลักษณะเฉพาะของฮูหยินวัยกลางคนผู้สง่างาม นางก็คือ
ชายารองของเซ่อเจิ้งอ๋อง อวี้หลิงหลงนั่นเอง ด้านหลังนางคือหลีเหยา ที่ใบหน้า
เต็มไปด้วยความกังวล
ซูหลีพลันโฉบกาย มองเข้าไปในห้องผ่านหน้าต่างที่เปิดอ้าไว้ มองเห็นเพียงไฟ
ในห้องจุดสว่างไว้ แต่ไม่มีผู้ใดอยู่
“ท่านแม่ อย่ารออีกเลย กลับไปนอนเถิดเจ้าค่ะ” หลีเหยาเกลี้ยกล่อมเสียงเบา
อวี้หลิงหลงกลับส่ายหน้า “รออีกเดี๋ยวเถิด บางทีเสด็จพ่อของเจ้าอาจกำลัง
กลับมาแล้ว”
หลีเหยานิ่งงันไปเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ “เสด็จพ่อก็เหลือเกิน ป่วย
อยู่แท้ๆ ยังดื้อรั้นจะไปแม่น้ำหลานชางให้ได้”
อวี้หลิงหลงถอนใจ ลูบเส้นผมดำขลับของบุตรสาว เอ่ยเสียงขรึมเล็กน้อย “พี่
สาวเจ้าตายแล้ว พระชายาก็จากไปแล้วเช่นกัน เสด็จพ่อของเจ้าย่อมเป็นทุกข์”
หลีเหยาคล้ายอ้าปากจะพูดสิ่งใดแต่ก็หยุด กลับทำได้เพียงถอนหายใจยาวๆ
สองแม่ลูกไร้วาจา สีหน้าเศร้าโศก
แม่น้ำหลานชาง?! ซูหลีสะท้านใจ หรือว่าเสด็จพ่อรู้สึกได้ถึงความผิดปกติเรื่อง
การตายของนางแต่แรก จึงได้ทำการสืบสวนอย่างลับๆ? ซูหลีออกจากจวนเซ่อเจิ้
งอ๋องอย่างเงียบงัน สาวเท้ารวดเร็วมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำหลานชาง
แม่น้ำหลานชางในยามราตรี ไร้ผู้คนและสรรพเสียง ผิวน้ำสงบนิ่งดั่งกระจก มี
เพียงกลีบดอกท้อร่วงกระทบผิวน้ำ และไหลไปตามกระแสน้ำเป็นบางครา
ซูหลีชะลอฝีเท้า เดินไปตามทางเส้นเล็กเลียบแม่น้ำ สุดสายของทางเดินเส้นนี้
คือสถานที่ที่นางเคยถูกปองร้ายจนตาย นางไม่เคยมีโอกาสมาดูว่ามือสังหารผู้นั้น
ได้ทิ้งร่องรอยหรือเบาะแสอะไรไว้บ้างหรือไม่? สิ่งเดียวที่นางจำได้ คือคนผู้นั้นถือ
กระบี่มือซ้าย บนร่างเคยถูกนางใช้ปิ่นทองแทง
ยิ่งเดินเข้าใกล้ นางก็ยิ่งคล้ายสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวและสิ้นหวังในวันที่
นางถูกสังหาร ความเจ็บปวดทรมานจนหายใจไม่ออกเช่นนั้น ส่งผลให้จนถึงตอน
นี้ยามนางเห็นผืนน้ำกว้างใหญ่ ก็จะเกิดอาการหวาดผวาอย่างไม่รู้ตัว นางก้าวเดิน
ไปยังชายฝั่ง ฝีเท้าชะลอลงเรื่อยๆ
ซูหลีหลับตาเบาๆ ไม่ เรื่องมาถึงขั้นนี้ ไม่มีสิ่งใดที่นางไม่กล้าเผชิญหน้าอีกแล้ว
โดยเฉพาะจุดอ่อนที่อันตรายเช่นนี้ นางต้องเรียนรู้ที่จะควบคุม และหาวิธีเอาชนะ
มันให้ได้
เมื่อใจสงบ นางก็ก้าวเดินเร็วขึ้นมาก หากผ่านป่าดอกท้อไป เบื้องหน้าก็คือจุด
หมายปลายทางแล้ว แต่ในยามนี้ ฝีเท้าของนางกลับสะดุด
ริมฝั่งน้ำด้านหน้า มีคนอยู่
ร่างกายกำยำ แขนเสื้อปลิวไหว เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นดั่งขุนเขาสูงใหญ่ นิ่งงัน
ไม่ไหวติง ทว่าเต็มไปด้วยความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว