กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 57 ความอ่อนโยนที่แปลกประหลาด
หากตงฟางเจ๋อรู้ว่านางเรียกเขาว่าเติ้งถูจื่อ [1] สีหน้าเขาคงน่าดูไม่น้อย จู่ๆ
นางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ หนีรอดจากเงื้อมมือเขามาได้ ไม่มีเหตุผลที่นางจะไม่
อารมณ์ดี
หวั่นซินแปลกใจ เผชิญหน้ากับเติ้งถูจื่อ มิหน้ำซ้ำถูกแย่งเสื้อตัวนอกไป ยัง
อารมณ์ดีและใจเย็นได้อย่างนี้ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ซูหลีที่อยู่ตรงหน้า ยิ่งอยู่หวั่นซิ
นก็ยิ่งไม่เข้าใจนางมากขึ้นทุกวัน
“คุณหนูไม่ได้รับบาดเจ็บที่ใดกระมัง?” หวั่นซินมองพิจารณานางอย่างละเอียด
ซูหลีส่ายหน้า ครุ่นคิด “เจ้าไปเฉินเหมินมาหรือ? ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
หวั่นซินหลุบตา รับคำ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
แต่ซูหลีเห็นสีหน้าที่ขรึมลงของนาง กลับไม่คล้ายไม่เป็นไร อดไม่ได้ที่จะเงย
หน้าถาม “เจ้าสำนักลงโทษเจ้าหรือ?” เรื่องที่ให้มาเกลี้ยกล่อมนางเข้าสำนักเฉินเห
มิน จนถึงตอนนี้นางยังไม่ได้ตอบรับ เจ้าสำนักเฉินเหมินจะโทษว่าเป็นความผิด
ของหวั่นซินหรือไม่?
หวั่นซินส่ายหน้า เงยหน้ามองนาง สายตาสับสน อ้าปากจะพูดแต่ก็หยุด ทำให้
ซูหลียิ่งสงสัยหนักกว่าเก่า แต่สุดท้ายหวั่นซินกลับเอ่ยเสียงเรียบว่า “ดึกมากแล้ว
คุณหนูพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ” เอ่ยจบก็หมุนกายเดินออกจากห้อง ไม่หันกลับมาอีก
“คุณหนูไม่ได้เข้าร่วมสำนักเฉินเหมิน เรื่องบางเรื่องไม่รู้ยังคงดีกว่า”
มองดูแผ่นหลังของหวั่นซินหายลับไปจากประตู ซูหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึก
ได้รางๆ ว่าอีกไม่นาน เฉินเหมินจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
คืนที่ผ่านมา ซูหลีนอนหลับไม่ค่อยสนิท นางตื่นแต่เช้ามืด ภาพแผ่นหลังอัน
อ้างว้าง และเสียงทอดถอนใจอย่างเจ็บปวดของเสด็จพ่อผุดขึ้นมาในความคิด ไม่
เข้าใจเลย เหตุใดต่อหน้าและลับหลังผู้คน การแสดงออกของเสด็จพ่อจึงแตกต่าง
กันถึงเพียงนี้? นางสัมผัสได้ ความรักของเสด็จพ่อในวันวานเป็นของจริง ความ
เจ็บปวดเมื่อคืนก็เป็นของจริงเช่นกัน แต่เหตุใดเสด็จพ่อจึงต้องปิดบังเรื่องที่นาง
ไม่ได้ฆ่าตัวตายต่อคนภายนอกด้วยเล่า? คราก่อนที่นางตามตงฟางเจ๋อกลับไปที่
จวน เสด็จพ่อดูช่างไร้เยื่อใย อีกทั้งยังนำร่างนางไปฝังบนหุบเขารกร้างห่างไกล นี่
มันเป็นเพราะเหตุใดกันแน่?
“คุณหนู เจิ้นหนิงอ๋องมาเจ้าค่ะ!” ซูหลีเพิ่งกินมื้อเช้าเสร็จ โม่เซียงก็เข้ามา
รายงานทันที
ซูหลีสะดุ้ง เหตุใดเขาจึงมาเร็วเช่นนี้?! ยังไม่ทันสั่งการใดกับโม่เซียง ตงฟาง
เจ๋อก็ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาในห้องพร้อมกับเซิ่งฉินแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย
เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มบาง ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในห้อง ดวงตาที่ลึกล้ำดังก้นบ่อน้ำ
ก็จับจ้องมาที่นาง สายตาลึกล้ำแน่นิ่งฉาบไว้ด้วยประกายคมปลาบ
ซูหลีรีบตั้งสติ ลุกขึ้นทำความเคารพ “ซูหลีถวายบังคมเจิ้นหนิงอ๋องเพคะ”
ตงฟางเจ๋อก้าวเข้ามาประคองนาง เอ่ยว่า “ซูซูไม่ต้องมากพิธี” เขาจ้องรอย
คล้ำใต้ตาของนางเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาพร้อมรอยยิ้ม “ซูซูนอนไม่หลับ
หรือ?”
ซูหลีผลักมือเขาออกอย่างแนบเนียน ยกมือลูบหางตา ยิ้มบางก่อนตอบ “ใช่
เพคะ เมื่อคืนไม่รู้เพราะเหตุใด หม่อมฉันเอาแต่ฝันร้ายทั้งคืน ขายหน้าท่านอ๋อง
แล้ว”
ฝันร้าย? ตงฟางเจ๋อสายตาไหวระริก เขาหันไปมองสำรวจทั่วห้องเงียบๆ หนึ่ง
รอบ “เป็นฝันร้ายเช่นใดกัน ถึงได้ทำให้ซูซูนอนไม่เหลับเช่นนี้? ลองเล่าให้ข้าฟังได้
หรือไม่” เขามองหน้านางด้วยรอยยิ้ม คล้ายสนอกสนใจฝันร้ายของนางจริงๆ
ซูหลียิ้มบาง กล่าวว่า “เป็นเพียงความฝัน ตื่นมาก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ท่านอ๋อง
เสด็จมาวันนี้ ไม่ทราบว่ามีเรื่องใดเพคะ?”
ตงฟางเจ๋อพลันก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว แทบจะยืนประชิดตัวนาง ซูหลีอึ้งงันไปเล็ก
น้อย เมื่อเงยหน้า กลิ่นอายอันคุ้นเคยก็พุ่งปะทะเข้ามา นางถอยหลังโดย
สัญชาตญาณ ทว่ากลับถูกเขารั้งข้อมือเอาไว้
ตงฟางเจ๋อจ้องนางด้วยนัยน์ตาเข้มอยู่ครู่หนึ่ง เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ซูหลีก็
ถอยหลังหนึ่งก้าว
นางขมวดคิ้วหมายจะสะบัดมือเขาออก ตงฟางเจ๋อพลันหัวเราะ “เมื่อคืนข้าเอง
ก็ฝันเช่นกัน ฝันเห็นซูซูสวมชุดสีดำ เต้นรำอยู่ในป่าท้อ งดงามยิ่งนัก”
นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำ จ้องมองดวงตานางอย่างไม่ละสายตา ราวกับต้องการ
มองทะลุใจนาง พาให้ผู้คนไม่กล้าสบตาตรงๆ
ซูหลีคลี่ยิ้มบาง มองหน้าเขาก่อนจะกล่าวว่า “ท่านอ๋องล้อหม่อมฉันเล่นแล้ว มี
สตรีสวมชุดสีดำเต้นรำ?”
คิ้วหนาขมวดเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มกลับยังคงไม่จางหาย “ข้ากลับรู้สึกว่าสตรี
ชุดดำผู้นั้นท่วงท่าเต้นรำงดงามหาใดเปรียบ จึงสั่งให้คนเตรียมชุดกระโปรงสีดำ
ตัวหนึ่ง หวังว่าจะได้เห็นภาพในความฝันอีกหน” เขากวักมือเรียกเบาๆ เซิ่งฉินก็รีบ
น้อมส่งกล่องผ้าต่วนใบหนึ่งมาให้ทันที
ฝากล่องเปิดออก เสื้อคลุมสีดำรูปแบบธรรมดาทว่าคุณภาพสูงตัวหนึ่งซึ่งถูก
พับวางไว้ด้านในอย่างเป็นระเบียบ ปรากฏหราอยู่ตรงหน้านาง ไม่มีลวดลาย
ดอกไม้หรูหรา และไม่ได้ถูกเย็บปิดขอบด้วยด้ายสีเงิน ทว่าฝีเข็มประณีตยิ่ง เป็น
ตัวที่นางสวมเมื่อคืนนั่นเอง!
ซูหลีหัวใจเต้นรัว กลับไม่ได้เอ่ยอะไร เขามาเพื่อหยั่งเชิงตามคาด!
ตงฟางเจ๋อเอ่ยอีกว่า “ฝีมือของร้านหรงจิ่นไม่เคยทำให้ผิดหวัง ซูซูลองสวมดู
พอดีตัวหรือไม่?” สิ้นประโยคก็หยิบเสื้อสีดำมาสะบัดเพื่อคลี่ออก หมายจะสวมให้
นางด้วยตนเอง
ซูหลีสายตาแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เขาถึงขั้นสืบหาที่มาของเสื้อตัวนี้ได้รวดเร็ว
เพียงนี้! ถูกต้องแล้ว เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อที่หวั่นซินเตรียมไว้ให้นางสวมขณะฝึกวิทยา
ยุทธ์ในเวลากลางคืน โดยหวั่นซินได้สั่งตัดเย็บกับร้านหรงจิ่นเป็นพิเศษ แต่ตอน
นั้นหวั่นซินไม่ได้ไปในฐานะสาวรับใช้ในจวนอัครเสนาบดี แล้วตงฟางเจ๋อเชื่อมโยง
มาถึงตัวนางได้อย่างไร?
อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหวั่นซิน ยามนี้หวั่นซินเองก็กำลังตะลึงเช่นกัน นึกไม่ถึง
ว่าเติ้งถูจื่อที่ซูหลีเอ่ยถึงจะเป็นตงฟางเจ๋อ! นางขมวดคิ้ว สายตาเหลือบมองผ่าน
ปิ่นทองบนศีรษะซูหลีคล้ายไม่ตั้งใจ
ซูหลีพลันสะท้านใจ กระจ่างทันใด คราแรกที่นางพบตงฟางเจ๋อ ยาแฝดของสำ
นักเฉินเหมินอยู่ในปิ่นปักผมของนางที่ถูกคนฟันจนหัก! ตอนที่ี่ี่หวั่นซินไปสั่งทำ
เสื้อ นางสวมหน้ากากที่มีเฉพาะในสำนักเฉินเหมินเท่านั้น ตงฟางเจ๋อคิดเชื่อมโยง
จากสิ่งนี้นี่เอง
เมื่อกระจ่างถึงเรื่องราว นางกลับสงบจิตสงบใจ ยามนี้มือของตงฟางเจ๋อยื่น
มาถึงตรงหน้าแล้ว นางรีบถอยหลังหนึ่งก้าว ยิ้มก่อนรั้งมือเขา กล่าวว่า “ไม่
จำเป็นกระมังเพคะ สิ่งที่ท่านอ๋องเตรียมไว้ ย่อมเหมาะสมพอดี”
“ไม่แน่นอนเสมอไป ข้าไม่เคยวัดตัวซูซูสักหน” ตงฟางเจ๋อยิ้มอ่อนนัยน์ตาเข้ม
เมื่อครู่เขาเห็นชัดเจนว่าแววตานางสั่นไหว ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีก็กลับมาสงบนิ่ง
ดังเดิม
ไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธอีกครั้ง สองแขนของเขาโบกสะบัดกลางอากาศ
เสื้อตัวนั้นพลันคลุมอยู่บนร่างของนาง
ซูหลีรู้ดีแก่ใจว่าหากขัดขืนอีก มีแต่จะทำให้เขายิ่งสงสัย หากแต่ต่อหน้าทุกคน
ปล่อยให้ชายหนุ่มสวมเสื้อให้นาง ก็คล้ายจะแปลกอยู่บ้างจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ชาย
หนุ่มผู้นั้นยังเป็นเจิ้นหนิงอ๋อง ผู้มีฐานะสูงส่ง และมีนิสัยเย็นชายากแท้หยั่งถึง!
“หม่อมฉันสวมเองได้เพคะ ไม่กล้ารบกวนท่านอ๋อง!” นางรีบผลักมือเขาออก
แต่เขากลับไม่ยอมขยับแม้แต้น้อย เพียงจ้องตานาง หัวเราะเสียงขรึม “ข้าเต็มใจ”
โม่เซียงที่ยืนอยู่อีกด้านตะลึงงันไปนานแล้ว เพียงรู้สึกว่าภาพตรงหน้าช่าง
เหมาะสมกลมกลืนยิ่งนัก
เซิ่งฉินสายตาไหวระริก แววตกตะลึงและประหลาดใจพาดผ่านดวงตา ติดตาม
ท่านอ๋องมานานหลายปี ยังไม่เคยเห็นท่านอ๋องเอาใจใส่และอ่อนโยนกับสตรีใดเช่น
นี้มาก่อน แม้แต่เสแสร้งแกล้งทำ ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
ซูหลีรู้สึกไม่คุ้นเคย มองดูนิ้วมือเรียวยาวของเขาขยับขึ้นลงอยู่บนร่างกาย
ตนเอง ท่าทีที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธของเขาทำให้นางจนใจ ใบหน้าของเขาอยู่ใกล้
เพียงคืบ และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เค้าโครงเครื่องหน้าทั้งห้าเสมือนเทพเซียนบนชั้น
ฟ้า งดงามจนไม่อาจบรรยาย
เหมือนจงใจ เขาหายใจรดนางเบาๆ นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำคู่นั้น มีแววเสน่หา
พาดผ่านและหายไปอย่างรวดเร็ว
เป็นครั้งแรกที่ช่วยสตรีสวมอาภรณ์ รู้สึกแปลกใหม่อยู่บ้าง เขาพลัน
เคลื่อนไหวช้าลง สตรีตรงหน้า มีสีหน้าท่าทางสงบเกินเหตุ ทำให้เขารู้สึกไม่สบ
อารมณ์นัก
กลิ่นอายหอมสะอาดลอยคลุ้งอยู่ตรงหน้า ดวงหน้านวลกระจ่างของนาง ใน
ที่สุดก็แดงระเรื่อขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้บ้างแล้ว นางเบนหน้าหนีอย่างทำตัวไม่
ถูก พอดีหันไปทางประตูสวน มองเห็นคนสองคนยืนอยู่
ดวงตาเบิกโพลงดั่งวัว สีหน้าริษยาจนแทบคลั่ง ดวงหน้าที่ผ่านการแต่งแต้ม
เครื่องสำอางมาอย่างประณีตของซูชิ่น ยามนี้กลับดูบิดเบี้ยวเล็กน้อย นางและสาว
รับใช้ที่ถือกล่องผ้าต่วนอยู่ด้านหลัง ต่างก็ยืนอึ้งอยู่กับที่ ราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่
ตาเห็น ความอ่อนโยนของเจิ้นหนิงอ๋องที่สตรีทุกนางในใต้หล้าไม่กล้าแม้แต่จะคิด
อาจเอื้อม ตัวอับโชคเช่นซูหลีมีสิทธิ์อะไรจึงได้ไปง่ายๆ?
1 เติ้งถูจื่อ (登徒子) ตัวละครหนึ่งในวรรณกรรมจีน เป็นตัวแทนของผู้มักมากในกาม