กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 58 สามคนเดินมา
ซูชิ่นอยากเข้าไปกระชากซูหลีออก และฉีกทึ้งเสื้อตัวนั้นทิ้งเสีย แต่ก็ต้องข่ม
กลั้นไว้สุดชีวิต ความผิดมหันต์ในครั้งก่อน ได้ทำให้นางขายหน้าจนสิ้น คราวนี้จะ
วู่วามอีกไม่ได้แล้ว! หลังพยายามข่มเพลิงริษยาในใจไว้อย่างสุดชีวิต ซูชิ่นเดินส่าย
สะโพกอ้อนแอ้นเข้ามาในห้อง ก่อนจะถอนสายบัว “ชิ่นเอ๋อร์ถวายบังคมท่านอ๋อง
เพคะ” น้ำเสียงนิ่มนวลหวานหยดย้อย พาให้ผู้ที่ได้ยินแทบกระดูกกรอบ
ซูหลีพลันรู้สึกเย็นวาบ เงยหน้ามองตงฟางเจ๋อเงียบๆ เขากำลังผูกสายคาด
เอวให้นาง เพียงรับคำโดยไม่เงยหน้า “ไม่ต้องมากพิธี”
ซูชิ่นไม่ลุกขึ้น กลับคุกเข่ากับพื้นเสียงดัง “ชิ่นเอ๋อร์สมควรตาย! คราก่อน ชิ่น
เอ๋อร์ไม่รู้ว่าชาไป๋ฮวาไม่อาจดื่มคู่สุรา เกือบทำให้ท่านอ๋องมีอันตราย ท่านอ๋องโปรด
ลงโทษชิ่นเอ๋อร์ด้วยเพคะ!” ปากบอกว่าขอรับการลงโทษ แต่สีหน้าท่าทางกลับเต็ม
ไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ตงฟางเจ๋อเหลือบมองนางอย่างไม่แยแส เอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “เรื่องที่
ผ่านไปแล้ว ข้าไม่อยากสืบสาวเอาความ เจ้าลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยท่านอ๋องเพคะ!” หัวใจที่ระส่ำระสายมานานของซูชิ่น สุดท้ายก็
สงบเสียที่ ทว่านางกลับไม่รู้เลย ในสายตาของตงฟางเจ๋อ นางเป็นเพียงสตรีโง่งม
ไร้ความรู้นางหนึ่งเท่านั้น สตรีเช่นนี้ เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจให้เสียเวลาแม้แต่น้อย
ทว่าซูหลีที่อยู่ตรงหน้าเขานั้น… นัยน์ตาของตงฟางเจ๋อสั่นไหวเล็กน้อย การ
แสดงออกของนางในวันนั้น เหนือความคาดหมายมากจริงๆ สตรีที่ไม่เคยก้าวเท้า
ออกจากจวน และไม่รู้หนังสือ เหตุใดจึงดมแยกแยะกลิ่นดอกไม้ออก และ
เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรได้?
ซูหลีสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา พลันก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ เพื่อเว้น
ระยะห่างจากเขา
ตงฟางเจ๋อมองพิจารณานางตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นไหล่ แขน เอว ลำ
ตัว ล้วนพอดีพอเหมาะ ราวกับมันถูกตัดเย็บขึ้นมาเพื่อนาง ดวงตาพลันหรี่เล็ก
สายตาคมปลาบจับจ้องซูหลีไม่วางตา
“พอดีตัวตามคาด”
ราวกับฟังไม่ออกถึงความนัยที่แฝงไว้ในน้ำเสียง ซูหลียิ้มบางก่อนจะกล่าว
“สายตาท่านอ๋อง ย่อมไม่มีผิดพลาดเพคะ”
ตงฟางเจ๋อกลับเอ่ย “ข้ามิได้มีสายตาแหลมคมถึงเพียงนั้น”
ปานกับมีประกายไฟที่มองไม่เห็นลอยอยู่กลางอากาศ ซูชิ่นกลับไม่รู้ตนเอง
แม้แต่น้อย เพียงมองดูทั้งสองต่างยิ้มและมองกันและกัน นึกไปว่าพวกเขามีใจให้
กันและกัน ในใจเต็มไปด้วยเพลิงริษยา ดวงตากลิ้งกลอกไปมา นางก้าวเข้ามา
ผลักซูหลีออกโดยคิดไปเองว่าแนบเนียนแล้ว ก่อนจะเข้าไปยืนแทรกกลางระหว่าง
ทั้งสอง ดึงมือซูหลีขึ้นมา เอ่ยต่อว่าเสียงหวาน “น้องสาว เจ้าช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง
จริงๆ! ท่านอ๋องมีฐานะสูงส่งเพียงใด จะให้ท่านอ๋องช่วยเจ้าสวมเสื้อได้อย่างไร?
หากข่าวลือแพร่ออกไป จะถูกผู้คนนินทาเอาได้!” นางบีบมือซูหลีแน่น เล็บ
แหลมคมแทบจะจิกเข้าไปในผิวของซูหลี
ซูหลีขมวดคิ้วเบาๆ ไม่เอ่ยอะไร หันไปเห็นตงฟางเจ๋อตีหน้าขรึม ก่อนจะแค่น
เสียงไม่พอใจ “ผู้ใดกล้านินทาว่าร้ายข้า!”
ซูชิ่นชะงัก หมายจะแก้ต่าง แต่ตงฟางเจ๋อเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะเสียก่อน คิ้ว
หนากระดกขึ้น กล่าวเสียงเข้ม “เป็นข้าที่อยากช่วยนางสวมเสื้อเอง คุณหนูใหญ่ซู
คิดว่าข้าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงหรือ?”
น้ำเสียงของเขาดุดัน ซูชิ่นได้ยินก็ลนลาน มือที่บีบซูหลีไว้แน่นพลันคลายออก
ก่อนจะพูดเสียงแตกตื่นหวาดกลัว “ชิ่นเอ๋อร์มิกล้าเพคะ! ชิ่นเอ๋อร์… เพียงคิดว่า
น้องสาว…” เอ่ยไม่ทันจบประโยค หน้าผากของซูชิ่น ก็มีเหงื่อเย็นผุดพราย
ตงฟางเจ๋อกล่าว “น้องสาวเจ้าเป็นเช่นไร ข้ารู้ดีแก่ใจ ข้าคิดว่านางดี นางก็ต้อง
ดี! ผู้ใดกล้าปากเปราะนินทาลับหลัง ข้าไม่ปล่อยไปง่ายๆ” ราวกับต้องการยืนยัน
ความชมชอบที่มีต่อซูหลีในคำพูดตนเอง สายตาที่เขามองซูหลี พลันแปรเปลี่ยน
เป็นอ่อนโยน
ซูชิ่นตะลึงงัน หากเจิ้นหนิงอ๋องปฏิบัติเช่นนี้กับนาง แม้ตายนางก็ยอม! เมื่อ
คิดเช่นนี้ เพลิงริษยาที่นางมีต่อซูหลี ก็ยิ่งรุนแรงเป็นเท่าทวี
ทว่าประโยคนั้น หากเป็นสตรีอื่น เกรงว่าจะมีแต่ยินดีจนแทบคลั่ง แต่ซูหลีกลับ
รู้สึกเย็นเยียบในใจ ตงฟางเจ๋อไม่ใช่คนพูดมาก แล้วเหตุใดจึงพูดเรื่องเหล่านี้กับซู
ชิ่น? ทำให้ซูชิ่นชิงชังและโกรธแค้นนางมากกว่าเดิม แล้วเขาจะได้ประโยชน์อันใด?
“ท่านอ๋องกล่าวหนักไปแล้ว หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีธรรมดา การปกป้องเช่น
นี้จากท่านอ๋อง มิบังอาจรับไว้เพคะ!” ซูหลีกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะยกมือกุมหน้า
ผาก ขมวดคิ้วบางๆ พอเป็นพิธี ก่อนจะกล่าวอย่างรู้สึกผิด “ขอทรงโปรดอภัยที่ซู
หลีเสียมารยาท วันนี้ซูหลีรู้สึกอ่อนเพลีย เกรงจะต้อนรับท่านอ๋องต่อไม่ได้!
รบกวนพี่สาวพาท่านอ๋องไปดื่มชาที่ห้องโถงด้านหน้าด้วยนะเจ้าค่ะ ท่านพ่อคงรอ
ต้อนรับอยู่ที่นั่นแล้ว”
ซูชิ่นดวงตาเป็นประกาย หันมองตงฟางเจ๋ออย่างระมัดระวัง เห็นตงฟางเจ๋อ
ลุกขึ้น อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าคาดหวัง แต่ตงฟางเจ๋อกลับเดินไปหาซูหลี เอ่ยกับซู
หลีด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย “ซูซูไม่สบายตรงที่ใด? ให้ข้าดูหน่อย”
นิ้วมือเรียวยาว ยื่นไปทางชีพจรของซูหลีโดยตรง
ซูหลีสะดุ้ง รีบหลบเลี่ยงทันใด ได้ยินเพียงเขาหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “ข้ารู้วิชา
แพทย์แผนจีนอยู่บ้าง หากซูซูไม่สบายจริง ก็ไม่ควรชักช้า!”
ซูหลีอึ้งงัน เขารู้วิชาแพทย์แผนจีน? นางไม่เชื่อ! เกรงว่าตรวจจับชีพจรเป็น
เพียงเรื่องลวง ตรวจสอบว่านางมีกำลังภายในหรือไม่ต่างหากคือเรื่องจริง!
“ท่านอ๋องเก่งกาจสามารถทุกด้าน ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก ซูหลีรู้จักร่างกายตนเองดี
เป็นเพียงอาการป่วยเล็กๆ พักผ่อนสักหน่อยก็หายแล้ว ขอบพระทัยที่ทรงห่วง
เพคะ!” นางเรียกโม่เซียงมาช่วยนางถอดเสื้อคลุมสีดำตัวนั้นออก ก่อนจะให้โม่เซี
ยงประคองตนเองไปนั่งบนเก้าอี้ตัวนุ่ม ท่าทางราวกับคนไร้เรี่ยวแรง
“อ้อ? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะรอเจ้าอยู่ที่นี่ครู่หนึ่ง” ท่าทางของเขาไม่บังคับ
ขืนใจ ยิ้มและกลับไปนั่งเหมือนเดิม ทว่ากลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินประโยคส่งแขก
ของนาง
ซูหลีคลี่ยิ้มบาง “ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงใส่ใจ เพียงแต่หม่อมฉันอ่อนแรง
ยิ่งนัก เกรงจะต้อนรับท่านอ๋องได้ไม่ดี ถ้าอย่างไร… เชิญพี่สาวต้อนรับท่านอ๋อง
แทนข้าเถิด”
ซูชิ่นสีหน้าลิงโลด รีบเข้าไปนั่งที่นั่งด้านข้างตงฟางจั๋ว ลอบมองเขาเงียบๆ
ก่อนจะรวบรวมความกล้า เอ่ยว่า “ชิ่นเอ๋อร์ได้ยินว่าท่านอ๋องชื่นชอบบุปผา จึงใช้
เงินทองจำนวนมากไหว้วานคนซื้อดอกไม้ขึ้นชื่อและหายากชนิดหนึ่งมาจากแคว้น
เปี้ยน เพื่อทดแทนความผิดพลาดในอดีต หวังว่าท่านอ๋องจะทรงโปรด” นางรับ
กล่องผ้าต่วนมาจากสาวรับใช้ ก่อนจะค่อยๆ น้อมส่งให้เขา ราวกับสิ่งที่นางกำลัง
มอบให้คือหัวใจดวงน้อยๆ ของนางเอง ท่าทางขัดเขิน เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ตงฟางเจ๋อกลับไม่แม้แต่จะเหลียวแล เพียงเอ่ยเสียงราบเรียบ “คุณหนูใหญ่ซู
มีน้ำใจนัก ไม่ทราบเป็นดอกไม้ชนิดใด?”
ซูชิ่นรีบตอบ “ทูลท่านอ๋อง เป็นดอกฉิงฮวาเพคะ”
ตงฟางเจ๋อและซูหลีสายตาอึ้งงัน ต่างก็ตวัดสายตามองไปที่มือซูชิ่น ซูชิ่นเห็น
เขามีสีหน้าหวั่นไหว อดไม่ได้ที่จะรีบยื่นมือไปเปิดกล่องผ้าต่วนอย่างดีใจ ดอกไม้
กลีบเรียวเล็กขาวนวลกระจ่างพลันปรากฏสู่สายตา ด้านข้างประกบด้วยใบไม้สี
เขียวสองใบ กลิ่นหอมหวนลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องทันที
ตงฟางเจ๋อหรี่ตาเล็กน้อย คล้ายกำลังพิจารณาอย่างละเอียด นิ่งเงียบไม่เอ่ย
วาจาใด
ซูหลีก้มหน้าเงียบๆ ฉิงฮวาเป็นบุปผาประจำแคว้นเปี้ยน จะซื้อขายกันตามท้อง
ตลาดได้เช่นไร? ดอกไม้นี้รูปร่างภายนอกดูคล้ายอยู่หลายส่วนก็จริง แต่ก้านและ
ใบไร้หนาม กลิ่นค่อนข้างหอมฉุน เห็นชัดว่าไม่ใช่ดอกฉิงฮวา! เพียงกลัวว่าซูชิ่นจะ
เสียแรงเปล่า! นางเงยหน้ามองตงฟางเจ๋อ ใบหน้าเขาราวกับไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เห็นชัดว่าไม่มีความยินดีปรีดา หากเป็นคนที่ชื่นชอบบุปผาจริง เมื่อเห็นดอกไม้หา
ยากเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเล่า? เว้นแต่ว่า… เขาดูออกแต่แรกแล้ว
ซูชิ่นกลับไม่รับรู้เรื่องราว เพียงหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “เพื่อตามหาดอกไม้ชนิดนี้
ชิ่นเอ๋อร์ลำบากไม่น้อย หวังว่าท่านอ๋อง… จะทรงรับไว้!”
ตงฟางเจ๋อยื่นมือรับกล่องไป มองนางด้วยรอยยิ้มที่คล้ายมีคล้ายไม่มี “คุณ
หนูใหญ่ซูกลับรู้ว่าข้ากำลังตามหาดอกไม้ชนิดนี้? มีน้ำใจเช่นนี้ ข้าจะไม่รับไว้ได้
อย่างไร?”
ซูหลีสะดุด เขากำลังตามหาดอกฉิงฮวา? เพราะเหตุใด?