กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 69 )
เหล่าธารกำนัลได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นตะลึง แต่ละคนอารมณ์แตกต่างกันออกไป
ตงฟางเจ๋อสีหน้าพลันเปลี่ยน ขมวดคิ้วมองมายังทิศที่ซูหลียืนอยู่ ซูหลียามนี้
สะท้านวาบไปทั้งใจ ลอบตื่นตระหนกในใจ นางไม่มีทางเชื่อว่าหลางฉ่างพบกับ
ตนเองเพียงสองหนก็จะบังเกิดความรู้สึกลึกซึ้งเพียงนี้ แต่บุรุษผู้นี้กลับเอ่ย
ปากขอนางอย่างเด็ดเดี่ยวต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ หรือเพราะ… เหตุเกิดจากวัตถุ
ที่นางนำออกมาจากโลงศพนั่น? หรือเป็นเพราะ… ใบหน้าของนาง?
นางเคยเปิดดูสิ่งที่อยู่ในถุงผ้าต่วนแล้ว เป็นภาพวาดแผ่นหนึ่ง และวัสดุเหล็ก
คุณภาพพิเศษชิ้นหนึ่ง
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดในอารามฝอกวง องค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้งได้ส่ง
ป้ายมงคลมาอีกหลายครั้ง ซูหลีล้วนปฏิเสธโดยใช้เหตุผลว่าไม่สบายทุกครั้งไป ไม่
ว่าสตรีในภาพที่เขาตามหาจะเป็นผู้ใด ตอนนี้นางก็ไม่ควรข้องเกี่ยวกับเขามากเกิน
ไป! นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวัดร้าง โลงศพปริศนา ภาพวาดประหลาด การตาม
สืบสวนลับๆ ของตงฟางเจ๋อ การผ่านทางโดยบังเอิญขององค์รัชทายาทแคว้น
ติ้ง รวมถึงการส่งป้ายมงคลเพื่อขอเยี่ยมเยียนหลายหนอย่างไม่ลดละ ทุกความ
‘บังเอิญ’ ไม่มีข้อใดที่ไม่บ่งชี้ไปถึงเจ้าของโลงศพที่แท้จริง
เดิมคิดอยากแสร้งทำเลอะเลือนจนถึงที่สุด นึกไม่ถึงเขากลับใช้วิธีนี้กับนาง!
เพราะของสิ่งนั้นสำคัญมาก หรือเพราะคนที่อยู่ในภาพวาดเป็นคนพิเศษมากกัน
แน่? ถึงแม้เขาดูอ่อนโยนไร้พิษภัย ไม่มีเจตนาร้าย แต่อย่างไรก็ต้องระวังไว้ก่อนดี
ที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น นางยังไม่ได้แก้แค้น อย่างไรก็ยังจากแคว้นเฉิงไปไหนไม่ได้เด็ด
ขาด!
“เสด็จพ่อ ไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!” ครั้นเห็นฮ่องเต้กำลังจะอนุญาต นางร้อนใจ
ไม่รู้ควรทำเช่นไร ยามนี้เอง ในตำหนักกลับมีคนร้องคัดค้าดขึ้นมา ซูหลีอึ้งงัน เงย
หน้ามองไป เห็นเพียงตงฟางจั๋วลุกขึ้น สีหน้าโกรธจัด สายตาคมปลาบดั่งมีด ตวัด
ทิ่มแทงไปยังองค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้งอย่างไม่ไว้หน้า โมโหโกรธาราวกับกำลัง
ถูกแย่งของรักของหวงไปจากตัว ซูหลีเจ็บแปลบในใจเล็กน้อย ความรู้สึกสับสนที่
ไม่อาจบรรยายพรั่งพรูในใจ นางเบนสายตาออกไปทางอื่น ยามนี้สายตาของคน
ทุกผู้ในตำหนักกลับพุ่งไปที่ตงฟางจั๋วเป็นจุดเดียว
ตงฟางเจ๋อสายตาไหวระริกเล็กน้อย ลอบมองฮ่องเต้บนพระที่นั่งเงียบๆ จาก
นั้นก็เหลือบมองทูตแห่งแคว้นเปี้ยน เห็นเพียงสายตาของฮูเอ่อร์ตูเคร่งขรึม ไอ
สังหารแผ่กำจาย มือที่วางอยู่บนโต๊ะกำหมัดแน่น ไม่รู้เหตุใดจิตใจที่กำลังสั่นไหว
กลับพลันสงบลงอย่างประหลาด
ยามนี้ สามอาณาจักรที่คานอำนาจกันอยู่ดังหม้อติ่ง เมื่อแคว้นหนึ่งเห็นอีก
สองแคว้นกำลังจะเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการอภิเษก มีหรือจะไม่สนใจได้?
“จั๋วเอ๋อร์อย่าเอ่ยวาจาตามใจตน!” ไม่รอให้ฮ่องเต้เปิดปาก ฮองเฮาทรงเอ็ด
เสียงเข้มขึ้นมาก่อน “การอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นเป็นเรื่องใหญ่
และเป็นเรื่องดี ย่อมต้องขึ้นอยู่กับเสด็จพ่อเจ้า มิต้องให้เจ้าออกความเห็น! ยังไม่
รีบนั่งลงอีก!”
ตงฟางจั๋วราวไม่ได้ยิน ขมวดคิ้วแน่น ยืนด้วยท่าท่าแข็งกร้าวอยู่ที่เดิม สายตา
ยังคงจดจ้ององค์รัชทายาทแคว้นติ้งอย่างเย็นชา ทว่าองค์รัชทายาทแห่งแคว้น
ติ้งเสมือนไม่รับรู้สิ่งใด เพียงรอพระราชดำรัสจากฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉิงเงียบๆ
ทว่าผ่านไปนาน ฮ่องเต้ก็ยังคงไม่เอ่ยวาจาใด สายตาที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์
กวาดมองผ่านใบหน้าของฝูงชนที่อยู่เบื้องล่างตำหนัก ทุกอย่างจมดิ่งสู่ความ
เงียบสงัดที่ไม่มีแม้แต่เสียงนกกา ความคึกคึกและพิธีมงคลก่อนหน้า ราวกับ
กลายเป็นเพียงภาพฝัน
“จิ้งอันอ๋อง เจ้าลองพูดมา เหตุใดจึงไม่ได้?” ในที่สุดฮ่องเต้ก็เอ่ยขึ้นมา
ตงฟางจั๋วรับคำ สีหน้าแสดงความเคารพเทิดทูน ก่อนจะก้าวมายืนด้านล่าง
พระที่นั่ง หมายจะอ้าปากเอ่ยวาจา แต่ทูตจากแคว้นเปี้ยนกลับชิงเอ่ยขึ้นก่อนเขา
“ฝ่าบาท ฮูเอ่อร์ตูมีคำพูดอยากพูดสักหลายประโยค” ฮูเอ่อร์ตูลุกยืน ค้อมกาย
คารวะไปทางฮ่องเต้ เขามาเยือนเมืองหลวงแคว้นเฉิงหลายเดือน ภาษาแคว้นเฉิง
ของเขา ไม่แปร่งหูอย่างแต่ก่อนอีกแล้ว
ฮ่องเต้เลื่อนสายตาไปทางเขาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอย่างเกรงใจ “ขุนพลฮูเอ่อร์ตู
เชิญกล่าว”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท! แท้จริงแล้วที่กระหม่อมเดินทางมาครานี้ มิใช่เพียงยินดี
กับพิธีคัดเลือกพระชายาของท่านอ๋องทั้งสองเท่านั้น! ท่านอ๋องสี่แห่งแคว้นเปี้ย
นของกระหม่อมก็ยังมิได้อภิเษกสมรม ฝ่าบาทของกระหม่อมก็ได้รับสั่งเป็นพิเศษ
หวังว่ากระหม่อมจะหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่ท่านอ๋องสี่ในแคว้นท่านได้ เพื่อ
กระชับความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างแคว้นเปี้ยนและแคว้นเฉิงในสืบไป” ฮูเอ่อร์ตู
เชิดคาง อกผายไหล่ผึ่ง ส่งสายตาท้าทายไปยังองค์รัชทายาทแคว้นติ้ง
หลางฉ่างขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะคำนับกลับอย่างสุภาพชนต่างจากอีกฝ่าย
ฮ่องเต้หัวเราะ ก่อนกล่าว “ท่านขุนพลเอ่ยขึ้นในยามนี้ หรือว่ามีผู้ใดอยู่ในใจ
แล้ว? ไม่ทราบว่าขุนพลฮูเอ่อร์ตูหมายตาบุตรีเรือนใดไว้หรือ?”
ประกายไหวระริกพาดผ่านดวงตาฮูเอ่อร์ตู เขายกมือประสานตรงหน้าก่อน
ตอบ “ขอทูลอย่างไม่ปิดบัง กระหม่อมหมายตาผู้ที่เหมาะสมไว้แล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ
เป็นสตรีที่บังเอิญพบข้างทางเมื่อไม่กี่วันก่อนเช่นกัน… ทว่าสิ่งที่ไม่บังเอิญ คือ
เป็นสตรีนางเดียวกับสตรีที่องค์รัชทายาททรงหมายตาพ่ะย่ะค่ะ! ยิ่งไปกว่านั้น
กระหม่อมเจอนางก่อนองค์รัชทายาทหนึ่งก้าว ฉะนั้นขอฝ่าบาททรงพิจารณา
อย่างเป็นธรรมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
ครานี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ทั่วทั้งตำหนักเฉาเหอทันที่ ราวกับฝูงผึ้ง
แตกรัง
บ้างประหลาดใจ บ้างสะท้อนใจ บ้างก็ฉงนฉงาย บางคนยังนึกไปว่าตนเองฟัง
ผิด…
เหล่าหญิงสาวที่รอการคัดเลือกต่างมองหน้ากัน ซูชิ่นที่นั่งอยู่แถวหน้ายิ่งเบิก
ตากว้างแทบถลนเหมือนวัว ไม่อยากเชื่อหูตนเอง หญิงที่เป็นดั่งลางร้ายผู้ซึ่งไม่มี
สิทธิ์แม้แต่จะผ่านการคัดเลือกรอบแรกอย่างซูหลี เหตุใดอยู่ๆ จึงได้กลายเป็น
สตรีเนื้อหอมที่ทูตจากทั้งสองแคว้นต่างแย่งชิงกันได้เล่า? ทว่าสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ
ยิ่งกว่า กลับเป็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้!
ตงฟางจั๋วอึ้งงัน คิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นพลันคลายปมทันที
ฮองเฮาเหลือบมองเขาอย่างแปลกใจแวบหนึ่ง ในขณะที่ฮ่องเต้เอ่ยอย่างสน
อกสนใจ “สตรีในเมืองหลวงแห่งแคว้นเฉิง มีนับพันนับหมื่น เหตุใดทั้งองค์
รัชทายาทและขุนพลต่างก็หมายตาสตรีนางเดียวกันได้เล่า? ช่างเป็นเรื่องบังเอิญ
จริงๆ! นี่ช่างทำให้ข้าลำบากใจยิ่งนัก”
ฝูงชนหันขวับมามองฮ่องเต้เป็นตาเดียว รอเพียงคำตัดสินจากเขา ฮ่องเต้นิ่ง
เงียบครุ่นคิด หันไปถามตงฟางจั๋ว “จิ้งอันอ๋อง เมื่อครู่ เหตุใดเจ้าจึงคัดค้าน? หรือ
ว่าเจ้าเองก็หมายปองนางเช่นกัน? ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเคยนำของที่เสด็จแม่เจ้าให้เจ้า
ขนไปที่จวนอัครเสนาบดีเซียง แม้แต่ไข่มุกฝูอวิ๋นที่ข้ามอบให้เจ้า เจ้าก็มอบให้ผู้อื่น
ด้วย มีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”
พระสุรเสียงของฮ่องเต้เยือกเย็นดั่งสายน้ำ สายพระเนตรที่มองมายากที่จะ
คาดเดาความคิด พาให้คนอกสั่นขวัญหาย
ตงฟางจั๋วสีหน้าเคร่งขรึม สะบัดแขนเสื้อ คุกเข่ากับพื้น ก่อนกล่าว “ทูลเสด็จ
พ่อ ลูกมิกล้าปิดบัง มีเรื่องเช่นนี้จริงพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้สีหน้าขรึมลงเล็กน้อย ไม่รอวาจาตำหนิ ตงฟางจั๋วกลับเอ่ยต่อ “แต่ที่
ลูกคัดค้านเมื่อครู่ มิใช่เพราะเหตุผลนี้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
“อ้อ? แล้วเจ้าคัดค้านด้วยเหตุผลใด?”
ตงฟางจั๋วกล่าว “ลูกคิดว่า เป็นเช่นที่เสด็จแม่ทรงรับสั่ง งานอภิเษก
เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นเป็นเรื่องใหญ่ มิอาจตัดสินใจวู่วามได้ อย่าง
น้อย… วันรุ่งขึ้นหารือกันในที่ประชุมก่อน แล้วค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย!”
ด้านหลังฉากกั้นลายบุปผา ซูหลีพลันขมวดคิ้ว กระตุกกลีบปากบางเผยยิ้ม
เย็นชา เหตุใดเรื่องใหญ่ในชีวิตนางต้องรอให้พวกเขาหารือกันในที่ประชุมด้วย?
แม้เป็นเพียงแผนประวิงเวลา ทว่าเมื่อได้ยิน ก็ยังอดรู้สึกคัดค้านในใจไม่ได้อยู่ดี
บนโลกนี้ สตรีล้วนน่าเวทนาเช่นนี้ แม้แต่ความสุขทั้งชีวิตยังมิอาจตัดสินใจได้ด้วย
ตนเอง แต่นางซูหลี กลับไม่อยากถูกผู้ใดบงการชีวิตอีกต่อไปแล้ว!
เงยหน้ามองทูตจากแคว้นเปี้ยนผู้นั้น องค์รัชทายาทเอ่ยขอนางจากฮ่องเต้
เพราะภาพวาดปริศนาแผ่นนั้น แล้วฮูเอ่อร์ตูผู้นี้เล่า?
ในตำหนัก ฮ่องเต้นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจาใดอยู่นาน สายตามองกลับไปกลับมาระ
หว่างทูตจากสองแคว้นและตงฟางจั๋ว ไม่รู้ว่าทรงคิดอะไรอยู่บ้าง
ตงฟางเจ๋อลุกขึ้นก่อนจะเอ่ยว่า “เสด็จพ่อ ลูกคิดว่า ท่านพี่กล่าวมีเหตุผล วันนี้
เป็นพิธีคัดเลือกชายาที่เสด็จพ่อและฮองเฮาทรงจัดขึ้นเพื่อลูกและท่านพี่ กอปรกับ
ยังมีเหล่าคุณหนูหลายท่านอยู่ด้วย เรื่องใหญ่เกี่ยวพันถึงแคว้นเช่นงานอภิเษก
เชื่อมสัมพันธ์ เก็บไว้หารือในที่ประชุมพรุ่งนี้จะเหมาะสมกว่า เช่นนั้น จึงจะถือว่าให้
เกียรติท่านทูตจากทั้งสองแคว้นด้วยเช่นกัน! เสด็จพ่อทรงเห็นว่าเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”
หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาสองพี่น้องมีความเห็นตรงกัน