กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 70 )
ฮ่องเต้ลอบประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นก็เอ่ยเสียงปลอบโยน “ที่ท่านอ๋อง
ทั้งสองกล่าวก็ใช่ไร้เหตุผล ในเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวพันถึงแคว้น เช่นนั้นก็ไว้หารือ
ทีหลัง องค์รัชทายาท ขุนพลฮูเอ่อร์ตู พวกท่านมีความเห็นอื่นหรือไม่?”
“มิกล่าพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมน้อมรับพระประสงค์” องค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้ง
และขุนพลฮูเอ่อร์ตูรับคำพร้อมเพรียง จากนั้นก็กลับไปนั่งตำแหน่งของตนเอง
ตามเดิม
ตงฟางเจ๋อเหลือบมองฉากกั้นลายบุปผา เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ท่านพี่เคยกล่าว
ไว้ วันนี้มีการแสดงพิเศษจะมอบให้ฮองเฮามิใช่หรือ?”
ฮองเฮาพลันยิ้มพราย “ใช่แล้วจั๋วเอ๋อร์ เป็นการแสดงพิเศษใด แม่ตั้งตารอมา
ตลอด!”
ฮ่องเต้เองก็หันมามองคล้ายกำลังตั้งความหวังเช่นกัน ตงฟางจั๋วรีบกล่าว
“เสด็จพ่อเสด็จแม่โปรดรอสักครู่!”
ปรบมือกลางอากาศสองที่ ริมบันไดหินเบื้องหน้าตำหนักเฉาเหอพลันปรากฏ
คณะดนตรีสองกลุ่ม ผ้าไหมโปร่งบางดั่งหมอกปลิวไสวไปตามท่วงทำนองอันรื่นหู
ราวกับม้วนภาพสีสันงดงามหลายม้วนกำลังกางออกท่ามกลางไอหมอกบนผิวน้ำ
ในเดือนสาม ด้านหลังผ้าไหมโปร่งบางหลากสี สตรีนางหนึ่งเริ่มร่ายรำช้าๆ ท่วงท่า
พลิ้วไหวและคล่องแคล่ว แขนเสื้อสีสันตระการตาโบกสะบัดกลางอากาศ ราวกับ
นางฟ้านางสวรรค์ในภาพที่วาดขึ้นจากพู่กันวิเศษของเทพเซียนลงมาเยือนโลก
มนุษย์ พลิ้วไหวเบาหวิว ราวกับหากมีลมโชย ก็จะล่องลอยไปกับฝุ่นละอองได้
เสียงชื่นชมระคนประหลาดใจพลันดังระงมทั่วตำหนักเฉาเหอ แม้แต่ฮ่องเต้
และฮองเฮาก็แทบเบิกตาด้วยความตะลึง ต่างทอดพระเนตรอย่างตั้งอกตั้งใจ
ตงฟางจั๋วอึ้งงันไปทันที่ แววตื่นตาตื่นใจที่พาดผ่านสายตาคมเข้ม ค่อยๆ ถูก
แทนที่ด้วยความคลั่งไคล้และความชมชอบ ราวกับนางสวรรค์ที่อยู่ในภาพวาด
ม้วนนั้นเป็นของเขาแต่แรกแล้ว
แต่ก่อนได้ยินว่าหลีซูเชี่ยวชาญเรื่องเต้นรำ ไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงเทียบได้ ทว่า
กลับไม่เคยรู้ว่าซูหลีที่หน้าตาคล้ายหลีซู เมื่อเต้นรำ กลับงดงามถึงเพียงนี้!
ประกายร้อนรุ่มบีบคั้นใจคน ค่อยๆ ปรากฏในดวงตาลึกล้ำยากแท้หยั่งถึงของ
ตงฟางเจ๋อ ท่วงท่าเช่นนี้ ชีวิตหนึ่งจะได้เห็นสักกี่หน? เหตุใด เขากลับคุ้นตาถึง
เพียงนี้?
เมื่อย่างก้าวของนางเปลี่ยนไป จังหวะดนตรีนอกค่อยๆ สูงขึ้น ท่วงท่าร่ายรำ
ของหญิงสาวก็เปลี่ยนด้วยเช่นกัน เอี้ยวตัวแหงนหน้า สะบัดแขนไปเบื้องหน้า
ทำท่าโบยบิน ร่างอรชรลอยเหนือพื้น ก่อนจะเงื้อแขนโปรยผงทองกลางอากาศ
แสงตะวันหลังเที่ยงส่องกระทบกลางหัว จุดสีทองนับไม่ถ้วนกลายเป็น
ประกายแสงสีทองระยิบระยับนับหมื่น ปกคลุมอยู่ด้านหลังสตรีที่กำลังสะบัด
อาภรณ์ราวกับกำลังโบยบิน ท่วงท่าเชิดคางสยายปีกอันหยิ่งทะนงเช่นนั้น มอง
จากที่ไกลๆ กลับดูเหมือนนกเพลิงที่กางปีกโบยบินอยู่บนท้องนภามาแล้วเก้าวัน
ความงดงามสะดุดตาเช่นนั้น ชวนให้ตกตะลึงพรึงเพริด
ความตื่นเต้นที่ไม่อาจบรรยาย เติมเต็มจิตใจผู้ชมรอบด้านอย่างมิอาจควบคุม
ราวกับยามบ่ายของวันนี้ พวกเขาได้เห็นนกศักดิ์สิทธิ์ลงมาจุติในโลกมนุษย์กับตา
ตนเองอย่างไรอย่างนั้น ถึงขั้นลืมตนไปชั่วขณะ ว่านี่เป็นเพียงการร่ายรำบทเพลง
หนึ่งเท่านั้น
วินาทีนั้น ฝูงชนกลั้นหายใจ ทั่วทั้งตำหนักเฉาเหอ นอกจากเสียงดนตรีและ
เสียงแหวกลมจากอาภรณ์ของหญิงสาว ก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีกแม้แต่น้อย กระทั่ง
เมื่อดนตรีจบลง ย่างก้าวหยุดกับที่ ผ้าไหมโปร่งบางหลากสีและคณะดนตรีรอบ
ด้านก็แยกย้ายกันออกไปเหมือนหมอกควันที่ค่อยๆ จางหายไป
ผ้าโปร่งสีขาวปกคลุมใบหน้า ผมดำขลับสยายปลิวกลางอากาศ กระโปรงตัว
ยาวสีพื้นม้วนตัวไปตามสายลม โลดแล่นอย่างอิสระอยู่ใต้แสงตะวัน ต่างจากความ
งดงามตระการตาก่อนหน้า ยามนี้นางดูเรียบง่ายดังสายธารเย็น บุคลิกงามสง่าไม่
เป็นสองรองผู้ใด
หัวใจของตงฟางเจ๋อ กลับบังเกิดความรู้สึกที่ต่างออกไปทันที่ ราวกับสตรีตรง
หน้า ก็คือคนที่เขาตามหามานานแต่ไม่เจอเสียที
เหตุการณ์ริมฝั่งแม่น้ำหลานชางในค่ำคืนนั้นพลันผุดขึ้นมาในสมองเขา สตรีที่
สวมชุดดำและผ้าคลุมหน้าสีดำท่ามกลางความมืด ร่ายรำอย่างอ่อนช้อยอยู่ภายใต้
แสงจันทร์ ท่วงท่าของนางดึงดูดใจผู้คนราวเทพเซียนอย่างนี้เช่นกัน เขาอยากจับ
ตัวนาง เพื่อมองนางให้ชัด ทว่านางกลับหนีไปได้ ความรู้สึกคุ้นเคยนี้ทำให้เขาตก
ตะลึง ราวกับกลิ่นหอมรางๆ ที่หลงเหลืออยู่กลางฝ่ามือในค่ำคืนที่เขาถูกไล่ล่า
สลักลึกลงในใจ สลัดอย่างไรก็ไม่จางไป
“แปะๆๆๆ!”
ในตำหนักเฉาเหอ มีเสียงปรบมือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้างในสู่นอก ภาย
ใต้การนำของฮ่องเต้ เสียงปรบมือดังแซ่ซ้องไปทั่วดังสายฟ้าฟาด
นับจากนี้อีกหลายปี เหล่านางในและขันทีที่เคยรับชมการแสดงชุดนี้ มักจับ
กลุ่มพูดคุยกันเป็นครั้งคราวถึงการร่ายรำอันงดงาม บนใบหน้าของพวกเขายังคง
ฉาบไว้ด้วยความเลื่อมใส เอ่ยชื่นชมไม่ขาดปากทุกครั้งที่หวนนึกถึง แม้แต่เหล่า
สตรีที่รอการคัดเลือกที่เต็มไปด้วยความริษยา ก็จำต้องยอมรับเช่นกัน การร่ายรำ
อันงดงามเปรียบได้กับเทพเซียนเช่นนี้ แม้นใช้เวลาทั้งชีวิต พวกนางก็มิอาจทำได้
“นี่คือการร่ายรำอะไรกัน ช่างงดงามเสียนี่กระไร!” ฮูเอ่อร์ตูปรบมือเสียงดัง
อดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย
ตงฟางเจ๋อสีหน้าพลันขรึมลงเล็กน้อย ยิ้มก่อนตอบ “หากข้ามองไม่ผิด นี่ก็
คือนกเพลิงสยายปีกในตำนาน”
“ช่างเปิดโลกทัศน์ผู้คนเสียจริงๆ!” องค์รัชทายาทแห่งแคว้นติ้งอย่างหลาง
ฉ่างเองก็เอ่ยชื่นชมเช่นกัน “จิ้งอันอ๋องไปหาหญิงงามที่ร่ายรำเก่งถึงเพียงนี้มา
จากที่ใด กลับร่ายรำได้น่าทึ่งปานนี้?”
ฮองเฮาคลี่ยิ้มเอ่ยต่อ “ใช่แล้วจั๋วเอ๋อร์ เจ้าไปหาโฉมสะคราญที่ร่ายรำเก่งเช่นนี้
มาจากที่ใดกัน เมื่อครู่แม่คิดว่ามีนกเพลิงบินเข้ามาในราชวังแห่งแคว้นเฉิงของเรา
แล้วจริงๆ! ฝ่าบาท พระองค์เห็นด้วยหรือไม่เพคะ?”
พระพักตร์มังกรของฮ่องเต้ฉายแววเปี่ยมสุข หัวเราะอย่างสำราญ “ฮองเฮา
มิได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย ข้าเองก็เพิ่งเคยเห็นการร่ายรำที่งดงามเช่นนี้เป็น
คราแรก! วันนี้ข้าสำราญยิ่งนัก จั๋วเอ๋อร์ เจ้าอยากได้สิ่งใด บอกข้ามา ข้าตบรางวัล
ให้เจ้า!”
แววยินดีพาดผ่านดวงตาตงฟางจั๋ว ทว่าเขากลับมิได้ลืมตนเพราะเหตุนี้ เขา
พลันคุกเข่า เอ่ยเสียงดังฟังชัด “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ! ทว่าลูกมิกล้ารับความดี
ความชอบนี้ไว้ เพียงหวังว่าเสด็จพ่อจะน้ำพระทัยกว้างขวาง มิเอาผิดลูก!”
รอยยิ้มของฮองเฮาพลันค้างเติ่ง ฮ่องเต้ทรงถาม “เจ้าทำเรื่องผิดกฎเกณฑ์ใด
ไว้งั้นหรือ?”
ตงฟางจั๋วเงยหน้าตอบ “เสด็จพ่อได้โปรดทรงมีรับสั่งให้สตรีที่ร่ายรำเมื่อครู่
เข้ามาในตำหนักก่อนพ่ะย่ะค่ะ!”
ประกายฉงนพาดผ่านดวงตาฮ๋องเต้ รับสั่งเสียงเข้ม “ประกาศออกไป!”
“ฝ่าบาทมีรับสั่ง ให้สตรีที่แสดงการร่ายรำเมื่อครู่เข้าพบในตำหนัก!” เสียงเล็ก
แหลมของขันทีดังขึ้นท่ามกลางบันไดหิน
หญิงสาวเยื้องย่างอ่อนช้อย ค่อยๆ เดินไปยังตำหนักเฉาเหอ กรีดกรายผ่าน
เหล่าหญิงงามที่ยืนเรียงแถวเป็นสองแถว ราวกับไข่มุกล้ำค่าเม็ดหนึ่ง ที่กลบรัศมี
ของพวกนางจนสิ้น
ชั่วขณะหนึ่ง สีหน้าของสตรีเหล่านั้น พลันหม่นหมองทันที
ซูหลีสายตาไม่วอกแวก ก้าวเดินเข้าไปในตำหนักก่อนจะคุกเข่าลงหน้าพระที่นั่ง
ฮ่องเต้
“หม่อมฉันนามว่าซูหลี ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรฮองเฮา! ขอพระองค์
และพระนางทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี ขอราชวงศ์เฉิงจงเจริญรุ่งเรืองสงบ
สุขเช่นนี้ไปตลอดกาล!” เสียงใสกังวานของสตรี ดังสะท้อนท่ามกลางเสาคานของ
ตำหนักใหญ่ วาจาที่ชวนให้ผู้คนตื่นตะลึง ดังกระทบโสตประสาทของคนทุกผู้อย่าง
ชัดเจน
นอกจากตงฟางจั๋ว ไม่มีผู้ใดไม่เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง ใครก็ไม่คาด
คิด สตรีที่สามารถร่ายรำได้งดงามล่มเมืองได้เช่นนี้ กลับเป็นหญิงอัปมงคลที่ไร้
ความดีงามเช่นซูหลีได้!
แม้แต่เจิ้นหนิงอ๋องตงฟางเจ๋อที่สีหน้าไม่แสดงถึงอารมณ์ใดมาตลอด ยามนี้
เองก็มีใบหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย แม้รู้ทุกอย่างมาก่อนแล้ว ใจกลับอดมิได้ที่จะรู้สึก
สั่นไหวอย่างประหลาด เขาถึงขั้นมองสตรีตรงหน้าไม่ออก ว่านางได้ซ่อนความลับ
สะเทือนฟ้าดินไว้เบื้องหลังหรือไม่ สายตาเรียบนิ่งแฝงรอยยิ้ม อดไม่ได้ที่จะมองไป
ที่นาง
ซูหลีหลุบตาเล็กน้อย ก้มหน้าลงไป เห็นชัดว่ารับรู้ได้ถึงสายตามากมายที่มอง
ตรงมาที่ดวงหน้าตนเอง บ้างลึกล้ำยากคาดเดา บ้างร้อนรุ่ม บ้างประหลาดใจ บ้าง
คาดหวัง บ้างก็ริษยาและชิงชัง…
“เจ้าก็คือซูหลีหรือ?” ฮ่องเต้มองพิจารณานางขึ้นลงหนึ่งรอบ แล้วจึงค่อยเอ่ย
ถามเสียงทุ้ม “เหตุใดต้องสวมผ้าคลุมสีขาว?”
ซูหลีมิได้เอ่ยตอบทันที่ นางก้มหน้า ยกมือลูบพวงแก้มด้านซ้าย ฮองเฮารีบ
ร้อนคลี่ยิ้มกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงลืมแล้วหรือเพคะ? บนหน้านางมีปานอัปมงคล
หนึ่งดวง คงเพราะเกรงว่าโชคร้ายจะทำให้พระพักตร์มังกรเสื่อมความมงคล
ฉะนั้นจึงได้สวมผ้าโปร่งปิดคลุมใบหน้า ใช่เช่นนี้หรือไม่ ซูหลี?”