กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 81 )
เสียงต่อสู้กันอย่างดุเดือดพลันเงียบหายไปทันใด ชั่วขณะหนึ่ง รอบด้าน
เงียบงันไร้เสียง ได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจถี่ระรัวของคนผู้หนึ่งดังก้องอยู่ใน
ตำหนักใหญ่
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าสำนักเฉินเหมินผู้เลื่องชื่อลือชาด้านวิทยายุทธ์ล้ำเลิศ กลับ
อ่อนหัดถึงเพียงนี้!” ตงฟางเจ๋อกล่าวเสียงเย็น น้ำเสียงแฝงแววดูแคลนสุดแสน
เขายืนอยู่ใจกลางตำหนัก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายถูกแสงสว่างจากคบเพลิงส่อง
จนเกิดเป็นเงาพาดผ่านไปมา ยากจะมองให้ชัดเจน มีเพียงนัยน์ตาเย็นเยียบ ดุดัน
ไร้ความปรานีที่เด่นชัด
เจ้าสำนักเฉินเหมินฝืนหยัดกายยืนขึ้น เลือดในกายพลันป่วนพล่าน กระแอมไอ
ติดกันหลายหนอย่างควบคุมไม่อยู่ เลือดอุ่นๆ ไหลออกจากมุมปากเป็นสาย ครู่
หนึ่งผ่านไป จึงค่อยเอ่ยเสียงแหบพร่า “แค่ก แค่ก เจิ้นหนิงอ๋องฝีมือยอดเยี่ยม
ดังคาด สามารถใช้กลไส้ศึกตลบหลังเฉินเหมินของข้าได้ วันนี้พ่ายแพ้ให้แก่เจ้า…
แค่ก แค่ก ตาแก่เช่นข้าประเมินเจ้าต่ำไป!”
ตงฟางเจ๋อแค่นเสียงฮึ่มเย็นเยียบ ยกเท้าเตะเว่ยซู่ที่นอนล้มอยู่ด้านหนึ่ง
พลางหัวเราะเย็นชากล่าวว่า “คิดว่าส่งไส้ศึกเช่นเว่ยซู่มาอยู่ข้างกายข้า ก็จะ
สามารถรู้ทุกการเคลื่อนไหวของข้าได้อย่างนั้นหรือ? สี่นักฆ่าผู้ยิ่งใหญ่ที่เฉินเหมิน
เพียรบ่มเพาะขึ้นมา ก็ไม่ได้เก่งกาจดังคำเลื่องลือสักเท่าใด ข้าใช้เขามาบุกทำลาย
รังกบดานของเจ้า เข้าข่ายคำกล่าวที่ว่าหนามยอกเอาหนามบ่ง!” สายตาของเขา
พลันสาดประกายคมปลาบ ก่อนจะเอ่ยต่ออีกว่า “ไม่ต้องพูดเหลวไหลให้มาก
ความ! เจ้าจงสารภาพมาให้หมดว่าผู้ใดบงการอยู่เบื้องหลัง แล้วข้าจะให้เจ้าตาย
สบายขึ้น!”
‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า!’ เจ้าสำนักเฉินเหมินแหงนหน้าหัวเราะเสียงดังก้อง “เจิ้นหนิงอ๋อง
เจ้าดูเบาตาแก่เช่นข้าเกินไปแล้ว! เฉินเหมินแม้เป็นสำนักหนึ่งในยุทธภพ ทว่ากลับ
ยึดมั่นในหลักการแม้เป็นโจรก็ต้องมีสัจจะ! หากเจ้าอยากรู้จากปากข้าว่าผู้ใดเป็น
คนบงการอยู่เบื้องหลัง เกรงว่าจะเสียแรงเปล่า!” เจ้าสำนักเฉินเหมินรู้ดีแก่ใจ
ภารกิจลอบสังหารหลายครั้งในอดีต ทำให้เขาทั้งสองได้กลายเป็นศัตรูกันแต่แรก
แล้ว ลงแรงไปตั้งเท่าไรกว่าจะหาสำนักเฉินเหมินพบ ตงฟางเจ๋อจะปล่อยเขาไป
ง่ายๆ ได้อย่างไร? กลัวก็แต่ว่ายิ่งเขาสารภาพเร็วเท่าไร ก็ยิ่งตายเร็วเท่านั้น!
“ความตายมาเยือนตรงหน้ายังไม่รู้จักดูสถานการณ์อีก!” ตงฟางเจ๋อย่าง
กรายเข้ามา เงาร่างสูงใหญ่ทาบทับร่างกายอ่อนแอของเจ้าสำนักเฉินเหมินจนมิด
ดั่งราชาปีศาจที่มาจากขุมอเวจี กลีบปากหนาฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มจางๆ กล่าวด้วย
น้ำเสียงไร้อารมณ์ “ถ้าเช่นนั้นข้าจะรอดู ผลประโยชน์เล็กน้อยที่ตงฟางจั๋วมอบให้
เจ้า จะทำให้ตาแก่เช่นเจ้าอดทนไปได้สักกี่น้ำ!”
เมื่อคำว่าตงฟางจั๋วออกจากปาก กลับทำให้ซูหลีที่อยู่ในห้องลับใบหน้า
ตึงเครียด นางกัดฟันแน่น น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจของตงฟางเจ๋อ เห็นชัดว่าเชื่อมั่น
ไปแล้วว่าตงฟางจั๋วเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารเขา เช่นนั้น ก็เป็นไปได้
มากว่าตงฟางเจ๋ออาจวางแผนทำลายงานแต่งเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองจวนอ๋อง
เพื่อแก้แค้นตงฟางจั๋ว!
ไอเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายอย่างควบคุมไม่ได้ เลือดในตัวนางราวกับแข็ง
กระด้างไปหมดแล้ว! ถ้าหากเรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความจริง… เช่นนั้นตอนนี้
นางตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่น่ากลัวขนาดไหนกันแน่? หรือเพื่อแย่งชิงบัลลังก์
มังกรนั่น พวกเขาสามารถมองข้ามทุกสิ่งเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แม้ต้องลากคน
บริสุทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องก็ไม่รู้สึกผิดสักนิดงั้นหรือ?! ตงฟางจั๋วเป็นเช่นนั้น แม้แต่
ตงฟางเจ๋อ… ก็เป็นด้วยงั้นหรือ?!
‘อ๊ากก~~~’ เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของเจ้าสำนักเฉินเหมิน ฉุดความ
คิดของนางให้กลับมายังปัจจุบัน
บนตำหนัก ตงฟางจั๋วดีดนิ้วติดต่อกันหลายครั้ง เจ้าสำนักเฉินเหมินตะลึงงัน
ตั้งตัวรับมือไม่ทัน จุดลมปราณสำคัญทั้งแปดทั่วร่างกายถูกโจมตีอย่างรวดเร็ว
ร่างกายไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้แม้แต่ครึ่งส่วน! เขายืนมองลมแรงสายหนึ่งพุ่ง
เข้ามา โจมตีเข้าที่ข้อมือตนเอง เสียง ‘กร๊อบ’ ดังขึ้น กระดูกข้อมือแหลกละเอียดใน
พริบตา! ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากสีทองของเขา บิดเบี้ยวทันใด เหงื่อเย็น
ไหลอาบไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย เขาคำรามเสียงดัง ข่มกลั้นความเจ็บปวด!
เพียงแต่ความเจ็บปวดนั้นมิได้จางหายไป ทว่ากลับกลายเป็นเข็มน้ำแข็งเล่มเล็กๆ
ที่มองไม่เห็นนับพันนับหมื่นเล่ม กระจายตัวไหลเวียนไปตามกระแสเลือด พุ่งตรง
ไปยังหัวใจของเขาอย่างรวดเร็ว
“เป็นอย่างไร เทียบกับพิษที่เจ้าใช้เล่นงานข้าที่ริมแม่น้ำหลานชางคราก่อน…
รสชาตินี้ เหนือกว่าใช่หรือไม่?” ตงฟางเจ๋อหดมือกลับ ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยแวว
เคียดแค้นสุดแสน พาให้ผู้ที่ได้ยินอดไม่ได้ที่จะขนลุก เขาหัวเราะเสียงเบา ก่อนเอ่ย
เสียงเนิบช้า “ในเมื่อไม่อยากตายสบาย เช่นนั้นข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง! ทหาร!
ค้นสถานที่นี้ให้ละเอียดทุกซอกทุกมุม! ข้าไม่เชื่อว่าจะหาเบาะแสไม่เจอสักนิด!”
‘ฮ่า ฮ่า!’ เจ้าสำนักเฉินเหมินพลันหัวเราะเสียงดัง ดวงตาทั้งสองข้างเป็น
ประกายจนน่าตกใจ เขากระแอมไอหลายเสียงก่อนกล่าว “ตงฟางเจ๋อ! เจ้าคิดจะ
ค้นหาหลักฐาน? เกรงว่าจะไม่ง่ายเช่นนั้น! เจ้าไม่มีทางหาเจอแน่ ถึงแม้หาเจอ…
เจ้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี!”
ตงฟางเจ๋อไพล่มือไว้ข้างหลัง ยืนอย่างองอาจผ่าเผย แสยะยิ้มอย่างดูแคลน
“อ้อ? คราวนี้เจ้าสำนักคงต้องผิดหวัง บนโลกใบนี้ สิ่งที่ข้าตัดสินใจจะคว้ามา… ยัง
ไม่เคยมีสิ่งไหนหลุดมือสักหน!”
ยามนี้ ซูหลีสามารถจินตนาการสีหน้าหยิ่งผยองของตงฟางเจ๋อที่ราวกับกำลัง
มองผู้ที่อยู่ด้อยกว่าตนเองได้! เขาช่างอวดดีถึงเพียงนี้ คิดจริงหรือว่าทุกสรรพ
สิ่งในโลกนี้ล้วนอยู่ในกำมือตนเอง?
รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นที่มุมปากนาง เมื่อนึกถึงเพลงกระบี่มือซ้าย คิ้วงามพลัน
ขมวดเข้าหากัน ตงฟางเจ๋อผู้นี้เป็นมิตรหรือศัตรูยังไม่ทราบแน่ชัด เบาะแสในคดี
หลีซูเกี่ยวพันกับเจ้าสำนักเฉินเหมิน นางไม่อาจปล่อยให้เขาตายไปง่ายๆ เช่นนี้!
นัยน์ตางามจดจ้องแผนที่กลไกในมืออย่างตั้งอกตั้งใจ แผนการช่วยชีวิตพลันถูก
วางขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ ซูหลีเอ่ยถามเสียงขรึม “หวั่นซิน เจ้าอยากช่วย
เจ้าสำนักหรือไม่?”
หวั่นซินนัยน์ตาเป็นประกาย “คุณหนูมีวิธีหรือเจ้าคะ? หากช่วยชีวิตเจ้าสำนักได้
เขาจะต้องตอบแทนคุณหนูเป็นเท่าตัวแน่นอน คุณหนูก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการเช่น
กันเจ้าค่ะ!”
ซูหลียิ้มบาง “ดี เหลือเวลาไม่มากแล้ว ข้าจะพูดเพียงครั้งเดียว เจ้าต้องตั้งใจ
ฟังให้ดี!”
นิ้วเรียวงามเคลื่อนไหวไปบนแผนที่อย่างรวดเร็ว ประกอบกับคำอธิบาย
รวบรัดเข้าใจง่ายของซูหลี ผ่านไปไม่นาน เส้นทางเข้าออกรวมถึงจุดรวมตัว
สุดท้ายก็ถูกแจกแจงอย่างชัดเจน ความคิดความอ่านอันละเอียดรอบคอบของซู
หลีทำให้หวั่นซินที่ได้ฟังถึงกับแววตาเป็นประกาย เอ่ยพึมพำกับตนเอง “คุณหนู
ฉลาดปราดเปรื่องเกินผู้ใดดังคาด คราวนี้ท่านเจ้าสำนักก็มีหนทางรอดแล้ว!”
ซูหลีกล่าวเสียงจริงจัง “อาศัยควันพิษทำให้ศัตรูสับสน ชักนำให้ศิษย์ในสำนัก
เข้ามาในห้องลับผ่านเส้นทางลับ แผนการนี้ข้าคิดขึ้นด้วยเวลาที่มีกระชั้นชิด เอ่ยไม่
ได้ว่าสมบูรณ์แบบไร้ช่องโหว่ แต่เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดแล้ว ไม่อาจชักช้าได้
อีก พวกเรารีบแยกย้ายกันไปตามแผนการเถิด!”
หวั่นซินพยักหน้าแรงๆ หยิบควันพิษที่กองรวมกันอยู่ในห้องลับ ยกขึ้นสะพาย
แล้วหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็ว
ซูหลีพ่นลมหายใจเบาๆ นัยน์ตาแจ่มชัดและเด็ดเดี่ยวทอดมองขึ้นไปบนหลังคา
ห้องลับ ราวกับมองทะลุสิ่งกีดขวางชั้นแล้วชั้นเล่า ไปยังตำหนักด้านบน
ตงฟางเจ๋อ ท่านอยู่ในที่แจ้ง ข้าอยู่ในที่ลับ วันนี้คนที่ต้องผิดหวัง… จะต้อง
เป็นท่าน!
การต่อสู้ในค่ำคืนนี้ ศิษย์ในสำนักหลักของเฉินเหมินล้มตายบาดเจ็บนับไม่ถ้วน
สำนักขนาดใหญ่ที่เดิมทีมีคนนับพัน ถูกกองทัพองครักษ์ซึ่งเพียบพร้อมด้วยอาวุธ
และฝีมือที่ตงฟางเจ๋อนำทัพมาตีแตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง เหลือเพียง
ร้อยกว่าคนที่ยังคงฝืนสู้อย่างสุดกำลัง
ทันใดนั้น เสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นด้านหลังตงฟางเจ๋อ เขาพลันสะท้านใจ รีบหันกลับ
ไปมอง เห็นเพียงหมอกควันสีขาวขุ่นกำลังแผ่ปกคลุมเข้ามาในตำหนักด้วย
ความเร็วอันน่าทึ่ง!
ตงฟางเจ๋อระแวดระวังทันใด รีบถอยกรูด กลั้นหายใจปิดจมูกแน่น เหล่าทหาร
องครักษ์ล้อมเข้ามา อารักขาเขาไว้กลางวงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตะโกนเสียงดัง
“คุ้มครองท่านอ๋อง!” เหล่าทหารเพิ่งถอยหลังไปได้ไม่กี่ก้าว ข้างหลังก็มีเสียงดัง
ขึ้นอีกสองครั้ง ครานี้ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นสิ่งใด!
หมอกควันชนิดนี้แผ่ปกคลุมเข้ามาเร็วมาก เพียงครู่เดียวก็กระจายไปทั่ว
ตำหนัก ส่งกลิ่นหอมแปลกๆ บดบังการมองเห็นของทุกคน ตงฟางเจ๋อสีหน้า
เคร่งเครียด รีบใช้ความคิดทันที่ ถ้าหากเป้าหมายของอีกฝ่ายคือปล่อยควันพิษ
เช่นนั้นก็กระทำโจ่งแจ้งเกินไป เห็นชัดว่าเป็นการเปิดช่องโหว่ให้ศัตรูเตรียมรับมือ
ดูจากรูปการ คนผู้นี้น่าจะต้องการข่มขวัญ จุดประสงค์ในการปล่อยควันพิษต้อง
มากกว่ารบกวนการมองเห็นแน่… เขาพลันตระหนักได้ มีคนต้องการฉวยโอกาส
ตอนชุลมุนช่วยชีวิตเจ้าสำนักเฉินเหมิน!