กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 82 )
ทว่าไม่ทันการเสียแล้ว ยามนี้ในตำหนักเต็มไปด้วยหมอกควันสีขาวขุ่น ยื่น
มือไปข้างหน้าก็ยังมองเห็นไม่ชัด! เพลิงโทสะลุกท่วมในใจตงฟางเจ๋อ ลูกดอกสี
ทองดอกหนึ่งโผล่ออกมาจากแขนเสื้ออย่างไร้ซุ่มเสียง เขาเพ่งสมาธิทั้งหมดเงี่ยหู
ฟังไปทางตำแหน่งที่เจ้าสำนักเฉินเหมินอยู่เมื่อครู่
‘สวบ สวบ สวบ’ เสียงที่ดังมาจากรอบด้าน ทำให้เขาไม่อาจแยกแยะทิศทางได้
ชั่วขณะ! อาศัยเพียงสัญชาตญาณอันฉับไว ขว้างลูกดอกออกไปทันทีที่เสียงนั้น
ดังขึ้น!
‘เคร้ง’ เสียงแหลมใสดังขึ้น ลูกดอกสีทองคล้ายปะทะเข้ากับผนัง โจมตีไม่โดน
เป้าหมายแต่อย่างใด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดหมอกควันเหล่านั้นก็ค่อยๆ จางไป เมื่อทุกคน
กลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ก็อดไม่ได้ที่จะปากอ้าตาค้าง ทางเข้าออก
เดิมที่มุ่งหน้าไปได้ทั้งสี่ทิศทางหายไปแล้ว ตอนนี้มีเพียงประตูหินขนาดใหญ่สี่บาน
ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ราวกับอุโมงค์ทางเดินที่เพิ่งสร้างขึ้นอย่างใหม่เอี่ยม
ตงฟางเจ๋อหันขวับ หมอกควันยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ เจ้าสำนักเฉินเหมินที่
ควรนอนบาดเจ็บจนขยับตัวไม่ได้อยู่บนพื้น ยามนี้กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“เซิ่งฉินจงรั้งอยู่ต่อ ที่เหลือแยกย้ายกันออกไปตามล่าบัดเดี๋ยวนี้!” ใบหน้า
หล่อเหลามีประกายวาวโรจน์พาดผ่าน นึกไม่ถึงว่าจะมีผู้ใดกล้าแย่งคนไปต่อหน้า
ต่อตาเขา!
“พ่ะย่ะค่ะ!” ทุกคนแยกย้ายกันเข้าไปในอุโมงค์อย่างรวดเร็ว
ตงฟางเจ๋อยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่เดิม นัยน์ตาคมปลาบกวาดมองสภาพ
แวดล้อมรอบทิศอย่างเยือกเย็น ในใจแสยะยิ้มเย็นชา อุโมงค์ทั้งสี่ที่อยู่ๆ ก็ปรากฏ
ขึ้นมานี้ เป็นเพียงอุบายลวงตาที่อีกฝ่ายใช้รบกวนการมองเห็นของฝ่ายเขาเท่านั้น
คิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะหลอกเขาได้อย่างนั้นหรือ?
เจ้าสำนักเฉินเหมินถูกเขาทำร้ายจนกระดูกแหลกละเอียด จุดลมปราณรอบ
กายหลายจุดถูกสกัด แทบไม่ต่างจากคนพิการ ถึงแม้จะเป็นผู้มีวิทยายุทธ์สูงส่ง
หากคิดจะพาเขาหนีไปในเวลาสั้นๆ ก็ไม่มีทางที่จะไม่ทิ้งร่องรอยไว้สักนิด และเมื่อ
ครู่ขณะที่เขาเพ่งสมาธิทั้งหมด ก็มั่นใจได้ว่ายังไม่มีใครเข้ามาในสถานที่แห่งนี้
ดวงตาคมเข้มสำรวจรอบทิศอย่างละเอียด ในใจพลันสะดุด เขาสาวเท้าไปยัง
จุดที่เจ้าสำนักเฉินเหมินอยู่อย่างรวดเร็ว แล้วย่อกายนั่งลง คราบฝุ่นในร่องอิฐ
ก้อนนั้นเบาบางมาก เทียบกับก้อนอิฐรอบๆ ดูต่างกันอย่างชัดเจน เห็นชัดว่าเพิ่ง
ถูกคนเคลื่อนย้าย
อยู่ตรงนี้นี่เอง!
ตงฟางเจ๋อรีบลุกขึ้นก้าวถอยหลังหลายก้าว ชุดผาวสีหมึกโบกสะบัดเบาๆ
ก่อนจะซัดฝ่ามือไปยังอิฐก้อนนั้น ได้ยินเพียงเสียง ‘บึ้ม’ ดังขึ้น ด้วยพละกำลังอัน
มหาศาล อิฐก้อนนั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ ภายในพริบตา
เส้นทางลับใต้ดินอันมืดมิดพลันปรากฏ สายลมเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดขึ้นมา
ตงฟางเจ๋อกระโดดลงไปอย่างไม่ลังเล เซิ่งฉินเองก็กระโดดตามลงไปทันทีเช่นกัน
วินาทีที่กระโดดลงไปถึงพื้น เสียง ‘พึ่บพั่บ’ ดังก้องไปทั่วบริเวณ คบเพลิงที่มี
เปลวไฟสีฟ้าอมเขียวถูกอากาศที่ไหลลงมาพร้อมกับตัวพวกเขาจุดสว่างขึ้นมาอีก
ครั้ง ที่นี่เป็นทางเลี้ยวจุดหนึ่งในเส้นทางลับ เปลวไฟส่องสว่างออกไปข้างหน้าไม่
ไกลนัก เบื้องหน้ามีทางแยกซ้ายขวาสองเส้นปรากฏอยู่
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ คิ้วเข้มของตงฟางเจ๋อกระดก
เล็กน้อย นัยน์ตาคมปลาบจับจ้องไปยังพื้นสีทึบใต้เท้าตนเอง ตรงนั้นมีหยดเลือด
ที่จางมากหยดอยู่หลายหยด เลือดยังไม่แข็งตัวเลย ทั้งสองค่อยๆ เดินตามหยด
เลือดไปอย่างระมัดระวัง หลังจากเดินเลี้ยวหลายครั้งติดกัน ตำแหน่งด้านขวามือ
ก็พลันปรากฏแสงสีขาวสาดส่องมา
ประตูเหล็กสีดำเข้ม เย็นเยียบหนาแน่น ปิดกั้นด้านในไว้อย่างมิดชิด ไม่
สามารถสอดแนมอะไรทั้งสิ้น
ตงฟางเจ๋อยกมือยันประตู ออกแรงที่ฝ่ามือเล็กน้อยก็พลันรู้ถึงความต่าง
ประตูบานนี้ทำขึ้นจากเหล็กนิลพันปี ในผิวสัมผัสอันหนาแน่นมีไอเย็นไหลเวียนอยู่
ไม่อาจทำลายด้วยกำลังมนุษย์แน่นอน
เขาสะบัดแขนเสื้อ เอ่ยเสียงเข้ม “เซิ่งฉิน! รีบไปตามคนมาระเบิดประตูบานนี้ให้
ข้าบัดเดี๋ยวนี้!”
นี่เป็นวิธีที่เร็วและได้ผลมากที่สุดแล้วจริงๆ!
ซูหลีที่อยู่ในห้องลับได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างนอกอย่างชัดเจน คิ้วงาม
ขมวดเล็กน้อย เมื่อครู่นางคำนวณจังหวะได้อย่างแม่นยำ โยนระเบิดควันเข้าไปใน
ตำหนัก และเคลื่อนย้ายกลไก เพิ่งจะลากเจ้าสำนักเข้ามาในห้องลับอย่างทุลักทุเล
ตงฟางเจ๋อก็ทำลายทางเข้าเส้นทางลับได้แล้ว บุรุษผู้นี้ไม่หลงกลอุบายลวงของ
นางแม้แต่น้อย ตัดสินใจแม่นยำ ปราดเปรื่องเกินคนจริงๆ
นางอดไม่ได้ที่จะร้อนใจ เจ้าสำนักที่ตกลงมาจากที่สูงยามนี้สติเลือนราง เมื่อ
ตรวจอาการ ก็พบว่าภายในร่างกายของเขาบาดเจ็บสาหัส ลมหายใจรวยริน เรื่อง
สำคัญที่สุดยังไม่มีโอกาสปริปากถาม นางจึงไม่กล้าเคลื่อนย้ายตัวเขาส่งเดช
รีบควานหายาอายุวัฒนะในขวดกระเบื้องมาป้อนให้เขากิน จากเดิมที่หายใจ
รวยริน ลมหายใจก็เริ่มสม่ำเสมอ ทว่ายังคงแผ่วเบายิ่งนัก
ซูหลีกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้สติเขาฟื้นคืน ทันใดนั้น แขนบางก็ถูกเขาคว้าไว้
แน่น “แค่ก แค่ก เจ้าเป็น… ใคร?” เส้นเสียงของเจ้าสำนักแหบพร่าผิดปกติ เขา
เอ่ยวาจาอย่างลำบากยากเข็ญ
ซูหลีพลันดีใจ รีบประคองเขาลุกขึ้น พลางเอ่ยเสียงร้อนใจ “ท่านฟื้นแล้ว? รู้สึก
อย่างไรบ้าง? ยังเดินได้หรือไม่?” ที่นี่อันตรายเกินไป หากสามารถไปจากที่นี่ให้เร็ว
ที่สุดได้ย่อมเป็นเรื่องดี
ดวงตาที่อยู่ใต้หน้ากากสีทองมีรัศมีเจิดจ้าพาดผ่าน แววตาคมปลาบเช่นนั้น
ไม่คล้ายสายตาของคนที่ใกล้ตายสักนิด เจ้าสำนักจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหอบ
หายใจเอ่ยถาม “เจ้า… คือ… คุณหนูรองแห่งสกุลซูหรือ?”
ซูหลีสะดุ้งเล็กน้อย ไม่นานก็ตั้งสติได้ พยักหน้ากล่าวว่า “เป็นข้าเอง” คาดเดา
ตัวตนของนางได้เร็วขนาดนี้ เจ้าสำนักเฉินเหมินผู้นี้ไม่อาจดูเบาได้จริงๆ
‘แค่ก แค่ก’ เจ้าสำนักกลับหัวเราะเสียงเบา กล่าวว่า “ตาแก่เช่นข้ามองเจ้าไม่
ผิดจริงๆ น่าเสียดาย…” พูดไป เขาก็เริ่มไออย่างหนักอีกครั้ง โลหิตไหลทะลักออก
จากปาก ย้อมชุดผาวสีเทาขาวบนแผงอกให้กลายเป็นสีแดงสด
ซูหลีร้อนใจ ด้วยกลัวว่าอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อยจะทำให้เขาสิ้นใจไปทั้ง
อย่างนี้ อย่างไรถามเรื่องสำคัญก่อนจะดีกว่า นางหมายจะอ้าปาก ก็ได้ยินเสียง
‘บึ้ม’ ดังมาจากข้างนอก ห้องลับพลันสั่นสะเทือนไปทั้งห้องราวกับแผ่นดินไหว ซู
หลีหลับตาแน่น เพลิงโทสะพลันลุกท่วมในใจ
ตงฟางเจ๋อเคลื่อนไหวรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ เขาเริ่มระเบิดประตูห้องลับ
แล้ว! โชคดีที่เหล็กนิลพันปีเป็นเหล็กคุณภาพดีที่สุดในโลกนี้ แข็งแกร่งทนทานยิ่ง
นัก ไม่อาจระเบิดทำลายได้ในเวลาสั้นๆ เพียงแต่สุดท้ายเขาต้องทำลายป้อม
ปราการด่านสุดท้ายนี้ได้แน่ การรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปจึงไม่ใช่แผนการระยะยาว
ซูหลีตั้งสติ เอ่ยเสียงเบา “ซูหลีมีเรื่องหนึ่ง อยากขอคำชี้แนะจากท่านเจ้า
สำนัก…”
นางยังเอ่ยไม่จบประโยค ก็ถูกเจ้าสำนักตัดบทที่ี่ันที่ เขากระแอมไออย่างหนัก
ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “ไม่ เจ้าฟังข้าก่อน! เวลาของข้า เหลือไม่มากแล้ว…”
ซูหลีทำได้เพียงกล้ำกลืนคำพูดที่เอ่ยออกมาได้แค่ครึ่งเดียว
เจ้าสำนักยกมือซ้ายขึ้นอย่างเชื่องช้า คล้ายกับว่าเขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
แล้ว นิ้วมือสั่นๆ สอดเข้าไปในอกเสื้อ หยิบป้ายขนาดเท่าฝ่ามือออกมา ตัวป้ายเป็น
สีดำสนิท จำแนกไม่ออกว่าทำขึ้นจากวัสดุใด ขอบทั้งสี่ด้านสลักลวดลายบุปผา
งดงามประณีต ดูมีเอกลักษณ์ยิ่งนัก ตรงกลางป้ายสลักคำว่า ‘เฉิน’ ขนาดใหญ่ไว้
อักษรสีทองอร่าม โดดเด่นสะดุดตา
ซูหลีสะท้านวาบไปทั้งใจ นางคาดเดาได้รางๆ ว่าสิ่งนี้คืออะไร
“แค่ก แค่ก นี่… นี่คือป้าย… เจ้าสำนักเฉินเหมิน เมื่อเห็นป้ายนี้… เท่ากับเห็น
เจ้าสำนักเฉินเหมิน เจ้า… เจ้าช่วยนำสิ่งนี้ มอบให้… หวั่นซิน!” เจ้าสำนักอ่อน
ระโหยโรยแรง เอ่ยหนึ่งประโยคก็จำต้องพักหายใจอยู่นาน
“ท่านเชื่อใจข้าถึงเพียงนี้? ไม่กลัวข้าเก็บป้ายไว้ใช้ประโยชน์เองหรือ?” ซูหลีกระ
ดกคิ้วงาม
เจ้าสำนักคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะไออย่างหนักอีกหลายครั้ง และพยายามเอ่ยด้วย
เสียงอ่อนแรง “เจ้าไม่ทำเช่นนั้นหรอก หากเจ้าสนใจเฉินเหมิน คงมาพบข้า… นาน
แล้ว” ไม่เคยพบหน้า แต่กลับคาดเดาความคิดนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ซูหลีทอดถอนใจ ก่อนสิ้นลม เจ้าสำนักต้องการให้ส่งมอบป้ายนี้ให้ถึงมือหวั่น
ซิน เช่นนั้นก็หมายความว่าหวั่นซินจะกลายเป็นเจ้าสำนักเฉินเหมินคนต่อไป นาง
อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนถึงอดีต น้ำเสียงยามหวั่นซินเอ่ยถึงเจ้าสำนักเฉินเหมินเต็มไป
ด้วยความเชื่อมั่นสุดหัวจิตหัวใจ นึกดูแล้วคงมีเรื่องราวความเป็นมาซับซ้อนไม่
น้อย เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องที่นางจะเข้าใจได้