กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 56-1 นัดหมายของพวกเขา (1)
ซูหลีลอบถอนหายใจ หันไปเห็นสีหน้าที่ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อยของตงฟาง
เจ๋อ นางก็พลันสะดุดใจ เอ่ยถามเสียงเบา “ท่านเชิญเสด็จพี่มาหรือ?”
ตงฟางเจ๋อไม่ตอบ เพียงแย้มยิ้มเล็กน้อย แล้วยกนิ้ววางบนกลีบปากนาง
เบาๆ บ่งบอกว่าไม่ให้ส่งเสียง
ซูหลีลอบถอนหายใจ เขาซ่อนตัวมาหลายวันจนเจอเบาะแสในที่สุด ย่อมต้อง
เชิญหลางฉ่างมาเพื่ออธิบายความจริง นึกไม่ถึงว่ากลับเป็นการแก้ไขเรื่องฮั่วถิง
ชวนโดยบังเอิญ
หลางฉ่างเอ่ยเสียงขรึม “ฉางผิงโหวนับวันยิ่งโอหังมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ยามนี้
แม้แต่สิ่งของพระราชทานก็ไม่เห็นอยู่ในสายตาแล้วหรือ?” เขาเป็นคนอ่อนโยน
สุขุมมาโดยตลอด ยามนี้ในน้ำเสียงกลับแฝงแววเกรี้ยวโกรธเล็กน้อย
ฮั่วถิงชวนกล่าวอย่างไร้ความเกรงกลัว “กระหม่อมได้รับข่าวว่า ผู้ต้องสงสัย
ในคดีระเบิดโรงหล่อซ่อนตัวอยู่ในจวนแม่ทัพแห่งนี้ คดีนี้เกี่ยวพันถึงเรื่องใหญ่ ฝ่า
บาทมีรับสั่งว่าจะต้องสืบให้กระจ่าง กระหม่อมย่อมมิอาจปล่อยผู้ต้องสงสัยให้
เล็ดลอดไปได้แม้แต่คนเดียว หากองค์รัชทายาทมีความเห็นต่าง รอให้กระหม่อม
จับตัวผู้ต้องสงสัยได้เมื่อใด กระหม่อมจะไปอธิบายต่อหน้าพระพักตร์แน่นอน!”
หลางฉ่างกล่าวด้วยความเดือดดาลเล็กน้อย “ฉางผิงโหวจะจับคนต้องมีหลัก
ฐาน อาศัยฟังความจากฝ่ายเดียวก็คิดจะค้นจวน เห็นสิ่งของพระราชทานก็ยังกล้า
ทำเพิกเฉย ฉางผิงโหวคิดจะลบหลู่เบื้องสูงเช่นนั้นหรือ?”
ฮั่วเสี่ยวหมานร้องด้วยความตกใจ “พี่ชายรัชทายาท ท่านพ่อมิได้หมายความ
เช่นนั้นนะเพคะ เขา เขาเพียงร้อนใจอยากจับตัวคนร้ายเท่านั้น!”
ฮั่วถิงชวนตะโกนเสียงดัง “หมานเอ๋อร์หลีกไป!” เขาแค่นเสียงขึ้นจมูก “องค์
รัชทายาทกล้าพูดว่าลบหลู่เบื้องสูง เช่นนั้นพระองค์เคยเห็นกระหม่อมที่เป็นว่าที่
พ่อตาฮ่องเต้ในอนาคตอยู่ในสายตาหรือไม่?”
หลางฉ่างเอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มกลั้นความโกรธ “ข้านับถือสกุลฮั่วที่ทำงานรับใช้
ชาติมานาน ทั้งยังภักดีต่อเสด็จพ่อ เหน็ดเหนื่อยตรากตรำและมีผลงานใหญ่
หลวง จึงยอมโอนอ่อนให้เสมอ ยามนี้ฉางผิงโหวมีตำแหน่งสำคัญ ไม่คิดแบ่งเบา
ภาระผู้เป็นนาย ตรงกันข้ามกลับยิ่งกำเริบเสิบสาน ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาแม้แต่
น้อย ฉางผิงโหวโปรดอย่าลืม ข้าเป็นว่าที่ฮ่องเต้ บุตรสาวของท่านก็เป็นว่าที่
มารดาของแผ่นดิน และท่านในฐานะพ่อตาฮ่องเต้ ยิ่งมิอาจใช้อำนาจในทางมิชอบ
ลบหลู่เบื้องสูง!” เอ่ยถึงประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบ
เล็กน้อย
ฮั่วถิงชวนกลับหัวเราะด้วยความเดือดดาล “ดี ดีเหลือเกิน! วันนี้พระองค์ขัด
ขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้กระหม่อมจับตัวผู้ต้องสงสัย กระหม่อมกลับอยากรู้นัก
ว่ารับสั่งของฝ่าบาทสำคัญกว่า หรือฐานะขององค์รัชทายาทจะสำคัญกว่า! ทหาร
ค้นให้ทั่ว!”
“ฮั่วถิงชวน! ท่าน!” หลางฉ่างกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวโกรธ “ทหาร! ผู้ใดกล้า
ล่วงเกิน ข้าจะไม่มีวันปล่อยไปแน่นอน!”
ความขุ่นเคืองที่สะสมมาเนิ่นนานถูกระบายออกมาในคราวเดียว สถานการณ์
ตึงเครียด พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ
ซูหลีลอบขมวดคิ้วเล็กน้อย ฮั่วถิงชวนกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ แม้แต่เสด็จพี่
ก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา หากเกิดการปะทะกัน เกรงว่าจะยิ่งอธิบายกับเสด็จพ่อ
ลำบากกว่าเดิม นางลุกขึ้นหมายจะเปิดประตู ตงฟางเจ๋อกลับกอดนางไว้แน่น ยิ้ม
แล้วกล่าวว่า “เจ้าจะรีบไปไหน? กลัวว่าเสด็จพี่ของเจ้าจะขวางเขาไม่อยู่หรือ?”
ซูหลีถมึงตาจ้องหน้าเขา “นี่มันเวลาไหนแล้ว ท่านยังมีอารมณ์พูดเล่นอีก?”
ตงฟางเจ๋อถอนหายใจ กล่าวว่า “หลางฉ่างเป็นว่าที่ฮ่องเต้ หากฮั่วถิงชวนคน
เดียวยังกำราบไม่ได้ แล้วเขาจะเป็นเจ้าแผ่นดินได้เช่นไร?”
ได้ยินเพียงหลางฉ่างออกคำสั่งด้วยเสียงดังกังวาน “ฮั่วถิงชวนลบหลู่เบื้อง
สูง โทษหนักไม่อาจอภัย ทหาร จับตัวคนผู้นี้ไว้!”
ทหารรีบปรี่เข้าไปหมายจะจับกุม ฮั่วเสี่ยวหมานหน้าซีดเผือด ร้องด้วยความ
ตกใจ “ไม่นะ!” จากนั้นร่างกายพลันไร้เรี่ยวแรง ล้มลงไปทันที
หลางฉ่างกับฮั่วถิงชวนตกตะลึง ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยรีบพุ่งตัวเข้าไปประคองนาง
และตะโกนด้วยความร้อนรน “อย่ามัวโต้เถียงกันอีกเลย รีบไปตามหมอมาดูอาการ
หมานเอ๋อร์เร็วเข้า!”
ฮั่วเสี่ยวหมานกุมมือซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงปวดใจ “ไม่ ข้าไม่
อยากได้หมอ ข้าอยากกลับบ้าน…”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยชะงักเล็กน้อย คล้ายตระหนักได้ นางหันไปมองหลางฉ่างอย่าง
ลังเล
หลางฉ่างจ้องฮั่วเสี่ยวหมานในอ้อมแขนนาง สีหน้าสับสน แต่กลับไม่พูดอะไร
ฮั่วถิงชวนสองจิตสองใจ กลับไม่บันดาลโทสะอย่างที่คาดไว้
ฮั่วเสี่ยวหมานพยายามลุกขึ้นยืน ค่อยๆ เดินไปหาหลางฉ่าง แล้วกล่าวด้วยน้ำ
เสียงร้อนรน “พี่ชายรัชทายาท ท่านพ่อแค่เป็นคนใจร้อน แต่จงรักภักดีไม่เคยคิด
เป็นอื่น ท่านอย่าโกรธเลย อย่าโกรธเลย…”
ใบหน้าหลางฉ่างคร่ำเคร่ง ยังคงมองหน้านางแต่ไม่พูดอะไร ในสายตากลับ
เต็มไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย
ฮั่วเสี่ยวหมานหันไปหาฮั่วถิงชวน แล้วเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงลนลาน “ท่าน
พ่อ พี่สาวอวิ๋นฮุ่ยเป็นพี่สาวที่แสนดีของหมานเอ๋อร์ นางไม่มีทางซ่อนตัวคนร้ายไว้
อย่างแน่นอน ท่านพ่อยอมรามือเถิดนะเจ้าคะ! อีกสามวัน หมานเอ๋อร์กับพี่ชาย
รัชทายาทจะแต่งงานกันแล้ว ท่านพ่ออยากให้ทุกอย่างสายเกินแก้จริงหรือเจ้า
คะ?” เอ่ยถึงประโยคสุดท้าย ขอบตาของนางเริ่มรื้นไปด้วยน้ำใสๆ
ฮั่วถิงชวนเห็นใบหน้าเจ็บปวดของบุตรสาว ท่าทางโอหังอวดดีพลันอ่อนลง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เป็นฝ่ายยอมถอยก่อน “เมื่อครู่เป็นกระหม่อมที่เลอะเลือนเสีย
มารยาทเอง องค์รัชทายาทโปรดอภัยให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
ใบหน้าของหลางฉ่างก็อ่อนลงเช่นกัน เขากล่าวเสียงเรียบ “ในเมื่อฉางผิงโหว
สำนึกผิด ข้าก็จะไม่สืบสาวเอาความอีก หมานเอ๋อร์ไม่สบาย ท่านโหวรีบพานางกลับ
จวนแล้วเรียกหมอมาดูอาการเถิด เพื่อไม่ให้กระทบถึงวันแต่งงาน”
ฮั่วถิงชวนถอนหายใจ ประคองฮั่วเสี่ยวหมาน แล้วโบกมือด้วยใบหน้าที่เต็มไป
ด้วยความกังวล เหล่าทหารถอยทัพออกจากจวนแม่ทัพอย่างรวดเร็ว
หลางฉ่างเองก็สั่งให้ทหารออกไปรอฟังคำสั่งนอกจวนเช่นกัน ไม่นานภายใน
ลานสวนก็เงียบสงบอย่างรวดเร็ว
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยนำกระบี่ล้ำค่าไปแขวนคืนที่ตำแหน่งเดิม ก่อนจะหมุนกายหัน
กลับมาเอ่ยเสียงเบา “หมานเอ๋อร์เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมากจริงๆ สถานการณ์เมื่อ
ครู่ นางกลับคิดหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันเวลา มิเช่นนั้นเรื่องในวันนี้ยัง
ไม่รู้จะจบลงเช่นไร สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดก็คือนางมีหัวใจอันมั่นคงต่อองค์รัชทายาท ภาย
หน้าจะต้องเป็นศรีภรรยาที่ดีได้อย่างแน่นอนเพคะ!”
หลางฉ่างถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวว่า “นับตั้งแต่ที่เสด็จพ่อพระราชทานการ
หมั้นหมายให้ ฉางผิงโหวก็ยิ่งไร้ความยำเกรง เสี่ยวหมานเองก็ยิ่งเอาแต่ใจ ข้าคิด
เสมอมาว่านางมิอาจรับหน้าที่มารดาของแผ่นดินได้ จึงเสนอถอนหมั้นกับเสด็จ
พ่อหลายครั้งหลายครา แต่จนใจที่เสด็จพ่อ… ไม่ยอมรับปาก!”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเอ่ยด้วยความตกตะลึง “องค์รัชทายาทเหตุใดจึงคิดเช่นนี้เล่า
เพคะ? หมานเอ๋อร์มั่นคงต่อท่านมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยคิดเป็นอื่น แม้นางจะเอาแต่
ใจไปบ้าง แต่ธาตุแท้เป็นคนจิตใจงาม รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี นางเป็นคนดีมาก
นะเพคะ”
หลางฉ่างแย้มยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มของเขาดูขมขื่น “ข้าคิดมาโดยตลอดว่า
พระชายาของข้า ว่าที่ฮองเฮาของแคว้นติ้ง จะต้องเหมือนเสด็จแม่ ที่อ่อนโยนมี
คุณธรรม วางตัวเหมาะสม เหมือนกับอวิ๋นฮุ่ย ที่มีความรู้กว้างไกล ปราดเปรื่อง
เกินคน…” สายตาที่เขาทอดมองนาง แฝงไว้ด้วยแววเสน่หาอย่างที่ยากจะอธิบาย
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยก้มหน้า ตัดบทเขาเสียงเบา “องค์รัชทายาทชมเกินไปแล้ว อ
วิ๋นฮุ่ยมิบังอาจรับไว้!”
หลางฉ่างค่อยๆ เดินมาหานาง แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ทุกคนในวังล้วนรู้ดี
ท่านหญิงอวิ๋นฮุ่ยเป็นสตรีที่มีจิตใจดีงาม ฉลาดปราดเปรื่อง อวิ๋นฮุ่ยไยต้องถ่อม
ตน? พวกเราสามคนเติบโตมาด้วยกัน นิสัยของพวกเจ้าสองคนเป็นเช่นไร ข้าย่อม
รู้ดี ที่จริงแล้ว… ข้าเคยคุยกับเสด็จแม่ ว่าอยากจะสู่ขอเจ้า…”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเงยหน้าด้วยความตกตะลึง นางรีบตัดบท “องค์รัชทายาท ไม่
ได้เด็ดขาดนะเพคะ!”
สายตาหลางฉ่างไหวระริกเล็กน้อย เขาถามเสียงอ่อนโยน “ทำไมเล่า?”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยถอนหายใจ “พระองค์รู้หรือไม่ ว่าวันนี้หมานเอ๋อร์มาที่จวน
หม่อมฉันด้วยเรื่องใด?”
หลางฉ่างกระดกคิ้วเล็กน้อย สายตาสะท้อนแววสงสัย
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยแย้มยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “หมานเอ๋อร์รู้ใจองค์รัชทายาท
นานแล้ว นางจึงตั้งใจมาเกลี้ยกล่อมหม่อมฉัน ให้เป็นชายารองของพระองค์”
หลางฉ่างตะลึงงัน คำตอบนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขามาก เขาคิดมา
ตลอดว่า ฮั่วเสี่ยวหมานเอาแต่ใจและเย่อหยิ่ง ไม่มีทางยอมให้เขามีหญิงอื่นง่ายๆ
แน่นอน นึกไม่ถึงว่านาง… ความรู้สึกมากมายประดังประเดเข้ามา หันมองออกไป
นอกห้องหนังสืออย่างไม่ตั้งใจ ประกายระยิบระยับใต้แสงอาทิตย์ดึงดูดสายตาเขา
ทันที เขาเดินออกไปเพ่งมองอย่างละเอียด พบว่าเป็นต่างหูไข่มุกงดงามข้างหนึ่ง
หลางฉ่างถอนหายใจเบาๆ
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเองก็เดินเข้าไปดู นางอดกล่าวด้วยความประหลาดใจไม่ได้ “นี่
เป็นของหมานเอ๋อร์ เมื่อครู่นางคงทำตกไว้ ข้าจำได้ว่าตอนที่เสี่ยวหมานอายุสิบห้า
ปี พระองค์มอบให้นางเป็นของขวัญวันเกิด นางชอบใส่ต่างหูคู่นี้เป็นที่สุด ปกติมัก
ไม่เคยถอด”
บทที่ 56-2 นัดหมายของพวกเขา (2)
หลางฉ่างกำไข่มุกที่สะท้อนแสงรางๆ สีหน้ามีความสุขของฮั่วเสี่ยวหมานยามเปิด
ฝากล่องผุดขึ้นมาในสมองเขา นางในยามนั้นงดงามบริสุทธิ์ไม่มีที่เปรียบ หัวใจ
ของเขาสั่นไหว สายตาของเขาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน และเต็มไปด้วย
ความอบอุ่นใจ
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยยืนอยู่ข้างกายเขา มองเห็นอย่างชัดเจน นางถอนหายใจ แล้ว
เอ่ยว่า “เสี่ยวหมานเป็นถึงบุตรีแห่งจวนโหว มีเครื่องประดับล้ำค่าให้นางเชยชม
ไม่รู้ตั้งมากมายเท่าใด หลายปีมานี้ กลับให้ความสนใจกับของขวัญที่พระองค์มอบ
ให้เป็นพิเศษ เห็นได้ว่าผู้มอบของขวัญมีความสำคัญต่อนางถึงเพียงใด! องค์
รัชทายาท อวิ๋นฮุ่ยเติบโตมาพร้อมกับเสี่ยวหมาน รู้ดีว่านางเป็นคนนิสัยเถรตรง
และปากไว แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนดีมาก หัวใจของนางมั่นคงต่อพระองค์ เพื่อ
พระองค์แล้ว นางยอมเปลี่ยนแปลงตนเอง กระทั่งเป็นฝ่ายยอมรับหม่อมฉันใน
ฐานะชายารองก่อน ภรรยาเช่นนี้ มิใช่มารดาแห่งแผ่นดินที่พระองค์ทรงต้องการ
หรอกหรือเพคะ?”
หลางฉ่างจ้องมองไข่มุกสีขาวในมือ กล่าวด้วยสายตาที่ไหวระริก “พักนี้หมาน
เอ๋อร์เปลี่ยนไปมากจริงๆ…”
“แทนที่จะเฝ้าคะนึงหาผู้ที่อยู่แสนไกล มิสู้ถนอมรักษาคนตรงหน้าไว้ให้ดี” ซั่งก
วนอวิ๋นฮุ่ยถอนหายใจ แล้วค่อยๆ ก้าวเท้าไปกลางลานสวน เอ่ยด้วยสายตาหนัก
แน่น “ในเมื่อองค์รัชทายาทรู้นิสัยหม่อมฉัน ก็ย่อมรู้ว่าหัวใจของอวิ๋นฮุ่ยไม่ได้อยู่ใน
วังหลวงแห่งนี้ หม่อมฉันเพียงต้องการผู้ที่มีรักเดียว ต้องการเป็นภรรยาธรรมดา
ที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเท่านั้นเพคะ”
หลางฉ่างเก็บงำความคิด แล้วเก็บต่างหูข้างนั้นไว้ในอกเสื้อ จากนั้นก็หันไป
มองเงาร่างสีเขียวอ่อนที่ยืนอยู่กลางสวน ราวกับต้องการสลักภาพนั้นไว้ในส่วน
ลึกของหัวใจ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าหมองเล็กน้อย “ไม่รู้ว่าผู้ใดจะมีบุญได้
ครอบครองหัวใจของอวิ๋นฮุ่ย”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยหันกลับมาแย้มยิ้ม “องค์รัชทายาทเป็นว่าที่ฮ่องเต้ของแคว้น
เรา ต้องแบกรับภาระบ้านเมืองมากมาย เรื่องเล็กน้อยของอวิ๋นฮุ่ย พระองค์จะ
กลัดกลุ้มไปไยเล่าเพคะ?”
หลางฉ่างเดินเข้ามาใกล้นาง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “สำหรับข้า เรื่อง
ของอวิ๋นฮุ่ยไม่เคยเป็นเรื่องเล็ก ภายหน้าหากอวิ๋นฮุ่ยพบคนในดวงใจ หลางฉ่างจะ
ขอทำทุกอย่างเพื่อความสุขของเจ้า ขอเพียงอวิ๋นฮุ่ยมีความสุข หลางฉ่างก็พอใจ
แล้ว”
หัวใจของซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยสั่นสะท้าน ดวงหน้างามแปรเปลี่ยนเป็นซาบซึ้ง นาง
ก้าวเข้ามาแล้วค้อมกายอย่างงดงาม แย้มยิ้มแล้วกล่าวอย่างจริงใจ “น้ำใจของพี่
ชาย อวิ๋นฮุ่ยขอขอบคุณล่วงหน้า!”
หลางฉ่างยิ้มเล็กน้อย ความรู้สึกขมฝาดในใจค่อยๆ จางหายไป
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยพลันนึกขึ้นได้ จึงถามเขา “ใช่แล้ว เหตุใดจู่ๆ องค์รัชทายาทจึง
เสด็จมาที่นี่เล่าเพคะ?”
หลางฉ่างยังไม่ทันตอบ เสียงของตงฟางเจ๋อก็พลันดังออกมาจากห้องด้านใน
“เป็นเจ๋อที่ตั้งใจเชิญองค์รัชทายาทมาเอง”
ซูหลีขานเรียก “เสด็จพี่”
หลางฉ่างหันกลับไป เห็นเพียงเงาร่างของคนคู่หนึ่งเดินเคียงข้างกันออกมา
จากในห้องหนังสือ พลันตกตะลึง “ฉางเล่อ? ฮ่องเต้แคว้นเฉิง? เหตุใดพวก
ท่าน…”
ตงฟางเจ๋อเอ่ยเสียงราบเรียบ “องค์รัชทายาทเสด็จมาตามนัดหมายได้ เจ๋อ
ซาบซึ้งยิ่งนัก”
หลางฉ่างครุ่นคิด ไม่นานก็พลันกระจ่าง เขากล่าวด้วยความตกตะลึง “คนที่
ฉางผิงโหวต้องการตัวก็คือท่าน?” เขาหันไปมองซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ
ตกตะลึงไม่หาย ลึกๆ ในใจเริ่มกังวล “อวิ๋นฮุ่ยใจกล้าเกินไปหรือไม่ เจ้าซ่อนตัว
ฮ่องเต้แคว้นเฉิงไว้ในจวน หากเมื่อครู่ฮั่วถิงชวนจับได้ รู้หรือไม่ว่าเจ้าจะมีโทษ
สถานใด?”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “ความร่วมมือของสองแคว้นถูกบ่อน
ทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถึงแม้อวิ๋นฮุ่ยเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ
แต่กลับมิอาจนิ่งดูดาย ฉะนั้นจึงได้ลักลอบช่วยเหลือฮ่องเต้แคว้นเฉิงเงียบๆ
เพคะ”
“เสด็จพี่” ซูหลีเอ่ยพลางทอดถอนใจ “เพื่อสืบหาความจริงโดยเร็วที่สุด พวก
เราจำต้องทำเช่นนี้อย่างเสียมิได้ โชคดีที่วันนี้ไม่เกิดปัญหา”
สายตาของซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยไหวระริก นางเดินเข้าไปกุมมือซูหลี สองสาวมองตา
กันอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะแย้มยิ้มเล็กน้อย คำพูดมากมายแม้ไม่เอ่ยออกมาก็สื่อ
ถึงกัน ความปรองดองและเชื่อใจหวนกลับคืนมาอีกครั้ง แทนที่ความคับข้องใจที่
จางหายไปจนสิ้น
ซูหลีกล่าวอีกว่า “เพียงแต่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนลอบส่งข่าวให้ฮั่วถิงชวนมาค้น
จวนถึงที่นี่”
สายตาของหลางฉ่างฉายแววกังวล เขาถอนหายใจอย่างจนใจ ผ่านไปครู่หนึ่ง
จึงค่อยถามว่า “ฮ่องเต้แคว้นเฉิงนัดข้ามาที่นี่ เดาว่าคงพบเบาะแสคดีระเบิดโรง
หล่อแล้วกระมัง?”
ตงฟางเจ๋อกล่าว “ตอนที่เซิ่งฉินไปค้นหาเบาะแสในบ้านของผู้ต้องสงสัย ได้
ประมือกับชายปิดหน้าคนหนึ่ง เขาเห็นรอยสักรูปปลารอยเล็กๆ บนข้อมืออีกฝ่าย
หากมิใช่เขาบังเอิญกระชากแขนเสื้อชายปิดหน้าคนนั้นจนขาด เกรงว่าคงจะไม่
เห็น”
“รอยสักรูปปลา?” หลางฉ่างได้ยินก็พลันหน้าเปลี่ยนสี เขาก้มหน้า สายตา
สับสนลังเล
ซูหลีกล่าวอย่างสงสัย “แต่อาศัยเพียงรอยสักรูปปลาจะมั่นใจได้เช่นไรว่าชาย
ปิดหน้าคนนั้นเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย?”
ตงฟางเจ๋อเอ่ยเสียงขรึม “ชายปิดหน้าคนนั้นหนีรอดไปได้ เซิ่งฉินเจอจี้หยกที่
มีลวดลายเหมือนรอยสักนั้น น่าจะเป็นสัญญาณลับในการติดต่อกันของพวกเขา
เพียงเสียดายที่ยังสืบหาความหมายของรอยสักรูปปลาไม่ได้”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดสัญญาณลับในการติดต่อกันอัน
หนึ่งเป็นรอยสัก อันหนึ่งเป็นจี้หยกเล่า?”
ซูหลีเอ่ยด้วยสายตาครุ่นคิด “หากอีกฝ่ายเป็นกองกำลังลับ เกรงว่าจำต้องทำ
ภารกิจให้สำเร็จ จึงจะมีสิทธิ์สักรูปปลาไว้บนข้อมือ”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยกล่าวคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่าง “เช่นนั้นก็หมายความว่า
ชายปิดหน้าคนนั้นอาจเป็นผู้บงการในคดีระเบิดโรงหล่องั้นหรือ!”
ซูหลีชะงักงัน จู่ๆ ก็ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เสด็จพี่ เสด็จพี่เคยบอกว่าตอน
ถูกลอบโจมตีที่เขตชายแดน เคยเห็นรอยสักรูปปลาบนข้อมือของหัวหน้าผู้ร้าย
ด้วย หรือคดีระเบิดโรงหล่อจะเป็นฝีมือของคนคนเดียวกัน?”
หลางฉ่างถอนหายใจเสียงเบา “ใช่แล้ว หากรอยสักเหมือนกัน ก็น่าจะเป็นคน
กลุ่มเดียวกัน”
ตงฟางเจ๋อเอ่ยเสียงเย็น “ดูท่าอีกฝ่ายคงไม่ได้หมายหัวข้าคนเดียว แต่เกรงว่า
จะมีจุดประสงค์ที่ใหญ่กว่า แต่คล้ายว่าพอข้าไปจากเมืองหลวงแคว้นติ้ง อีกฝ่ายก็
หยุดเคลื่อนไหว”
ซูหลีกล่าวอย่างครุ่นคิด “เป็นเช่นนั้นจริงๆ อีกฝ่ายต้องการอะไรกันแน่? ตอน
ที่ลักพาตัวเสด็จพี่พวกเขาต้องการตัวอาจารย์เซี่ยอย่างเห็นได้ชัด ต่อมาก็คล้ายว่า
เพียงต้องการทำลายความสัมพันธ์ของสองแคว้น…”
ซั่งกวนอวิ๋นฮุ่ยเอ่ยพลางคิดใคร่ครวญ “ยุแยงตะแคงรั่วบ่อนทำลายความ
ร่วมมือของสองแคว้น… บีบบังคับให้ฮ่องเต้แคว้นเฉิงไปจากเมืองหลวงแคว้น
ติ้ง… หรือว่าอีกฝ่ายต้องการพิรุณบุปผา?!”
ซูหลีกับตงฟางเจ๋อสบตากัน การที่ความร่วมมือล้มเหลวส่งผลกระทบต่อการ
แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของสองแคว้นโดยตรง หรือว่านี่คือจุดประสงค์ของอีก
ฝ่าย?
ตงฟางเจ๋อพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม “ตอนที่องค์รัชทายาท
ถูกซุ่มโจมตี คนที่ช่วยพระองค์ก็คือเซียงซืออวี่?”
หลางฉ่างกล่าว “ใช่ หากมิใช่สหายเซียงเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน เกรงว่าข้าคงถูกอีก
ฝ่ายสังหารไปแล้ว”
ตงฟางเจ๋อแสยะยิ้มเย็นชา “น่าแปลก เซียงซืออวี่มีวรยุทธ์ธรรมดา กอปรกับ
สุขภาพอ่อนแอ กลับสามารถช่วยองค์รัชทายาทจากอันตรายได้อย่างปลอดภัย ใน
ขณะที่ทหารหลายคนถูกสังหารจนหมด…” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมอง
หลางฉ่างด้วยสายตาแฝงความหมาย “องค์รัชทายาทไม่รู้สึกว่าแปลกบ้างหรือ?”
หลางฉ่างขมวดคิ้วกล่าวว่า “ถึงแม้สหายเซียงมีวรยุทธ์ธรรมดา แต่กลับฉลาด
มีไหวพริบ ครั้งที่แล้วฉางเล่อถูกลักพาตัว ก็เป็นเขาที่ช่วยไว้ได้ทัน”
ตงฟางเจ๋อกล่าวเสียงเย็น “หากเขารู้ทุกอย่างล่วงหน้า ก็ย่อมรับมือได้อย่างดี
อยู่แล้ว!”
ซูหลีเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านสงสัยเซียงซืออวี่หรือ?”
ตงฟางเจ๋อกล่าวอย่างมีความหมายแฝง “เมื่อครู่ท่านหญิงเตือนข้า ความร่วม
มือล้มเหลว บีบบังคับให้ข้าจากไป ทำให้ฮ่องเต้แคว้นติ้งไม่พอใจข้า จุดประสงค์
สูงสุดของเขามิใช่พิรุณบุปผา แต่คือทำให้ข้ากับเจ้าหมั้นหมายไม่สำเร็จ! คนผู้นี้ไม่
เป็นมิตรกับข้าตั้งแต่พบกันครั้งแรกแล้ว เอ่ยวาจาแฝงความนัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า และ
ตอนนี้… คนที่ได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อเจ้า และหมั้นหมายกับเจ้า ก็คือ
เซียง… ซือ… อวี่…”
ซูหลีอดขมวดคิ้วไม่ได้ นางสับสนและไม่เข้าใจ ถึงแม้เรื่องที่ตงฟางเจ๋อพูดจะไม่
ได้ไร้เหตุผลเสียทีเดียว แต่อาศัยเพียงเรื่องแค่นี้ มิอาจตัดสินได้ว่าเซียงซืออวี่เป็น
ผู้บงการ การปรากฏตัวของเขาบนเรือในวันนั้นน่าสงสัยก็จริง แต่เรื่องที่เขาช่วย
นางไว้โดยไม่ห่วงชีวิตก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้มีการกระ
ทำที่ผิดปกติแต่อย่างใด การหมั้นหมายปลอมๆ ครั้งนี้ นางก็เป็นฝ่ายเสนอเอง ถ้า
หากเป็นเขาจริง เช่นนั้นจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคืออะไรกันแน่?
หลางฉ่างใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ถึงแม้จะเป็นอย่างที่ฮ่องเต้
แคว้นเฉิงพูด หากต้องการพิสูจน์ว่าเซียงซืออวี่เป็นผู้บงการจริงหรือไม่ ก็ยัง
ต้องการหลักฐานมากกว่านี้”
ตงฟางเจ๋อกล่าว “ข้าจะรีบส่งคนไปตรวจสอบ หากเจอหลักฐานเมื่อใดจะรีบ
รายงานให้องค์รัชทายาททราบทันที!”
หลางฉ่างเอ่ยเสียงเข้ม “ได้! แต่ท่านต้องรับปากข้า ว่าจะต้องออกจากเมือง
หลวงแคว้นติ้งไปก่อน ยามนี้คำสั่งห้ามยังไม่ถูกยกเลิก ข้าไม่อยากให้เกิดปัญหา
ส่วนเซียงซืออวี่ข้าจะระวังให้มาก หากพบเรื่องผิดปกติใด ก็จะรายงานฮ่องเต้
แคว้นเฉิงทันทีเช่นกัน”
ตงฟางเจ๋อจ้องหน้าเขานิ่งๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้า แล้วเป็นฝ่ายยื่นมือออกไป
ก่อน
หลางฉ่างชะงักเล็กน้อย จากนั้นก็ก้าวเข้ามาจับมือเขาตอบ แล้วกล่าวเสียง
ขรึม “ท่านกับข้า ไม่ว่าฝ่ายใดสืบหาเบาะแสเจอก่อน ก็ต้องรายงานให้อีกฝ่ายรู้ทันที
พบกันที่โรงเตี๊ยมหงหลง เมืองหลินซี ณ ชายแดนเฉิงติ้ง ไม่พบไม่แยกย้าย!”