กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 124 มีสิ่งใดแตกต่าง
ซ่งชูอีมิใช่บุคคลที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น นางสามารถ
ฆ่าคนโดยไม่ลังเลเพื่อให้บรรลุถึงเปั้าหมายและ
ผลประโยชน์ ทว่าโลหิตของผู้ภักดีมากมาย
หลั่งไหลมาที่ตัวนาง นางรู้สึกได้เพียงความกดดัน
อันแรงกล้า อย่างไรก็ตามการกระทำเรื่องใหญ่
สิ่งที่ต้องแบกรับก็คือชีวิตกระจ้อยร่อยเหล่านี้งั้น
หรือ?
“ท่านนอนเสียหน่อยเถิด พวกเราค่อยเดินทาง
ตอนฟั้ามืด” เชออวิ๋นกล่าว
ซ่งชูอีพยักหน้า หาสถานที่ที่เงียบสงัด คว้าตัวไปั๋
เริ่นมารองหนุน ไม่ช้าก็ผล็อยหลับไป
พระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิสว่างสดใส หญ้าบน
พื้นดินอ่อนนุ่มราวกับขนแกะชั้นดี ครั้นเอนกาย
อยู่ด้านบนจึงไม่รู้สึกทรมานนัก ทว่าเนื่องจากเมื่อ
คืนกระเด้งกระดอนอย่างรุนแรง ซ่งชูอีก็รู้สึก
เวียนศีรษะขณะนอนหลับ ทั้งเนื้อตัวปวดเมื่อย
แสนสาหัส นอนหลับไม่สนิทยิ่ง
ได้ยินเสียงเชออวิ๋นเอ่ยขึ้นเลือนราง “อาวุธของ
น้องชายชิ้นนี้เหมาะแก่การต่อสู้ยิ่ง”
ซ่งชูอีรู้ว่าเขากำลังพูดกับเจ้าอี่โหลว ก่อนที่นาง
จะเอนตัวยังเห็นเจ้าอี่โหลวยังคงเปียมด้วย
พลังงาน ไม่มีท่าทีอ่อนล้าเลยแม้แต่น้อย เห็นได้
ชัดว่ากำลังกายดีกว่าคนทั่วไปมาก
เชออวิ๋นเป็นสายลับมานานแล้ว ทักษะในการ
สังเกตดีมาก อีกทั้งยังมองคนได้อย่างแม่นยำ เขา
เห็นว่าเจ้าอี่โหลวไม่ชอบคุยกับผู้คน ทว่าก็มิได้
ต่อต้านเขามากนัก จึงเอ่ยต่อ “น้องชายร่างกาย
กำยำ แขนขายาวมีกำลัง ลมหายใจมั่นคง อายุก็
ยังเยาว์นัก หากคิดจะฝึกศิลปะการต่อสู้ ตอนนี้
นับเป็นเวลาที่เหมาะสมยิ่ง หากเวลาล่วงเลยไป
เกรงว่าจะฝึกได้ยากขึ้น”
ยิ่งอายุมากขึ้น ร่างกายก็ยิ่งแข็งกระด้าง ยากที่จะ
บรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ฉะนั้นไม่ว่าจะฝึกอะไร
จำต้องฝึกตั้งแต่ยังเด็ก
เจ้าอี่โหลวเหลือบมองเชออวิ๋น จากนั้นก็หลุบตา
ลง ผ่านไปเนิ่นนานจึงถามขึ้น “ท่านสอนข้าได้
หรือ?”
“ทักษะดาบของข้าไม่เท่าไร ทว่าข้ารู้จัก
ปรมาจารย์ดาบแห่งสำนักม่อท่านหนึ่ง เมื่อท่านมี
พรสวรรค์เช่นนี้ ขอเพียงคิดจะฝึกฝน ข้าว่า
ปรมารจารย์ท่านนั้นจะต้องรับท่านเป็นศิษย์แน่”
เชออวิ๋นกล่าว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนที่
เงื่อนไขดีเยี่ยมเช่นเจ้าอี่โหลวอย่างแท้จริง แม้จะ
ผ่านวัยที่ดีที่สุดในการฝึกขั้นพื้นฐานมาแล้วก็ตาม
ทว่าลมหายใจของเจ้าอี่โหลวนั้นยาวกว่าผู้ที่อยู่ใน
วัยเดียวกันมาก ก็เหมือนรากฐานที่วางไว้เสร็จ
สรรพ รอเพียงสร้างอาคารสูง นั่นเป็นเหตุผลที่
เขาอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
ผ่านไปเนิ่นนานซ่งชูอีก็ยังมิได้ยินคำตอบของเจ้า
อี่โหลว ลืมตาขึ้นเล็กน้อย เอ่ยว่า “โอกาส
ประเสริฐเช่นนี้ หากต้องการจะฝึนฝนก็รับปาก
เสีย เป็นผู้ชายอกสามศอกเหตุใดจึงได้โลเล
เช่นนี้!”
เจ้าอี่โหลวเหลือบมองซ่งชูอี จากนั้นก็กำหมัดเอ่ย
กับเชออวิ๋น “รบกวนพี่ชายแนะนำข้าน้อยด้วย”
เชออวิ๋นอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเอ่ย “ไว้ถึงรัฐ
ฉินแล้ว ข้าจะไปแวะคารวะท่านปรมาจารย์
ทันที”
เชออวิ๋นรู้สึกว่าครั้งนี้ตนได้ตัดสินผิดพลาดไปเสีย
แล้ว เดิมทีเห็นว่าแม้นเจ้าอี่โหลวหน้าตาโดดเด่น
ยิ่งแต่กลับเปียมด้วยลมหายใจแห่งความปั่าเถื่อน
ราวกับสัตว์เดียรัจฉานที่เต็มไปด้วยอันตรายตัว
หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะรู้มารยาทถึงเพียงนี้
“ขอบคุณมาก” เจ้าอี่โหลวเอ่ย
ซ่งชูอีหลับตาลง นางนอนไม่หลับ เพียงแต่เอน
กายพักผ่อนครู่หนึ่งเท่านั้น
เพราะกลัวว่ามีทหารไล่ลา จึงมิได้ก่อไฟ ได้แต่นำ
อาหารแห้งจำนวนหนึ่งออกมากิน เชออวิ๋นสั่งให้
มือดาบสองนายไปที่หมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อซื้อ
อาหารแห้งจำนวนหนึ่งกินระหว่างทาง
ตอนพลบค่ำ หลังจากกินอาหารเรียบร้อยแล้วก็
รีบเดินทางต่อ
ด้วยความเร็วระดับนี้ หากไร้เหตุไม่คาดฝันก็
สามารถถึงรัฐฉินได้ภายในระยะเวลาราวๆ ครึ่ง
เดือน
ยามพระอาทิตย์ตกที่เสียนหยาง
ชายหนุ่มรูปหล่อในชุดดำที่อยู่บนอาคารสูงราว
กับต้นสนโดดเดี่ยวริมผา ดวงตานกอินทรีคู่นั้นจับ
จ้องไปยังพระทิตย์ที่กำลังตกดิน โครงหน้าอันเด็ด
เดี่ยวถูกย้อมด้วยแสงสีส้มอบอุ่นจางๆ ทำให้ดู
นุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย
“ฝั่าบาท” ขันทีค้อมคำนับ เอ่ยเสียงเบา “กงจื่อ
เฉียนและคนอื่นๆ ถูกประหารแล้วพะย่ะค่ะ”
อิ๋งซื่อเงียบงันไปครู่หนึ่งก่อนตอบรับ “อืม”
อิ๋งเฉียนมิได้มีเพียงความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์
กับอิ๋งซื่อ ทว่ายังเป็นลุงหลานแท้ๆ ด้วย
อิ๋งซื่อแทบจะเติบโตขึ้นภายใต้สายตาของอิ๋งเฉียน
จึงเข้าใจนิสัยใจคอของเขาเป็นอย่างดียิ่ง แม้นเขา
ขี้หวาดระแวงแต่ก็มีความภักดี ยากที่จะกระทำ
การทรยศต่อบ้านเมือง อย่างไรก็ดีเพื่อแก้แค้น
ซางยาง เขาได้รวบรวมกองกำลังใน
พระราชสำนักซึ่งได้กลายเป็นภัยคุกคามต่อ
อำนาจอธิปไตย ด้วยอำนาจนี้ นานวันเข้าก็ไม่
อาจรับประกันได้ว่าเหล่าตระกูลเก่าแก่จะไม่ใช้
ประโยชน์จากมัน ฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรเขา
จำเป็นต้องตาย
“ไปเรียกจิ่งเจียน” อิ๋งซื่อกล่าว
“พะยะค่ะ” ขันทีค้อมตัวแล้วถอยออกไป
ไม่นาน เสียงฝีเท้าที่รวดเร็วแต่ไม่ยุ่งเหยิงก็ดังขึ้น
ด้านหลัง ชายผู้หนึ่งที่มีใบหน้าขาวผ่อง อายุราวสี่
สิบกว่าค้อมคำนับพร้อมเอ่ย “ฝั่าบาท”
“มีข่าวทางรัฐเว่ยหรือไม่?” อิ๋งซื่อกลับหลังหัน
เอ่ยถาม
“ทูลฝั่าบาท มีข่าวเมื่อหนึ่งเค่อก่อนหน้านี้ ยังมิได้
อ่านพะย่ะค่ะ” สองมือของจิ่งเจียนยื่นถวาย
กระบอกไผ่เล็กๆ อันหนึ่ง
อิ๋งซื่อถกแขนเสื้อขึ้น ยื่นมือออกไปรับ เปิด
กระบอกไผ่ออก เขย่าเปิดม้วนผ้าไหมที่อยู่ด้านใน
แล้วอ่านอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ส่งคืนให้จิ่งเจียน
จิ่งเจียนกวาดตาอ่านรอบหนึ่ง สีหน้าเผยความ
ยินดี กล่าวว่า “บัดนี้เข้าสู่รัฐหานแล้ว คิดว่าไม่มี
ปัญหาใหญ่โตกระไร กระหม่อมจะสั่งคนไป
ต้อนรับที่ด่านหานกู่”
“อย่าเพิ่งได้วางใจ เตรียมม้าให้พร้อม ติดตาม
ข่าวสารตลอดเวลา ทันทีที่มีความผิดปกติให้มุ่ง
หน้าไปช่วยเหลือทันที”
อิ๋งซื่อกล่าว
น้อยครั้งที่อิ๋งซื่อจะกล่าวยืดยาวเพียงนี้ในลม
หายใจเดียว จิ่งเจียนสัมผัสได้ว่าเขาให้
ความสำคัญต่อเรื่องนี้มากเพียงใด ตอบรับทัน
ควัน “”พะยะค่ะ”
จิ่งเจียนก็เป็นผู้รอบรู้คนหนึ่ง ในตอนนั้นซางยาง
ได้แนะนำเขาแก่เซี่ยวกงครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้
แม้นเขามิเคยพบซ่งชูอี ทว่าให้ความสำคัญต่อ
เรื่องนี้ยิ่งยวด
รัฐฉินแตกต่างจากรัฐใหญ่ๆ รัฐอื่น การเรือง
อำนาจฉับพลันของมันเป็นการทำลายรูปแบบอัน
เสื่อมถอยที่แทบจะไม่เหลือชิ้นดีเพื่อสร้างรูปแบบ
ใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า และทั้งหมดนี้ต้องพึ่งพา
คนเก่งกาจที่มีพลังในการพลิกกระแสอันบ้าคลั่ง
ได้
ตั้งแต่ “คำสั่งแสวงหาผู้เก่งกาจ” ได้ถูกถ่ายทอด
ออกไป รัฐฉินก็จะมักจะวางคนเก่งไว้ในตำแหน่ง
แรกๆ เสมอ ใช้คนอย่างผสมผสาน ปฏิบัติต่อผู้ที่
มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมดังบัณฑิตของรัฐ
ตกดึก
จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักใกล้นครเฉิงเกาและ
สิงหยางของรัฐหาน ซ่งชูอีและคนอื่นๆ ถูกพายุ
ฝนฉับพลันนี้ปิดกั้นเส้นทาง จำต้องหาที่หลบฝน
บนภูเขาเพื่อปักหลักชั่วคราว
เจ้าอี่โหลวมีประสบการณ์มากมายในการเอาตัว
รอดบนภูเขา ด้วยเหตุนี้จึงหาถ้ำภูเขาเจอภายใน
เวลาอันรวดเร็ว
ถ้ำนี้อยู่ใต้หน้าผา ช่องว่างขนาดใหญ่ทำให้ภูเขา
ทั้งลูกกลวง ลมระบายได้ทั้งสองด้าน โชคดีที่แม้น
ข้างนอกฝนตกหนัก แต่กลับไม่มีลมแรง จึง
สามารถหลบฝนได้ในขณะนี้
ทุกคนเนื้อตัวสะบักสะบอม เชออวิ๋นเห็นว่า
ภายในถ้ำมีกิ่งไม้แห้งจำนวนไม่น้อย จึงหยิบแท่ง
จุดไฟออกมาจากถุงหนังแกะ แล้วจุดไฟกับส่วนที่
ว้าวแหว่งของหน้าผา
กิ่งไม้แห้งมีไม่มาก ทุกคนต่างถอดเสื้อผ้าออกมา
ผิงไฟ ซ่งชูอีก็ไม่มีข้อยกเว้น
เจ้าอี่โหลวเห็นว่าบนตัวของนางเหลือเพียงชุด
กลางตัวหนึ่งก็ขมวดคิ้ว คนผู้นี้ช่างขาดสติเสียจริง
นางไม่รู้สึกหรือว่าตัวเองมีอะไรแตกต่างจากมือ
ดาบเหล่านี้?
ซ่งชูอีรู้สึกได้ถึงแววตาของเจ้าอี่โหลว นิ่งไปครู่
หนึ่ง จับๆ ผมที่ยุ่งเหยิง ยิ้มเอ่ย “ว่าเยี่ยงไร พักนี้
ข้าอยู่กับเจ้านานเกินไปแล้วรู้สึกว่าข้างดงามขึ้น
ทุกทีใช่หรือไม่?”
เจ้าอี่โหลวเบือนหน้าหนีประมาณว่าหากมองไม่
เห็นก็จะไม่รู้สึกรำคาญใจ ผิงเสื้อผ้าของตัวเอง
ด้วยความจริงจัง
ใช่ว่าซ่งชูอีไม่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างชายหญิง
ทว่าตอนที่นางอายุเจ็ดแปดขวบก็ยังเปลือยเปล่า
ท่อนบนและเล่นกับศิษย์พี่อยู่เลย อาจารย์ของ
นางก็มิเคยบอกว่าหญิงและชายมีความแตกต่าง
กันเยี่ยงไร นางล้วนอาศัยความรู้สึกของตัวเอง
ทั้งสิ้น ระยะหลังนี้แม้นจะรู้สึกว่าต่างกันเล็กน้อย
ทว่าบนตัวของนางก็ยังเหลือชุดกลางตัวหนึ่งมิใช่
หรือ!
“อึดอัดใจกระไรกัน” ซ่งชูอีบ่น