กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 150 แข็งกระด้างต่ออิ๋งซื่อ
ในพระราชวังเสียนหยาง
ครั้นเทียบกับหลายวันก่อน เอกสารบนโต๊ะ
ทำงานของอิ๋งซื่อที่ยังคงกองพะเนินเทินทึก
เหมือนภูเขาล้วนเป็นเอกสารที่ยังอ่านไม่เสร็จใน
ครึ่งเดือนที่ผ่านมา
“ฝั่าบาท จู้ซย่าสื่อ-ซ่งหวยจินมาเข้าเฝั้าพะย่ะ
ค่ะ” เสียงของขันทีทูลรายงานแผ่วเบา
อิ๋งซื่ออ่านเอกสารอย่างรวดเร็ว กล่าวโดยมิได้เงย
หน้า “เชิญให้เขาเข้ามา”
ขันทีออกไปครู่หนึ่ง อิ๋งซื่อก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอีก
ครั้ง เอ่ยปากว่า “มาได้เวลาพอดี มาช่วยข้า
คัดเลือกเอกสารเกี่ยวข้องกับข้อโต้แย้งในการ
ยกเลิกกฎหมายออกมา”
ซ่งชูอีกลืนคำถวายการคำนับลงไป ตอบว่า “พะ
ย่ะค่ะ” จากนั้นก็คุกเข่าลงข้างโต๊ะ คัดเลือก
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหารือกฎหมายของ
ซางจวินออกมาจากด้านใน นางคัดเลือดพลางพูด
อะไรไม่ออก ใบไผ่มีความหนาปานกลาง มันถูก
ขัดเรียบและสม่ำเสมอ การทำสมุดไผ่เช่นนี้ เริ่ม
ตั้งแต่การแยกใบไผ่แล้วบดเป็นแผ่น จากนั้นจึง
ร้อยเรียงต่อกัน จำต้องใช้ความพยายามของหนึ่ง
คนในหนึ่งวันเต็ม สามารถจินตนาการได้ว่ามันมี
ค่าแค่ไหน เหล่าตระกูลเก่าแก่ใช้ม้วนไผ่เป็นร้อย
เป็นพันเพียงต้องการเกลี้ยกล่อมให้ยกเลิก
กฎหมายใหม่ ช่างเป็นการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลือง
แท้ๆ!
“เป็นฝั่าบาทนี่ไม่ง่ายเลย” ซ่งชูอีกล่าว
ขันทีอู่ซานกล่าว “จู้ซย่าสื่อไม่รู้กระไร ยังมีอีก
สามกล่องใหญ่เต็มในห้องเก็บของข้างๆ!”
“ไปเรียกจิ่งเจียนเข้ามา” อิ๋งซื่อสั่งอู่ซาน
“พะย่ะค่ะ”
อู่ซานถอยออกไป อิ๋งซื่อยกถ้วยชาขึ้นมาจิบสอง
สามคำก่อนเอ่ยขึ้น “มีเรื่องกระไร?”
งชูอีวางสมุดไผ่ลง ยืนตัวตรงเอ่ย “ฝั่าบาท
กระหม่อมขอพระอนุญาตไปยังรัฐปาสู่”
“ไม่ได้” อิ๋งซื่อปฏิเสธอย่างเด็ดขาดโดยไม่คิด ดู
จากการเน้นย้ำ “ทฏษฎีการโค่นรัฐ” แล้ว ซ่งชูอี
ไม่เพียงเก่งด้านการความสัมพันธ์ทางการทูต แต่
ยังสามารถช่วยเหลือแม่ทัพใหญ่ในตำแหน่ง
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ เขาจะปล่อยผู้มี
พรสวรรค์แห่งต้าฉินไปได้เยี่ยงไร?
“ฝั่าบาท…”
อิ๋งซื่อตัดบทซ่งชูอี “กว่าเหรินพูดแล้วมิเคยคืน
คำ”
ซ่งชูอีกัดฟัน หน้าตาหล่อเหลาเพียงนี้ทว่าใยจึงไร้
ความเข้าอกเข้าใจนักนะ! นางสงบสติอารมณ์
เอ่ยว่า “กระหม่อมไม่ไปย่อมได้ ทว่าแม้นองค์
ชายจี๋เก่งกาจด้านทหาร การทูตอาจจะลำบากอยู่
บ้าง กระหม่อมจึงต้องการแนะนำคนคนหนึ่ง”
“ผู้ใด?” แววตาเย็นเยียบของอิ๋งซื่ออ่อนโยนลง
เล็กน้อย
“จางอี๋!” ซ่งชูอีกล่าว
อิ๋งซื่อครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ไม่เคยได้ยิน”
“บุคคลนี้เป็นศิษย์สำนักกุ่ยกู๋จื่อ เล่าเรียน
ทฤษฎีจ้งเหิง เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์
ทางการทูตเป็นอย่างยิ่ง หากมีเขาไปรัฐปาสู่ เรื่อง
นี้ก็จะดำเนินไปอย่างปลอดภัย” ซ่งชูอีรู้สึกจาก
ก้นบึ้งของหัวใจว่าแม้นางจะไปด้วยตัวเองก็อาจ
ทำได้ไม่ดีเท่าจางอี๋
เนื่องด้วยอิ๋งซื่อเคยมีปมกับซางจวิน ฉะนั้นจึง
ค่อนข้างเป็นกังวลในการใช้งานคนต่างรัฐ ตอน
นั้นหากมิใช่เพราะซ่งชูอีนำเสนอ “ทฤษฎีการ
โค่นรัฐ” ต่อหน้าเขาโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ล่วงหน้า เขาก็คงไม่ใช้นางเช่นกัน
ครั้นพินิจว่าในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ รัฐฉินมีความ
วุ่นวายทั้งภายในและภายนอก ทว่าก็เป็นโอกาส
ที่ดีในการขยับขยายออกไป อิ๋งซื่อก็วางปมในใจนี้
ลง “บุคคลผู้นี้ตอนนี้อยู่ที่ใด?”
“ครึ่งปีก่อน กระหม่อมพบเขาในรัฐเว่ย์ บัดนั้นได้
ยินว่าเขามีความตั้งใจจะเข้าสู่รัฐฉิน ฝั่าบาท
สามารถสั่งให้คนตามหาเขาในรัฐฉินก่อนได้พะย่ะ
ค่ะ” ซ่งชูอีเอ่ย
“เยี่ยม” อิ๋งซื่อพยักหน้า
ซ่งชูอีกล่าวด้วยความเคารพ “เรื่องนี้ฝั่าบาทต้อง
เร่งมือแล้ว ดินแดนปาสู่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ
รัฐฉิน เชื่อว่าในใจฝั่าบาทคงรู้ดีกว่าใครทั้งหมด
หากไม่พบจางจื่อ ได้โปรดฝั่าบาทประทาน
อนุญาตส่งกระหม่อมเข้าปาสู่ด้วยพะย่ะค่ะ
สำหรับฉินแล้ว เอาซ่งหวยจินสักสองสามคนไป
แลกกับดินแดนปาสู่ก็คุ้มค่า!”
คิ้วของอิ๋งซื่อกระตุกเล็กน้อย เมื่อครู่เขาบอกแล้ว
ว่าวาจาที่เขาพูดออกไปก็เหมือนสายนทีไม่ไหล
ย้อนกลับ ไม่มีวันคืนคำอย่างเด็ดขาด ทว่าซ่งชูอีก
ลับเอ่ยคำขอนี้อีกครั้ง แม้นจะรู้ว่ามิใช่คำพูดที่จง
ใจท้าทายเขา แต่เป็นใครก็ไม่พอใจอย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้
สายตาทั้งสองคู่ประสานกัน ทั้งสองคนล้วน
สามารถมองเห็นความดื้อรั้นในสายตาของกัน
และกัน บรรยากาศตึงเครียดขึ้นกะทันหัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เสียงของอู่ซานทำลาย
ความตึงเครียด “ฝั่าบาท ใต้เท้าจิ่งเจียนมาถึง
แล้วพะย่ะค่ะ”
อิ๋งซื่อละสายตา เอ่ยเรียบๆ “ให้เขาเข้ามา”
ซ่งชูอีก็เก็บอาการเช่นกัน คัดแยกเอกสารต่อไป
“ถวายบังคมฝั่าบาท” เสียงที่อ่อนโยนและ
ซื่อสัตย์เสียงหนึ่งดังขึ้น
จิ่งเจียนเป็นขันทีฝั่ายในคนสนิทของจวินองค์ก่อน
ได้รับความไว้วางใจจากจวินองค์ก่อน
ค่อนข้างมาก อีกยังเคยไปเยือนต่างแดนในฐานะ
ราชทูตรัฐฉินอีกด้วย แม้ว่าบัดนี้เขามิได้ดูแล
กิจการภายในแล้ว ทว่าอิ๋งซื่อกลับวางใจเขาเป็น
อย่างยิ่งดุจ
จวินองค์ก่อน อีกทั้งว่ากันว่าบัดนั้น เขาเป็นคน
แนะนำซางจวินให้กับจวินองค์ก่อนครั้งแล้วครั้ง
เล่า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้รัฐฉินมิได้สูญเสียผู้มี
พรสวรรค์ไป
ซ่งชูอีมีความสนใจในตัวจิ่งเจียนมาก จึงเงยหน้า
ขึ้นมาดู
จิ่งเจียนเสื้อคลุมแขนกว้างสีดำ ใบหน้าขาวนวล
ไร้ที่ติ แม้นอายุจะย่างห้าสิบแล้ว แต่ยังดูอ่อน
เยาว์มาก ภาพลักษณ์แตกต่างจากชาวฉินผู้มีชั้น
ผิวหนาและหยาบกร้านเป็นอย่างมาก
“ไม่ต้องมากพิธี” เดิมทีอิ๋งซื่อเรียกเข้ามาเพราะ
ต้องการให้เขาช่วยคัดแยกเอกสาร ทว่าตอนนี้
เปลี่ยนใจแล้ว “นั่งเถิด”
“พะย่ะค่ะ” จิ่งเจียนเห็นว่าซ่งชูอีมองมาก็ยิ้ม
น้อยๆ ให้นาง
ซ่งชูอีก็ยิ้มกลับ ถือเป็นการทักทาย
“จู้ซย่าสื่อเรามาพูดถึงจางอี๋กันเถิด” อิ๋งซื่อเอ่ย
ซ่งชูอีรู้ว่าอิ๋งซื่อต้องการให้จิ่งเจียนตามหาจางอี๋
จึงหันไปพูดกับเขา “จางอี๋เป็นศิษย์สำนักกุ๋ยกู่
และสำนักจ้งเหิง อายุราวๆ ยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด
สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกนั้น ข้าจะวาด
ภาพเหมือนให้ในภายหลัง”
แม้นทักษะของวาดภาพของนางจะไม่เท่าไร บวก
กับคำอธิบาย ก็ยังมีความจำเพาะเจาะจงกว่าการ
พูดปากเปล่าขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
จิ่งเจียนพยักหน้า หันไปพูดกับอิ๋งซื่อ “ฝั่าบาท
ต้องการตามหาบุคคลนี้หรือ?”
“อืม นำข่าวมาให้กว่าเหรินภายในห้าวัน” อิ๋
งซื่อกล่าว
เขาสั่งได้อย่างผ่อนคลายมาก ไม่รู้ว่าต้องมีกี่คนที่
อดตาหลับขับตานอนในห้าวันห้าคืนนี้
“พะย่ะค่ะ” จิ่งเจียนตอบรับอย่างมีความสุข
จนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังมีเครือข่ายของข่าวสาร
ขนาดใหญ่อยู่ในมือ “กระหม่อมจะดำเนินการ
เดี๋ยวนี้”
“ไปเถิด” อิ๋งซื่อกล่าว
ซ่งชูอีก็เอ่ยขึ้นทันที “บัดนี้กระหม่อมทูลรายงาน
เสร็จแล้ว ขออนุญาตทูลลา”
เดิมทีอิ๋งซื่อต้องการจะลงโทษนาง ทว่าครั้นได้
เห็นใบหน้าที่ยิ้มกรุ้มกริ่มนั้นก็อดที่จะรู้สึกปวดหัว
มิได้ ในใจคิดว่าหากเพียงให้นางคัดแยกเอกสาร
เป็นการลงโทษก็จะเป็นการดูถูกนางเกินไป
ดังนั้นจึงโบกๆ มือ ถือเสียว่าหากมองไม่เห็นก็จะ
ไม่รำคาญใจ
“กระหม่อมทูลลา” ซ่งชูอีลุกขึ้น ถอยออกไปด้วย
ความนอบน้อม
นางเห็นคนในชุดดำบนทางเดิน จึงเรียกเสียงหนึ่ง
“ใต้เท้าจิ่งเจียน”
จิ่งเจียนหันมามองนาง ประสานมือคำนับ “จู้ซย่า
สื่อ”
“ใต้เท้าจิ่งเจียนมิต้องมากพิธี” ซ่งชูอีคำนับกลับ
เดินเคียงข้างกับเขา
จิ่งเจียนเอ่ย “หลังจากกลับจวนแล้ว จู้ซย่าสื่อได้
โปรดร่างภาพเหมือนโดยเร็ว คืนนี้ข้าน้อยจะสั่ง
คนไปรับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ซ่งชูอีกล่าว “จางจื่อมีความ
ปรารถนาที่จะรับใช้รัฐฉินนานแล้ว คิดว่าจะต้อง
เข้ารัฐฉินมานานเช่นกัน เพียงแต่จนบัดนี้ยังมิได้
พบ เกรงว่าเขาจะเจอทางตัน ข้าขอแนะนำให้ใต้
เท้าจิ่งเจียนเสาะหาในเสียนหยางเป็นพอ ตามที่
ข้าน้อยรู้จักเขา หากสวามิภักด์ต่อรัฐฉินมิสำเร็จ
เขาจะไม่พำนักที่นครอื่นในรัฐฉิน”
“ขอบคุณจู่ซยาสสื่อที่เตือนสติ” จิ่งเจียนประสาน
มือคำนับ
ซ่งชูอียิ้มเอ่ย “มันสมควรอยู่แล้ว”
ทั้งสองคนคุยกันสองสามคำ จากนั้นก็แยกกัน
ก่อนถึงประตูประราชวัง ซ่งชูอีค่อนข้างมีความ
สนใจในจิ่งเจียนอย่างแท้จริง ทว่าสถานะของจิ่ง
เจียนนั้นบอบบางมาก หลังจากรัฐฉินยกเลิกการ
ฝังคนเป็นไปพร้อมกับคนตายแล้ว จิ่งเจียนก็ควร
ปกปั้องวิญญาณของเซี่ยวกงในฐานะขันทีคน
สนิท ทว่าเขากลับเป็นคนแนะนำซางยาง อีกทั้ง
ยังเคยติดตามซางยางในช่วงเวลาหนึ่ง เหล่า
ตระกูลเก่าเรียกได้ว่าเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ
การที่อิ๋งซือเก็บเขาไว้ในพระราชวัง ด้านหนึ่งก็
เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เหล่าตระกูลเก่าแก่แก้แค้นเขา