กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 183 เสี่ยวหวง ไปกัดนาง
“ท่านอาคันตุกะมาจากที่ใด จะไปที่ใด” เสียง
ของเด็กสาวชาวปาที่ไร้ความหวาดกลัวดังขึ้นบน
เนินเขาเล็กๆ ในระยะไกล
ซ่งชูอียิ้มเอ่ยเสียงดัง “พวกข้ามาตามหาคน”
เด็กสาวเห็นว่านางเข้าใจภาษาปาก็อึ้งไปเล็กน้อย
“ตามหาใคร?”
“เจ้าเคยเห็นชาวจงหยวนผู้หนึ่ง หน้าตาหล่อ
เหลา แซ่จีนามว่าอู้เม่ยหรือไม่” ตามข่าวที่ได้รับ
จีเหมียนอาศัยอยู่ใกล้กับชนเผ่านี้โดยผ่าน
ความสัมพันธ์ของหัวหน้าขบวนม้าคนหนึ่ง
เด็กสาวหัวเราะคิกคัก “เจ้าหมายถึงไก่อ่อนตัว
นั้นรึ? เห็น อยู่ในเพิงหลังนั้น”
เด็กสาวชี้ไปที่กระท่อมมุงจากที่ถูกสร้างอยู่ใกล้
คอกวัว ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับอ้อยอิ่งอยู่ที่จี๋อวี่และ
จี้ฮ่วน
เว่ย์เจียงที่อยู่ในรถม้าไม่เข้าใจภาษาปา ทว่า
สามารถรู้สึกได้ถึงการดูแคลนในวาจานั้น รู้สึก
ปวดใจราวกับถูกบีบอย่างแรง มันเจ็บจนหายใจ
ไม่ออก
ซ่งชูอีลงจากม้าเดินเข้าไปใกล้กระท่อมมุงจาก ยก
มือขึ้นเคาะประตู ตะโกนสุดเสียง “จีอู้เม่ย! จีอู้
เม่ย!”
ตะโกนเสร็จก็ได้ยินเสียงหัวเราะปานกระดิ่งเงิน
อยู่บนเนินเขา เด็กสาวเมื่อครู่หัวเราะท้องคัดท้อง
แข็ง “เจ้าไก่อ่อนงี่เง่า เขาไม่อยู่บ้านหรอก!”
จี้ฮ่วนและจี๋อวี่ได้ยินได้ยินการประชดในคำพูด
ของเด็กสาวอย่างชัดเจน หันไปมองด้วยความ
โมโห ทว่าเด็กสาวผู้นั้นไม่กลัวเลยสักนิด ในทาง
ตรงกันข้ามกลับหัวเราะคิกคักยิ่งกว่าเดิม
ซ่งชูอียกมือเป็นนัยว่าไม่ให้พวกเขาใส่ใจ สายตา
มองสำรวจเด็กสาวด้วยความเย้าแหย่ หัวเราะ
พร้อมกล่าวด้วยภาษาปา “ข้าอ่อนแอหรือไม่นั้น
ตอนนี้ยากที่จะมองเห็น แต่ว่า…ไก่ฟั้าปั่าที่อยู่ใน
ระยะการเป็นสัดบนเนินเขาตัวนั้นหน้าอกไม่ใหญ่
เอวก็อ้วน สะโพกเล็กเกินไป ท่าทางไม่น่าจะออก
ไข่ได้ ข้าเห็นหมดทุกอย่างแล้ว!”
“เจ้า!” ในเวลานี้เด็กสาวน้ำตาคลอเบ้า ร้องไห้
ตะโกนหา “พี่สาว” ระหว่างที่วิ่งลงเนินเขาไป
“ท่าน ท่านไปพูดอะไรถึงสามารถทำให้แม่นาง
ดุดันคนนั้นร้องไห้ได้?” จี้ฮ่วนดวงตาเป็นประกาย
ที่จริงเขาก็อยากเรียนรู้วิธีจัดการกับเด็กสาวชาว
ปาผู้เปียมด้วยความกะตือรือร้นเหล่านี้
ซ่งชูอีจัดกระชับคอเสื้อ ยิ้มให้เขาด้วยความลึกลับ
จี้ฮ่วนมองไปยังจี๋อวี่เพื่อขอความช่วยเหลือ
จี๋อวี่เงียบงันไปครู่หนึ่ง กล่าวสรุปว่า “ใช้วิธี
นักเลงเล่นงานกับนักเลง ยากที่จะมีศีลธรรม”
หากจะมองแก่นแท้ผ่านเหตุการณ์นี้ก็พอจะสรุป
ได้ประมาณนี้ เนื้อหาที่ซ่งชูอีกล่าวเมื่อครู่ไม่
สำคัญอีกแล้ว จี้ฮ่วนพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
“รออยู่ที่นี่เถิด เพื่อปั้องการไม่ให้หาไปหามาแล้ว
คลาดกันอีก” ซ่งชูอีเอ่ย
แสงอาทิตย์ยามฤดูใบไม้ผลิสดใสและอบอุ่น ซ่งชู
อีเอามือสอดไว้ในแขนเสื้อ ท่าทางเพลิดเพลิน
เป็นอย่างยิ่ง
ไม่รู้ว่าสุนัขสีเหลืองตัวหนึ่งวิ่งมาจากไหน เห่า
เสียงดังโฮ่งโฮ่ง ราวกับกำลังขับไล่บุคคลเหล่านี้ที่
จู่ๆ ลุกล้ำเข้าไปในอาณาเขต ซ่งชูอีหลุบตาลงม
องมันก็ยิ้มน้อยๆ หยิบเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งออกมา
จากแขนเสื้อแล้วโยนให้มัน
ตั้งแต่ที่เลี้ยงไปั๋เริ่น นางก็คุ้นเคยกับการยัดเนื้อ
แห้งบางส่วนไว้บนร่างกาย
“จิตใจเยี่ยงสุนัข กินอิ่มจากไปก็ไม่รู้ว่าข้าแซ่อะไร
แล้ว” ซ่งชูอีพูดพลางหยิบเนื้ออีกชิ้นไว้ในมือ
คุกเข่าลงแหย่ลูกสุนัขสีเหลืองตัวนั้น
จี๋อวี่กับจี้ฮ่วนจอดรถม้าเรียบร้อยแล้วก็ยืนค้ำดาบ
อารักขาอยู่ข้างๆ ทั้งสองคนรูปร่างกำยำ ความสูง
ของจี๋อวี่ถือเป็นเรื่องปกติในรัฐฉิน ทว่าจี้ฮ่วนกลับ
เป็นเหมือนหอคอยขนาดย่อมและมีแนวโน้มที่จะ
สง่าผ่าเผยขึ้นเรื่อย ๆ
เด็กสาวรวบรวมกำลังคนกลุ่มหนึ่งมา “โจมตีขับ
ไล่” เมื่อพวกเขาเห็นทั้งสองคนในแวบแรกก็อด
ไม่ได้ที่จะวิตกกังวลเล็กน้อย เด็กสาวหลายคนใจ
อ่อนปวกเปียกจนเกือบจะลืมจุดประสงค์ในการ
มาครั้งนี้ไปแล้ว
เมื่อครู่เพราะเด็กสาวอยู่บนเดินเขาจึงไม่สามารถ
รู้สึกได้จริงๆ ว่าจี๋อวี่และจี้ฮ่วนสูงแค่ไหน คราวนี้
ก็อึ้งไปเล็กน้อยเช่นกัน ทว่าเมื่อปรายตาไปเห็นซ่ง
ชูอีที่กำลังสงบนิ่ง ความอัปยศก็พุ่งเข้าสู่หัวใจ
ทันที มือบอบบางชี้ไปที่นางพลางกล่าวว่า “เจ้า
ไก่อ่อนตัวนั้น ออกมาพูดเดี๋ยวนี้! เป็นถึงผู้ชาย
เหตุใดจึงแอบอยู่หลังผู้ชายเล่า! หน้าไม่อาย!”
“ปกติแล้วอ๋องของพวกเจ้าก็แอบอยู่หลังทหาร
รักษาการณ์มากมาย เช่นนั้นก็แสดงว่า…” ซ่งชูอี
ลูบคลำลูกสุนัขสีเหลือง ครั้นเงยหน้าขึ้นสำรวจ
รอบหนึ่ง สายตาก็หยุดอยู่ที่เอวของนาง
เอวของเด็กสาวไม่บอบบางจริงๆ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อนางรัดเข็มขัดจนแน่น ยิ่งแสดงให้
เห็นว่านางไม่มีความมั่นใจต่อเอวของตน ซ่งชูอี
จ้องมองจุดนั้นอย่างไม่ละสายตา
คนที่เหลือเห็นว่านางเพ่งพินิจอย่างหลงใหล ไม่รู้
ว่ามีอะไรที่แปลกไปจึงอดที่จะมองตามไม่ได้
ไม่รู้ว่าเพราะขุ่นเคืองหรือเพราะอับอาย เด็กสาว
ใบหน้าตึงเครียด ดวงตาแดงก่ำ
ซ่งชูอีจึงดึงสติกลับมา “เช่นนั้นก็แสดงว่า ฝั่าบาท
ของพวกเจ้าเป็นผู้ชายที่แอบอยู่หลังผู้ชาย เป็น
เกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเหมือนเขา”
“เจ้าคนถ่อย! อาเหลย จัดการมัน!” เด็กสาว
กล่าวอย่างโกรธแค้น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซ่งชูอีหัวเราะพรืดออกมา ตบๆ
หัวของลูกสุนัขสีเหลือง เลียนน้ำเสียงของเด็กสาว
บีบคอแล้วพูดว่า “เสี่ยวหวง กัดนาง!”
เด็กหนุ่มชาวปาผู้นั้นเพิ่งจะขยับเท้าก็หยุดชะงัก
กะทันหัน แม้ว่าเด็กสาวผู้นี้จะขี้กลั่นแกล้งอยู่บ้าง
ทว่ากิริยาของซ่งชูอีทำให้เขารู้สึกเหมือนตนถูก
เรียกดังสุนัข รู้สึกโกรธในใจเล็กน้อย
“อาเหลย เขารังแกข้า เจ้าไม่ช่วยข้าแก้แค้น
หรือ?” เด็กสาวพูดด้วยความน้อยอกน้อยใจ
คิ้วของอาเหลยผ่อนคลายเล็กน้อย ทว่าก็ยังไม่มีที
ท่าจะลงมือ เด็กสาวกระทืบเท้า มองไปยังคน
อื่นๆ “พวกเจ้าก็ไม่ช่วยข้าหรือ!”
ซ่งชูอีอดที่จะหลุดขำมิได้ นางมองออกว่าเมื่อครู่
เด็กสาวเพียงอยากที่จะออดอ้อนอาเหลยเท่านั้น
อาเหลยคนนั้นยังคงเป็นเหมือนเดิม ทว่าเด็กสาว
ร้อนใจเกินไปแล้ว
แน่นอนว่าซ่งชูอีจะไม่เปิดโอกาส ลุกขึ้นประสาน
มือคำนับอาเหลยผู้นั้น “ท่านผู้แข็งแรงท่านนี้
บัดนี้ข้ากำลังตามหาคน ไม่เข้าใจประเพณีอันดี
งามของชนเผ่าท่าน ไม่รู้ว่าทำให้แม่นางท่านนี้ผิด
ใจตรงไหน รู้สึกผิดอย่างยิ่ง ข้าน้อยยินดีที่จะขอ
ขมากับแม่นางผู้นี้”
แม้ว่าประชากรชาวปาจะหัวรั้นสักเพียงใด ทว่า
แม่นางก็ยังคงเป็นแม่นาง ต่อให้เด็กสาวผู้นี้จะ
กล่าวคำพูดเมื่อครู่อีกรอบต่อหน้าทุกคน ซ่งชูอีก็
จะหมอบลงกับพื้นแสดงความเคารพต่อนางทันที
ซ่งชูอียิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ตลอดเวลา ท่าทางนอบน้อม
เป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยกล่าวสิ่งใดหยาบคายเลยและ
ยิ่งขอโทษด้วยท่าทางที่ถ่อมตัวมากขึ้น ทุกคน
เห็นแล้วความโกรธก็เบาบางลง ในใจคิดว่าเมื่อ
ครู่น่าจะเป็นเพราะเด็กหนุ่มไม่เข้าใจประเพณี
ของรัฐปา ไม่มีเจตนาจะทำผิด
“อย่าฟังเขาพูดเหลวไหล เขา เขาด่าว่าข้าน่า
เกลียด” เด็กสาวกล่าวด้วยความร้อนใจ
ซ่งชูอีกล่าวด้วยความรู้สึกผิด “ข้าน้อยเห็นแม่
นางจากระยะไกล ตกตะลึงเพราะความงาม
ดังนั้นจึงคิดพูดจาบางอย่างเพื่อดูดดึงความสนใจ
ของแม่นาง ก็เหมือนกับที่แม่นางหัวเราะเกี้ยว
เสียงดังอยู่ที่เนินเขาเพื่อดึงดูดความสนใจของพี่
น้องสองท่านนี้ของข้า เฮ้อ! น่าเสียดาย ที่ข้าน้อย
รูปร่างไม่กำยำพอ แม่นางจึงไม่ยอมปรายตามอง
เลย”
ครั้นได้ยินเช่นนี้ อาเหลยผู้นั้นก็โมโหทันใด
ชำเลืองมองเด็กสาวด้วยความดุร้าย เบือนหน้า
จากไป
รัฐปาประเมินบุรุษตามความแข็งแกร่ง สำหรับ
หน้าตานั้นแค่พอไปวัดไปวาก็เป็นอันใช้ได้ ผู้ชาย
เช่นจี้ฮ่วนนับได้ว่าเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญรูปงามที่
หาได้ยากยิ่งในรัฐปา ทุกคนคิดว่ามันเป็นเรื่อง
ปกติที่จะเกี้ยวพาราสีผู้ชายที่กล้าหาญเช่นนี้
อย่างไรก็ดีซ่งชูอีดูออกว่าอาเหลยชอบเด็กสาวคน
นี้จึงได้กล่าวเช่นนี้ออกมา
เด็กสาวค้อนซ่งชูอีอย่างแรง หมุนตัวตามเขาไป
“อาเหลย! เจ้าอย่าฟังเขาพูดเหลวไหลนะ”
ตัวละครหลักไปแล้ว คนอื่นๆ ก็ทยอยกันจากไป
มีเพียงเด็กสาวสองสามคนที่ยังวอกแวกอยู่
“หวยจิน?”
ด้านหลังมีคนลองเรียกชื่อนาง
ลูกสุนัขสีเหลืองที่อยู่ข้างเท้าพุ่งเข้าไปด้วยความ
ร่าเริง ซ่งชูอีหันหลับกลับไป เห็นชายคนหนึ่งใน
ชุดคลุมผ้าโทรมๆ สีเทาเข้ม ไม่เหลือความหล่อ
เหลาเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป แม้ว่าใบหน้าของ
เขาจะแสดงให้เห็นถึงความผันผวนของชีวิต แต่
ดวงตาของเขาก็สะอาดและสดใสขึ้น เขามอง
หน้าของซ่งชูอีแล้วกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“ใช่เจ้าจริงด้วย!”
“จีอู้เม่ย!” ซ่งชูอีก้าวเท้ายาวๆ เข้าไป หัวเราะ
เอ่ยเสียงดัง “ก็ยังดูไม่จืดนี่นา?”
สำหรับบัณฑิตผู้แสวงหาความฝันนั้น แม้ว่าพวก
เขาจะใฝั่หาชีวิตที่มีเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา ทว่าสิ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือความสะดวกสบายทางจิต
วิญญาณ