กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 184 มีเจ้าอยู่จึงจะแตกต่าง
“หึหึ ก็พออยู่ได้” จีเหมียนยิ้มเอ่ย “ไป เข้าไปคุย
กันในบ้าน”
“ช้าก่อน ข้าอุตส่าห์ตามหาเจ้าจนพบ จะไม่
เตรียมของขวัญได้เยี่ยงไร?” ซ่งชูอีเอ่ย
จีเหมียนชำเลืองนางด้วยความสงสัย หมุนตัวมอง
หารอบทิศ ของขวัญที่ซ่งชูอีกล่าวถึง เกรงว่าจะ
ไม่ใช่ทรัพย์สินธรรมดา!
บริเวณโดยรอบนอกเหนือจากรถม้าแล้ว ก็ไม่มี
สถานที่อื่นที่บรรจุสิ่งของได้
ซ่งชูอีเห็นว่าเขามองถูกที่แล้วจึงเอ่ยขึ้น “ไม่ขึ้นไป
ดูรึ?”
“ลับๆ ล่อๆ เป็นสิ่งใดกัน?” จีเหมียนพูดพลาง
ก้าวเท้าขึ้นไปยังรถม้า
ขณะที่เขายังอยู่ห่างจากรถม้าสองจั้ง ประตูรถก็
ถูกเปิดออกจากด้านในแล้ว เด็กสาวรูปร่างผอม
เพรียวในชุดชวีจวีคนหนึ่งลงมาจากรถช้าๆ แล้ว
ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ดวงหน้าขนาดเท่าฝั่ามือ
คิ้วดุจควันดวงตาดุจหงส์ ไฝใต้ตาขวาเป็นสีแดง
จางๆ ภายใต้แสงอาทิตย์ แม้จะสวมชุดผ้าเนื้อ
หยาบสีเข้ม แต่ก็ไม่สามารถปกปิดท่าทางที่สง่า
งามของนางได้
จีเหมียนค่อยๆ หยุดเดิน มองไปที่เว่ย์เจียงด้วย
ความประหลาดใจ เนิ่นนานจึงเรียกด้วยเสียงที่
สั่นเครือเล็กน้อย “องค์หญิง”
“ไม่เจอกันนานกลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว”
น้ำตาของเว่ย์เจียงก็ไหลอาบใบหน้าโดยไม่ทันได้
ตั้งตัว นางสามารถตามหาเขาตามลำพังอย่างไม่
หวาดกลัวภยันตรายและสามารถฆ่าคนที่คุกคาม
นางโดยไร้เมตตา ด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดนี้
เพียงวินาทีที่พบกับจีเหมียนและได้ยินเขาเรียกว่า
“องค์หญิง” ทุกอย่างก็กลายเป็นความคับแค้นใจ
ไม่รู้จบ
จีเหมียนลุกลี้ลุกลนชั่วขณะ เดินก้าวเท้ายาวๆ
เข้าไป เอามือสอดเข้าไปในแขนเสื้อแต่กลับพบว่า
ไม่มีผ้าเช็ดหน้า จึงได้แต่ยกมือขึ้นใช้นิ้วปาดน้ำตา
ให้นาง “อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้”
เว่ย์เจียงเดินเข้าไปข้างหน้า เอื้อมมือมาโอบเอว
เขาเบาๆ “คิดถึงเจ้า รอคอยเจ้า ไม่เห็นเจ้า ข้า
กระวนกระวายใจ”
“เหมียนไร้คุณธรรมไร้ความสามารถจึงได้ทำกับ
เจ้าเยี่ยงนี้” จีเหมียนทอดถอนใจ ยกมือขึ้นกอด
นาง
ขณะที่อยู่ในรัฐเว่ย์ ไม่มีใครเทียบฝีมือการเดิน
หมากลิ่วปั๋อของจีเหมียนได้ และเขายังคิดลูกเล่น
ใหม่ๆ ออกมามากมายอยู่เสมอ ครั้นเว่ย์โหวจัด
งานเลี้ยงก็จะเชื้อเชิญบัณฑิตชื่อดังร่วมงาน จีเห
มียนก็ได้รับเชิญเช่นกันเนื่องจากชื่อเสียงด้านลิ่ว
ปั๋อที่ขจรขจาย ตอนที่เขาได้พบกับเว่ย์เจียงครั้ง
แรก นางยังเป็นเด็กผู้หญิงไร้เดียงสาตัวเล็กๆ
พวกเขาอยู่ในรัฐเว่ย์มาหลายปี ทว่าได้พบหน้ากัน
น้อยครั้งจนน่าสงสารโดยจะสื่อสารด้วยจดหมาย
เสียมากกว่า
การกอดครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ล้ำลึกดุจมหาสมุทร
และสั่นสะท้านยิ่งยวด
รักแท้ท่ามกลางโลกอันวุ่นวายยากที่จะลงเอย
ด้วยดี ครั้นได้เห็นคู่รักมารวมกันหลังจาก
ระยะทางหลายพันลี้แล้ว จี๋อวี่และจี้ฮ่วนก็อดที่จะ
รู้สึกซาบซึ้งมิได้
ผ่านไปเนิ่นนาน
ซ่งชูอีไอแห้งสองสามทีขัดจังหวะพวกเขา “จีอู้
เม่ย อาศัยช่วงพระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน พวกเรา
รีบรำลึกอดีตกันเถิด ตกกลางคืนพวกเจ้าค่อยจัด
งานมงคลกัน”
จี้ฮ่วนหมุนตัวเงียบๆ สีหน้าของจี๋อวี่ยังคงสงบนิ่ง
จีเหมียนหัวเราะแหะๆ สองสามที จับมือของเว่ย์
เจียงอย่างใจเย็นแล้วเดินเข้าไปหาซ่งชูอี
“ขอบคุณหวยจินที่ดูแลอาเจียง”
“จุ๊” ซ่งชูอีจิ๊ปาก “ช่างหน้าไม่อายจริงๆ เมื่อครู่
ยังเป็นองค์หญิง เพียงพริบตาเดียวกลายเป็นอา
เจียงไปแล้ว!”
จี้ฮ่วนเบะปาก คิดในใจ ‘กาเข้าฝูงกา หงส์เข้าฝูง
หงส์’
“ไป ไปโรงสุรากัน” จีเหมียนเอ่ย
ชนเผ่าแห่งนี้ใกล้กับอูเฉิงมาก นครแห่งนั้นยังเคย
เป็นครหลวงแห่งรัฐปา จนถึงบัดนี้ก็ยังสามารถ
มองเห็นความรุ่งเรืองและความมั่งคั่งในยุคนั้นได้
อย่างเลือนราง
ซ่งชูอีเอ่ย “พวกเจ้าได้พบกันหลังจากพลัดพราก
ยาวนาน เช่นนั้นพักอยู่ในเมืองดีหรือไม่? เจ้าคง
ไม่อยากทำให้องค์หญิงลำบากดอกกระมัง?”
เว่ย์เจียงมองจีเหมียน หยุดยั้งในสิ่งที่เขาต้องการ
จะพูด “แม้ว่าสถานที่จะโอ่อ่าเพียงใดล้วนสามัญ
มีเจ้าอยู่ด้วยจึงจะแตกต่าง”
แม้ว่ารัฐเว่ย์จะไม่ใช่รัฐมหาอำนาจ ทว่านางใน
ฐานะองค์หญิงแห่งรัฐก็เคยพบพานความหรูหรา
ของโลกมาไม่น้อย แต่นางกลับสามารถสลัดความ
รุ่งโรจน์และความมั่งคั่งทิ้งไปและไม่สนใจความ
ยากลำบาก อีกทั้งนางก็ยังเห็นชีวิตที่คับขันของจี
เหมียนในตอนนี้ การได้พบกันเป็นเรื่องน่ายินดี
อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง
ไปอีก
ซ่งชูอียิ้มเล็กน้อย ทว่ากลับลอบถอนหายใจ ‘อู้
เม่ยเอ๋ย ข้าส่งเว่ย์เจียงมาให้เจ้า เพื่อหวังว่าจะ
สามารถทำให้เจ้าเห็นโลกใบนี้ได้อย่างใจเย็น’
“เช่นนั้นก็ไปในบ้านเถิด” ซ่งชูเอ่ย
จี้ฮ่วนเข้าไปหาเสื่อสองผืนจากในบ้าน วางไว้ใต้
ต้นไม้ในลานบ้านแล้วไปต้มน้ำร้อนหม้อหนึ่ง จี๋อวี่
คุ้มกันเว่ย์เจียงไปสำรวจโดยรอบ
“ดื่มชาแทนสุรา” จีเหมียนยกถ้วยชาขึ้น
ซ่งชูอีก็ยกชาขึ้นเช่นกัน เพราะว่าน้ำชาร้อน
เกินไป ทั้งสองคนทำได้เพียงจิบเบาๆ คำหนึ่ง
“ตั้งแต่จากกันสบายดีไหม?” ซ่งชูอีวางถ้วยชาลง
ถามขึ้น
จีเหมียนยิ้มเอ่ย “สบายดี”
ซ่งชูอีเห็นการแสดงออกของเขาเช่นนี้ ก็รู้ว่าการ
ปฏิรูปในรัฐปานั้นมีโอกาสที่จะเป็นไปได้ นาง
ถอนหายใจอีกครั้ง “ข้าน่ะ นานทีๆ จะกล่าว
อย่างจริงจังสักครั้ง เจ้าอยากฟังหรือไม่?”
“ฟัง! เจ้าพูดเรื่องจริงจังก็เหมือนไม่จริงจังอยู่
เสมอ คราวนี้สอนให้ข้าเห็นวิธีบ้าง” จีเหมียนนั่ง
ตัวตรง
คำพูดนี้มิได้มีความจริงจังสักเท่าไร ทว่าซ่งชูอี
ยังคงเก็บอาการขี้เล่นตามปกติ กล่าวด้วยความ
ขึงขัง “ปาสู่ไม่สามารถปฏิรูปได้ตั้งแต่แรก
โดยเฉพาะรัฐปา”
นี่เป็นครั้งแรกที่จีเหมียนเห็นนางจริงจังเพียงนี้
อึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็จริงจังขึ้นมาด้วย “เพราะ
เหตุใด? ข้าเพิ่งจะเปิดความสัมพันธ์ไปเมื่อวัน
ก่อน ข้ามั่นใจว่าข้าจะทำให้ปาอ๋องสนใจได้”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการที่เจ็ดมหานครรัฐปฏิรูป เหตุ
ใดมีเพียงรัฐฉินที่ปฏิรูปได้อย่างทั่วถึง ทว่าหกรัฐที่
เหลือกลับทำได้เพียงผิวเผิน?” ซ่งชูอีเอ่ยถาม
จีเหมียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เพราะว่าบัดนั้นรัฐฉิน
เสื่อมโทรมหนักหนาแล้ว จำเป็นต้องมีกำลังคน
เพื่อพลิกกระแสอย่างเร่งด่วน ซางจวินเป็น
เหมือนความหวังเส้นสุดท้าย แน่นอนว่าฉินเซี่ยว
กงจะต้องจับไว้ให้มั่น”
ซ่งชูอีส่ายหน้า “สิ่งที่เจ้าพูดมันไม่ใช่พื้นฐาน”
นางนิ่งไปสักพัก เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า “พื้นฐานก็
คือ ‘ล้มแล้วลุกได้’ สี่คำนี้! อีกทั้งเหล่าจื่อเคย
กล่าวไว้ว่า ‘การปกครองรัฐใหญ่ก็เหมือนกับการ
ปรุงสุกเนื้อชิ้นเล็ก’ มีจวินรัฐใดบ้างที่ไม่
ระมัดระวัง? ตั้งแต่ครั้นโบราณกาลจะมีสักกี่คนที่
กล้าที่จะ ‘ล้มก่อน’?”
เนื้อปลานุ่มจำต้องพลิกอย่างระมัดระวังขณะปรุง
อาหาร จะผลีผลามมิได้ การเปรียบเทียบนี้มี
ความชัดเจนมาก
จีเหมียนพยักหน้าเห็นด้วย
“นี่เป็นเพียงข้อแรก ข้อที่สอง สาเหตุที่การปฏิรูป
ของรัฐต่างๆ ไม่ทั่วถึงก็เป็นเพราะอำนาจของ
เหล่าตระกูลที่ซับซ้อน นอกเหนือจากนี้ก็คือ
‘ประชาชน’ ประชาชนสามารถยอมรับการโค่น
ล้มกฎที่พวกเขาคุ้นเคยได้หรือ?” ครั้นซ่งชูอีพูด
ถึงตรงนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่สนใจสีหน้าของจีเห
มียนอีก หันไปมองทิวทัศน์นอกกำแพงดิน
“ยกตัวอย่างเช่นราชวงศ์โจว ทุกคนรู้กฎหมายโจ
วเป็นอย่างดี หากโค่นล้มกฎหมายโจวอย่าง
บุ่มบ่ามจะไม่วุ่นวายได้เยี่ยงไร? บัดนั้นระบบ
กฎหมายของรัฐฉินยุ่งเหยิง ภูเขาและแม่น้ำก็
พังทลาย แม้ชาวฉินดุร้ายแต่สามารถแยกแยะ
ถูกผิด การปฏิรูปของซางจวิน แม้จะอาศัยเวลา
เหมาะสม สภาพทางภูมิศาสตร์และสังคม
เอื้ออำนวยก็ยังยากลำบากเพียงนี้ นับประสา
อะไรกับเรื่องอื่นเล่า?”
ปาสู่สืบสานวัฒนธรรมที่เป็นอิสระมาตั้งแต่สมัย
โบราณและแตกต่างกับวัฒนธรรมของจงหยวน
โดยสิ้นเชิง มีความเชื่อในภูติผีและเทพเจ้าที่ไม่
สั่นคลอน กฎเกณฑ์ล้วนอยู่ในมือของจอมเวทย์ผู้
ยิ่งใหญ่เหล่านั้น แม้ว่าจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ใน
ปัจจุบันจะค่อยๆ ลดลง แต่ก็ยังไม่สามารถ
สั่นคลอนกองกำลังทั้งหมดได้
“อู้เม่ย บัดนี้ ‘เวลาที่เหมาะสม’ ได้ผ่านพ้นไป
แล้ว อย่าได้ฝืนเลย” ซ่งชูอีหันหน้ามองจีเหมียน
เจ้าดูเอาเองเถิด ยุคสมัยแห่งบัณฑิตสำนักนิติ
ธรรมผ่านพ้นไปแล้ว กลยุทธ์จะเข้ามารับช่วงต่อ
ในอนาคต ซ่งชูอีกลืนประโยคนี้เข้าไปหลังจาก
เห็นสีหน้าไม่เห็นด้วยของจีเหมียน
“ช่างเถิด ชาวนิติธรรมเป็นพวกหัวแข็ง ข้าพูด
เจ้าฟัง หากคิดว่ามีเหตุผลก็พิจารณาเสีย หากคิด
ว่าไม่น่าเชื่อถือก็คิดเสียว่าเป็นลมแรงที่พัดผ่าน”
ซ่งชูอียิ้มพลางยกถ้วยชาขึ้น “ไม่เจอกันนาน ข้า
ดื่มให้เจ้า”