กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 188 เจ้าอ้วนชั้นดี
“ได้ยินว่าท่านกับจวงจื่อมาจากสำนักเดียวกัน ข้า
ก็ชอบสำนักเต๋ามาก ไม่ทราบว่าท่านกับจวงจื่
อใครมีความรู้ลึกซึ้งมากกว่ากัน?” องค์รัชทายาท
ดูเหมือนคนหนุ่มที่ขาดความกระฉับกระเฉง
ซ่งชูอีเม้มริมฝีปาก กลั้นยิ้ม “กระหม่อมพึงพอใจ
ด้วยความรู้สึกน้อยนิดเท่านั้น ไม่สามารถ
เปรียบเทียบตัวเองกับจวงจื่อได้”
องค์รัชทายาทถอนหายใจ กล่าวด้วยสีหน้าอิจฉา
“ข้าก็พึงพอใจกับความรู้เพียงน้อยนิด เพียงแต่ไม่
อิสระเท่าท่าน”
ครั้นซ่งชูอีได้ยินดังนี้แล้ว การกลั้นยิ้มแทบจะเป็น
การเผยอาการบาดเจ็บภายในออกมา พลันคิดใน
ใจว่าก็มิเคยเห็นเจ้าเรียนรู้อย่างลึกซึ้งเท่าใดนี่นา!
“อิสระของท่านล้วนขึ้นอยู่กับฝั่าบาท ขอเพียงฝั่า
บาทมีความสุข ท่านก็ทำอะไรได้ตามใจชอบมิใช่
หรือ?” ซ่งชูอีเอ่ย
องค์รัชทายาทตอบด้วยความจริงใจ “สิ่งที่ทำให้
เสด็จพ่อมีความสุขได้ก็มีแต่หญิงงาม”
ซ่งชูอีดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าเด็กคนนี้ปูทางมาให้
และถกเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง “มันก็ไม่แน่หรอก
กระหม่อมได้ยินมาว่าฮองเฮาก็มีความงามอันโดด
เด่น”
“หึ วาจาของท่านเมตตาเกินไปแล้ว เสด็จแม่ของ
ข้าห่างไกลจากความงามอันโดดเด่นมากนัก!”
องค์รัชทายาทเอ่ย
เจ้าเด็กสารเลว! ซ่งชูอีคิดในใจว่าหากเขาเป็นลูก
ของนาง จะต้องสับขาของเขาทิ้งเป็นแน่ สู่
ฮองเฮาผู้น่าสงสารเลี้ยงให้เขาอ้วนเพียงนี้โดย
เปล่าประโยชน์เลย!
แม้นจะคิดเช่นนี้ ทว่าบนใบหน้าของซ่งชูอียังคง
อ่อนโยนมาก “แค่ก หญิงงามจื่อเฉาไร้ที่เปรียบ
โดยแท้ ฝั่าบาทมอบหมายเรื่องที่สำคัญเช่นนี้ให้
ท่าน ขอเพียงหญิงงามเข้ารัฐสู่อย่างปลอดภัย ฝั่า
บาทจะต้องดีพระทัยเป็นแน่ ถึงตอนนั้นไม่ว่าท่าน
จะต้องการทำอะไรก็เพียงเอ่ยคำเดียวมิใช่หรือ?”
เจ้าอ้วนบิดมือไปมา เอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ท่าน
กล่าวได้ถูกต้อง เสด็จพ่อกล่าวว่าท่านเป็นคนที่
น่าสนใจมาก เป็นเช่นนั้นจริงๆ”
“เช่นนั้นหรือ ฝั่าบาทเอ่ยชมเยี่ยงนี้…”
ซ่งชูอียังกล่าวคำถ่อมตัวไม่ทันจบก็ได้ยินเขาพูด
ต่อ “ทว่าเสด็จแม่ไม่ใคร่โปรดปรานท่านเท่าใด
นัก บอกว่าท่านมีแผนการชั่วร้ายแอบแฝง ดูก็รู้
แล้วว่าเป็นขุนนางสอพลอเจ้าเล่ห์”
“เอ่อ” ซ่งชูอีข่มความรู้สึกเกรี้ยวกราดเอาไว้
กล่าวอย่างใจเย็น “นั่นเป็นเพราะว่าฮองเฮายัง
ไม่ได้รู้จักกระหม่อมอย่างลึกซึ้ง”
เดิมทีฮองเฮาล้วนเป็นคนเสาะหาหญิงงามให้สู่
อ๋อง ในเวลานั้นสู่อ๋องยังนึกถึงความดีอยู่บ้าง
ทว่านับตั้งแต่ซ่งชูอีขโมยชามข้าวของฮองเฮาไป
บัดนี้สู่อ๋องก็มิได้ย่างกรายเข้ามาในห้องฮองเฮา
ร่วมครึ่งปีแล้ว นางจะไม่เกลียดชังได้เยี่ยงไร?
เนื่องด้วยความประจบสอพลอโดยตั้งใจและมิได้
ตั้งใจของซ่งชูอี ทั้งสองคนจึง “สนทนากันอย่างมี
ความสุข” องค์รัชทายาทรู้สึกว่าในที่สุดก็ได้พบ
สหายรู้ใจหลังจากผ่านมาหลายปี ต้องการลากซ่ง
ชูอีไปดูการก่อสร้างถนนไม้กระดานให้ได้
เพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัย ซ่งชูอีพยายามอย่าง
เต็มที่ที่จะปฏิเสธ ทันทีที่นางออกไปจากตรงนี้
นกพิราบก็บินออกจากค่ายทันที
ซ่งชูอีเงยหน้ามองนกพิราบที่บินผ่านศีรษะไป ริม
ฝีปากทำมุมยิ้มที่เล็กที่สุด
สู่อ๋องไม่เคยเชื่อใจนางอย่างแท้จริง นางก็รู้ว่ามี
คนเฝั้ามองมาโดยตลอด อย่างไรก็ดีนางก็มั่นใจว่า
แผนการของตัวเองกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่ง
เพราะการเฝั้ามองเช่นนี้
บทสนทนาระหว่างซ่งชูอีและองค์รัชทายาทล้วน
เป็นเรื่องตลกขบขัน ไม่มีคำใดที่กล่าวถึงการเมือง
ของฉินสู่เลย นับประสาอะไรกับการเมืองของรัฐ
สู่ ทว่านางก็ได้ทำสิ่งที่นางควรทำแล้ว องค์รัช
ทายาทต้องการจะทำให้สู่อ๋องพึงพอใจจึงกลัวที่
จะทำเรื่องนี้พัง อีกทั้งเส้นทางบนภูเขามีความ
ลำบาก ทางไม้กระดานก็มีความสำคัญสูงสุด
หากต้องการรับประกันว่าจะไม่เกิดเรื่อง จะต้อง
สร้างถนนไม้กระดานให้แข็งแรงที่สุด
ถนนไม้กระดานแข็งแรง การรื้อถอนก็เป็นเรื่อง
ยากเข็ญแล้ว
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ หากจะทำอะไรเพิ่มเติมก็จะ
เป็นสิ่งที่มากเกินความจำเป็น ซ่งชูอีเพียงหา
ช่องว่างส่งมอบภาพวาดภูมิประเทศรัฐสู่ในมือ
ให้กับซือหม่าชั่ว แล้วตนก็จากไปกับไปั๋เริ่น จี๋อวี่
และจี้ฮ่วน
ปลายเดือนเจ็ด
สงครามของปาฉู่สองรัฐหยุดชะงัก สุดท้ายก็จบ
ลงด้วยการล่าถอยของรัฐฉู่
แม้ว่าสงครามครั้งนี้จะยังคงเป็นความล้มเหลว
สำหรับรัฐฉู่ ทว่าการบุกโจมตีดินแดนปาครั้งแรก
ก็เป็นกำลังใจให้กับผู้คนทุกระดับในรัฐฉู่ อีกทั้งรัฐ
ฉู่ก็ได้สร้างคนรุ่นใหม่จากสงครามครั้งนี้ หลง
กู่ปูั้วั่งสะดุดตาที่สุดในบรรดาพวกเขาและได้รับ
ความชื่นชมจากท่านแม่ทัพสยงเว่ยค่อนข้างมาก
เป็นไปตามการคาดการณ์ของซ่งชูอี ตำแหน่งรอง
แม่ทัพของหลงกู่ปูั้วั่งนั้นมั่นคงแล้ว
กองทัพของรัฐฉู่มีหลายแสน ตำแหน่งรองแม่ทัพ
ไม่นับว่าสูงนัก ทว่าเขาสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่ง
นี้ในวัยสิบแปดก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเด็กหนุ่มผู้มี
ความสามารถไม่กี่คนนับตั้งแต่ก่อตั้งรัฐฉู่
ส่วนสงครามระหว่างฉินและหานมิได้เกิดเป็น
สงครามใหญ่โตเนื่องด้วยการไกล่เกลี่ยของจางอี๋
รัฐฉินสูญเสียทรัพย์สินเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่
การแสดงความอ่อนแอต่อรัฐข้างเคียงบ่อยครั้ง
เช่นนี้ก็ค่อยๆ ขจัดความระวังตัวของสู่อ๋องออกไป
กลางเดือนสิบสอง
สู่อ๋องเยี่ยมชมด่านเจียเหมิง รัฐสู่ที่หิมะตกน้อย
มากบัดนี้มีหิมะโปรยปราย สู่อ๋องเกิดความคิด
ขึ้นมาฉับพลัน มีราชโองการให้ล่าคนหนึ่งหมื่นคน
จากนั้นก็เขียนจดหมายฉบับหนึ่งให้กับอิ๋งซื่อ
นครเสียนหยางในช่วงกลางฤดูหนาวถูกปกคลุม
ไปด้วยหิมะตกหนัก ทว่าท้องพระโรงใน
พระราชวังเสียนหยานกลับลุกเป็นไฟเพราะ
จดหมายฉบับหนึ่งจากสู่อ๋อง
กลุ่มขุนนางด้านล่างท้องพระโรงมีหลากหลาย
อารมณ์ บ้างโกรธเกรี้ยว บ้างเป็นกังวล ราวกับ
หม้อเกี๊ยวที่กำลังเดือดพล่าน การถกเถียงเป็นไป
อย่างคึกคัก
อิ๋งซื่อในชุดจีนสีดำบนพระที่นั่งหลักนั่งนิ่งราวกับ
รูปปัน รอจนพวกเขาถกเถียงกันเหนื่อยได้ที่แล้ว
จึงขยับไหวร่างกายเล็กน้อย “ชิงทุกท่านเห็นว่า
ควรจะตอบสนองเช่นไร?”
“สู่อ๋องที่อาศัยอยู่ในรูนั่นหยิ่งผยองและหยาบ
คายเพียงนี้ หากฝั่าบาทไปแล้ว ต้าฉินจะเอาหน้า
ไว้ที่ไหน!” มีคนพูดขึ้นด้วยความโมโห
ทันทีที่สิ้นวาจาก็มีเสียงสะท้อนมากมาย ชั่วขณะ
หนึ่งแขนเสื้อลอยอยู่ในท้องพระโรงพรึ่บพรั่บ
พวกเขาค้อมคำนับลงและกล่าวโดยพร้อมเพรียง
กัน “ขอฝั่าบาททรงพิจารณา”
ไม่น่าแปลกใจเลยที่บรรดาขุนนางไม่พอใจ
เนื้อหาทั่วไปในจดหมายจากสู่อ๋องคือ ‘ข้าจะ
จัดการฝึกซ้อมทหารครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการ
สรรเสริญ หากเจ้ามีความสนใจก็มาดูได้ ข้าจะหา
เวลามาพบเจ้า’
ทว่าก็มีคนคัดค้าน “วาจาปลุกระดมเพียงนี้จะไม่
ไปได้เยี่ยงไร?! หากไม่แยแสเลย ต้าฉินจะมีหน้า
เช่นนั้นหรือ? กระหม่อมยินดีที่จะนำกองทัพไป
เหยียบรัฐสู่ให้เรียบ!”
ไม่มีใครเต็มใจที่จะพูดต่อจากวาจาอันยิ่งใหญ่นี้
เนิ่นนาน
“ทุกท่านเลิกประชุมไปหารือกันก่อน กว่าเหรินก็
จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครา พรุ่งนี้ค่อยหารือ
กันระหว่างประชุมราชสำนัก” อิ๋งซื่อลุกขึ้น
ทุกคนลุกขึ้นน้อมส่ง
ครั้นออกจากท้องพระโรง อิ๋งซื่อก็สั่งให้คนไปเชิญ
กงซุนเหยี่ยนและจางอี๋เข้ามาในหออักษร
“ถวายบังคมฝั่าบาท” ทั้งสองคนค้อมคำนับโดย
พร้อมเพรียงกัน
อิ๋งซื่อกำลังมองกระดานหมาก ได้ยินเสียงก็เงย
หน้าขึ้น “ทั้งสองท่านไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่ง”
หลังจากกงซุนเหยี่ยนกับจางอี๋นั่งลงแล้ว อิ๋งซื่อ
เอ่ยขึ้น “ซีโส่วกับจางจื่อเห็นกระดานหมากนี้แล้ว
จะแก้เยี่ยงไร?”
กงซุนเหยี่ยนหลุบตามอง “เสือร้ายในกรง
หนทางเดียวคือทลายกรงจึงจะออกมาได้”
“มีวิธีทลายเยี่ยงไร?” อิ๋งซื่อเอ่ยถาม
“ถนนไม้กระดานดูเหมือนใกล้สมบูรณ์แล้ว สู่อ๋อง
ก็ปลุกเร้าเพียงนี้ เป็นโอกาสฟั้าประทาน ฝั่าบาท
ก็ทนแบกความอัปยศอดสูไปหาเขาสักครา ทำให้
เขาสับสน ขณะเดียวกันเมื่อฝั่าบาทออกเดินทาง
จำต้องมีขบวนทหารคุ้มกัน ก็สามารถใช้ข้ออ้างนี้
เพื่อซ่อนการเดินทัพ” กงซุนเหยี่ยนกล่าวด้วย
ความเด็ดขาด
กงซุนเหยี่ยนไม่รู้ว่ามีคนชื่อซ่งชูอีอยู่ ดังนั้นก็ไม่รู้
ว่านี่มิใช่โอกาสฟั้าประทาน แต่เป็นฝีมือของใคร
บางคนสร้างขึ้น
อย่างไรก็ดีคำพูดของเขานี้ทำให้อิ๋งซื่อเชื่อมั่นใน
ความสามารถของซ่งชูอีเพิ่มมากขึ้น
อิ๋งซื่อเห็นว่าจางอี๋ที่อยู่ข้างๆ เอามือสอดไว้ใน
แขนเสื้อจ้องมองกระดานหมากครู่ใหญ่ไม่พูดจา
จึงเอ่ยขึ้น “จางจื่อเงียบงัน หรือว่ามีความเห็น
อื่น?”
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่ซีโส่วกล่าวตรงกับที่
กระหม่อมต้องการจะพูด” จางอี๋ลังเลครู่หนึ่งก็
พูดต่อ “เพียงแต่เมื่อมองกระดานหมากนี้อย่าง
ละเอียดแล้ว หมากเดินสะเปะสะปะ ดูไม่เหมือน
การเดินหมากที่ถูกต้อง หรือว่าฝั่าบาทจงใจ
ทดสอบพวกกระหม่อม?”
ใบหน้าเย็นเยียบของอิ๋งซื่อมีประกายรอยยิ้มวูบ
ผ่านจางๆ
กงซุนเหยี่ยนครุ่นคิดพลันเอ่ยขึ้น “จางจื่อสายตา
ดีนัก ทว่าท่านก็น่าจะรู้ว่าจิตใจของฝั่าบาทมิได้
อยู่ที่นี่”
“ใช่แล้ว จิตใจมิได้อยู่ที่นี่ ซีโส่วคิดว่าสู่อ๋องก็เดิน
หมากเช่นนี้แต่มาหาคำตอบอื่นๆ จากฝั่าบาท
หรือไม่?” จางอี๋ยิ้มเอ่ย
แน่นอน! รัฐฉินแสดงความอ่อนแอต่อรัฐเพื่อน
บ้านไม่หยุดหย่อน ไม่แน่ว่าสู่อ๋องจงใจฉวยโอกาส
นี้หยั่งเชิงเพื่อรอดูว่ารัฐฉินจะมีความเคลื่อนไหวที่
ต่างออกไปเยี่ยงไร