กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 189 รอยขีดข่วนบนใบหน้า
ต้นเดือนหนึ่ง อิ๋งซื่อไม่ฟังคำคัดค้านของเหล่าขุน
นาง พาทหารอารักขาสามร้อยกว่านายไปยังฮั่น
จงเงียบๆ
กลุ่มเหล็กสีดำขี่ตรงไปยังฮั่นจงในทุ่งหิมะอัน
กว้างใหญ่ราวกับลูกศร
หิมะหนักปกคลุมหล่งซี อย่างไรตามทัศนียภาพ
ตรงทางแยกภูเขาระหว่างชายแดนฉินสู่นั้นแปลก
ตาเป็นอย่างยิ่ง ด้านที่อยู่ใกล้กับหล่งซีขาวโพลน
ไปด้วยหิมะ อีกด้านหนึ่งกลับเป็นทะเลแห่งพง
ไพร โดยเฉพาะบริเวณเชิงเขานั้นเขียวชอุ่มยิ่ง
กว่า ซ่งชูอีกำลังแบกตะกล้าไผ่ พาไปั๋เริ่นเด็ดยา
อยู่ที่นี่
ไปั๋เริ่นตามหลังซ่งชูอีด้วยอาการเศร้าสร้อย มัน
เป็นหมาปั่าหิมะตัวหนึ่ง ปรับตัวได้ดีกับสภาพ
อากาศหนาวเย็นมากกว่า ความรู้สึกอุ่นๆ ชื้นๆ
เช่นนี้ แม้แต่มนุษย์เองก็ยังรู้สึกไม่สบายตัว
นับประสาอะไรกับมันเล่า?
“เจ้าก็ไปเล่นที่เขาทางนั้นดีหรือไม่?” ซ่งชูอีเอ่ย
ถาม
ไม่รู้ว่าไปั๋เริ่นฟังรู้เรื่องหรือไม่ มันเหลือบตาขึ้น
มองอย่างเกียจคร้าน เขย่าหูขนปุกปุย หาก้อน
หินแล้วปีนขึ้นไป
“ท่าน!” จี้ฮ่วนวิ่งเข้ามาด้วยความรีบร้อน สีหน้า
ร้อนรน “ท่าน สู่อ๋องส่งคนมาจับท่าน”
ซ่งชูอีเห็นว่าโสมที่ขุดพบยังมีขนาดไม่เท่านิ้วก้อย
ด้วยซ้ำจึงเอามันฝังดิน เงยหน้าถามว่า “เรื่อง
อะไร?”
“มีทหารหลายร้อยมาแล้ว บอกว่าจะเชิญท่าน
กลับไป ทว่าท่าทางไม่ใคร่ดีนัก” จี้ฮ่วนเอ่ยถาม
ด้วยความสงสัย “ท่าน ถ้าอย่างไรพวกเรากลับรัฐ
ฉินกันเถิด?”
ซ่งชูอีลุกขึ้น เงยหน้ามองท้องฟั้า ครุ่นคิดก่อนเอ่ย
ว่า “นี่มันปีใดเดือนใดแล้วรึ?”
“เดือนหนึ่งวันที่หนึ่ง” จี้ฮ่วนพูดจบก็มีปฏิกิริยา
ตอบสนองทันใด “หรือว่าวันนี้คือวันเกิดของ
ท่าน?”
“มารดาของข้าจากไปเร็ว ตาแก่ในบ้านนั่นบอก
ว่าข้าน่าจะเกิดราวๆ วันที่หนึ่งเดือนหนึ่ง” ซ่งชูอี
เอ่ยอย่างจนใจ
บิดาของซ่งชูอีตั้งชื่อ “ชูอี (วันที่หนึ่ง)” ให้นาง
เพื่อที่จะจำวันเกิดของนางได้ ทว่าหลังจากผ่าน
ไปหลายปี ตาแก่กลับบอกว่าเขาลืมว่านางเกิด
เดือนไหน ขณะที่ส่งนางให้จวงจื่อด้วยตัวเองก็
เอ่ยว่า ‘จำได้ว่าเป็นฤดูหนาว น่าจะเกิดในเดือนที่
หนึ่ง ข้าจึงตั้งชื่อรองให้นางว่าอิ๋นเยวี่ย (เดือน
หนึ่ง) แม้ข้าจะคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว ทว่าหากภาย
ภาคหน้ามีชื่อที่ดียิ่งกว่าก็สามารถเปลี่ยนได้’
ขณะที่จวงจื่อเปลี่ยนชื่อรองให้ซ่งชูอีก็กล่าวคำสั่ง
เสียนี้ให้ฟัง ในขณะนั้นนางนึกว่าบิดาของนาง
เป็นตาแก่เลอะเลือน จนกระทั่งหลังจากผ่าน
ประสบการณ์มากมายจึงได้เข้าใจว่า เพราะว่า
เขาไม่ต้องการจดจำวันตายของภรรยาต่างหาก
ส่วนคำว่า “อิ๋นเยวี่ย” เขาอาจจะคิดว่ามันดีจริงๆ
หรือเป็นเพียงการบอกจวงจื่ออย่างนุ่มนวลว่าเขา
หวังว่าบุตรสาวของตนจะมีชื่อรอง หวังว่า
บุตรสาวของตนจะต่างจากคนอื่น
ที่จริงเมื่อคิดๆ ดูแล้ว บิดาของนางเป็นบุคคลที่มี
ภูมิปัญญาที่ซ่อนอยู่ เพราะเรียกว่าซ่อนจึงมิได้
เปิดเผยออกมา ซึ่งก็หมายถึงคนฉลาดแต่กลับ
มิได้เปิดเผย
“บางทีข้าอาจจะเกิดในเดือนอิ๋นเยวี่ยจริงๆ” ซ่งชู
อีหัวเราะเอ่ย “บังเอิญเสียจริง”
“ประเดี๋ยวกลับไปปรุงเนื้อกวางกิน” จี้ฮ่วนพูด
จบก็นึกขึ้นได้ว่าตนถูกเปลี่ยนหัวข้อ “ท่าน สู่อ๋อง
ส่งทหารหลายร้อยนายมาเชิญท่าน พวกเราจะไป
หรือไม่เล่า?”
“หลายร้อยนาย พวกเรามีเพียงสี่คน จะหนีได้
หรือ!” ซ่งชูอียัดตะกร้าไผ่ใส่หน้าอกของจี้ฮ่วน
เดินไปยังลานไม้ไผ่เล็กๆ ที่เป็นที่พักชั่วคราว
สี่คน? จี้ฮ่วนนึกครู่หนึ่งจึงเข้าใจว่าคนที่สี่ก็คือไปั๋
เริ่น
จี้ฮ่วนตามไป “พี่ใหญ่ให้ข้ามาส่งข่าวก่อนและ
ต้องการถามความประสงค์ของท่าน หากพวกมัน
มีเจตนาไม่ดี ก็จะให้ข้าคุ้มกันท่านจากไป”
ก้าวเดินของซ่งชูอีหยุดชะงัก ซาบซึ้งโชคของ
ตัวเองอยู่ในใจ นางต้องสร้างกรรมดีมากเพียงใด
ชาตินี้จึงสามารถพบกับจี๋อวี่ผู้จงรักภักดีเช่นนี้!
“ไม่เป็นไร คาดว่าน่าจะเป็นเพราะฉินกงรับคำ
เชิญมาพบสู่อ๋อง” ซ่งชูอีกล่าว
เนื่องจากสู่อ๋องวางตัวเย่อหยิ่ง การเรียกซ่งชูอีไป
ที่ฮั่นจง เกรงว่าจะเป็นเพียงการดูถูกถากถางฉิน
กงเท่านั้น ‘ดูสิ คนของรัฐฉินพวกเจ้าล้วนมาที่รัฐ
สู่ของพวกข้าแล้ว’
สำหรับคนจำนวนมาก มันไม่มีอะไรนอกเสียจาก
กลัวว่าซ่งชูอีจะไม่กล้าพบหน้าฉินกง สำหรับรัฐสู่
แล้ว ซ่งชูอีเป็นเพียงคนที่สามารถพูดจาเย้าแหย่สู่
อ๋องไม่กี่คำและทำให้เขาเบิกบานใจเพียงครั้ง
คราวเท่านั้น จึงเป็นธรรมชาติที่ทุกคนในรัฐสู่จะ
ไม่เคารพนางเหมือนกับที่เคารพขุนนางชั้นสูง
คราวนี้หากนางไม่เชื่อฟัง ผลลัพธ์ก็จะกลับ
ตาลปัตรทันที
จะว่าไปแล้ว สู่อ๋องก็ประเมินความหน้าด้านของ
ซ่งชูอีต่ำไป อย่าว่าแต่นางจากรัฐฉินมาชั่วคราว
เพื่อทำตามแผนเลย หากนางออกมาจากรัฐฉิน
จริงๆ นางก็ยังมีหน้าไปพบฉินกง
ซ่งชูอีเดินเข้าไปในทะเลไผ่ขนาดใหญ่และปีนขึ้น
บันไดไป หลังจากนั้นไม่นานก็เห็นว่าลานเล็กๆ
ในปั่าไผ่ถูกปิดล้อมโดยคนสามสี่ร้อยคน มีคนเห็น
ซ่งชูอีพาหมาปั่าตัวใหญ่ออกมาก็ต่างทยอยกันตั้ง
การระวังตัว
ไปั๋เริ่นเบือนหน้าอย่างหยิ่งยโส ไม่เต็มใจที่จะ
เผชิญหน้า
ซ่งชูอีตบๆ หัวของไปั๋เริ่นเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าจี๋
อวี่ออกมาก็เอ่ยว่า “เก็บข้าวของเถิด ไปฮั่นจง”
จี๋อวี่พยักหน้า หมุนตัวกลับเข้าบ้านไป
ข้าวของให้เก็บมีไม่มาก มีเพียงเสื้อผ้าเรียบง่าย
ไม่กี่ชิ้นกับทองที่เหลืออยู่น้อยนิด เพียงครู่เดียวก็
เสร็จสรรพแล้ว
ซ่งชูอีไปง่ายๆ เพียงนี้ ในขณะนี้นายพลที่นำคน
มาจับก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ในใจคิดว่าจะต้องมี
แผนการเป็นแน่ ระหว่างจึงกำชับให้
ผู้ใต้บังคับบัญชาระวังตัว
ภูเขาแห่งนี้เดินทางลำบาก ทว่าระยะทางไม่ห่าง
จากฮั่นจงมากนัก เดินทางเพียงสองวันก็มาถึง
พระราชวังของสู่อ๋องแล้ว
“เกรงว่าฉินกงเสด็จมาถึงแล้ว” จี๋อวี่กระซิบเสียง
ต่ำ
ซ่งชูอีมองดูรอบกาย มีม้าศึกสีดำสี่ห้าตัวอยู่ใน
เพิงม้าระยะไกล นางหยุดไปชั่วขณะ ชายหนุ่มใน
ชุดแขนกว้างสีน้ำเงินเทาผู้หนึ่งเดินออกมาจาก
เพิงม้าตามคาด ท่าทางสะอาดสะอ้าน มีเพียง
รอยเลือดหลายเส้นบนใบหน้า ดูค่อนข้าง
สะบักสะบอม หมาปั่าภูเขาสีทองตัวหนึ่งที่เติบโต
อย่างแข็งแรงยืนอยู่ที่ข้างเท้าของเขา มันมีขนาด
เกือบสองฉื่อ คนหนึ่งคนและหมาปั่าหนึ่งตัวนี้ก็
คือจางอี๋และจินเกอ
จางอี๋เห็นซ่งชูอีแล้วก็อึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้ม
และประสานมือ “หวยจิน ไม่เจอกันหลายวัน”
“พี่จางหน้าท่านไปโดนอะไรมา?” ซ่งชูอีเอ่ยปาก
ถาม
จางอี๋ยกแขนเสื้อซับๆ มุมตา ถอนหายใจเอ่ย
“ยากจะอธิบายนัก! เรื่องทางการสำคัญกว่า
กลับไปแล้วจะเล่าให้เจ้าฟังอย่างละเอียด”
“ได้” ซ่งชูอีตอบรับเสียงหนึ่ง แล้วถอยไปให้จาง
อี๋เดินไปก่อน ในใจคิดว่า ครานี้รัฐฉินขายหน้าจน
สิ้นแล้ว
ท่านราชทูตสองคนเดินตามกันมา แม้ว่าคน
ข้างหน้าจะไม่ถึงกับน่าเวทนาทว่าดูไม่จืดเป็น
อย่างยิ่ง เขาแต่งตัวดีแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วย
รอยขีดข่วน ไม่ได้เป็นผู้นำกองทัพกลับมีรอยแผล
เช่นนี้ ช่างน่าเจ็บใจโดยแท้ หากเหล่าขุนนางแห่ง
รัฐฉินทราบข่าวพวกนี้จะต้องให้พวกเขารับผลที่
ตามมาเป็นแน่
เป็นไปตามคาด เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก็มีเสียง
หัวร่อของสู่อ๋องดังขึ้น
บ่าวรับใช้พาซ่งชูอีไปยังจวนที่พัก จัดแจงห้องหับ
ให้นาง ซ่งชูอีรู้ว่าสู่อ๋องไม่คิดที่จะเรียกนางเข้าเฝั้า
ในเร็วๆ นี้ รู้สึกมีความสุขและอิสระมาก หลังจาก
กินหมี่ที่จี๋อวี่และจี้ฮ่วนยกมาให้ในตอนค่ำแล้วก็
รีบเข้านอนพักผ่อน
ด่านเจียเหมิงใกล้จะสมบูรณ์แล้ว แผนการโจมตีสู่
จะต้องถูกวางไว้ในวาระการประชุม ขณะที่ซ่งชูอี
ปลีกวิเวกอยู่ในปั่าไผ่ก็ได้กำหนดความเคลื่อนไหว
ในขั้นต่อไปอย่างเงียบๆ แล้ว รอเพียงส่งมอบวัว
ทองคำและหญิงงามให้แก่องค์รัชทายาทรัฐสู่
เท่านั้น
สู่อ๋องอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากอีกไม่กี่วันก็
จะได้เห็นหญิงงามไร้ที่ติและวัวศักดิ์สิทธิ์แล้ว
แม้แต่ยอมโอนอ่อนให้จางอี๋หารือถึงสถานที่และ
เวลานัดพบระหว่างองค์จวินแห่งสองรัฐด้วยซ้ำ
ฟั้าสางของวันรุ่งขึ้น
ภายในพระราชวังเริ่มวุ่นวายอีกครั้ง ซ่งชูอีถูก
ปลุกโดยผู้ส่งสาร สาวใช้มากกว่าสิบนางนำชุดจีน
มาให้นางชำระร่างกายและผัดเปลี่ยน
ซ่งชูอีขมวดคิ้วเล็กน้อย สู่อ๋องจะใช้นางเยาะเย้ยอิ๋
งซื่อ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงมิได้ ทว่า
นางก็ไม่ยินยอมที่จะปล่อยให้สู่อ๋องเห็นนางของ
เป็นของเล่น ดังนั้นขณะที่สาวใช้กำลังจะ
ปรนนิบัตินางเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้านั้นก็ถูกนางห้าม
ไว้ “ข้ามีคำพูดที่สำคัญยิ่ง รบกวนไปกราบทูลฝั่า
บาทด้วย”
สาวใช้ลังเลครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น “ท่านได้โปรด
กล่าวมาเจ้าค่ะ”
“รบกวนไปกราบทูลฝั่าบาทว่า ความงดงามของสู่
มิได้อยู่ที่อาภรณ์ รัฐสู่มิได้ประทานชุดหรูหราให้
ทว่ากระหม่อมก็จะอยู่ในรัฐสู่” ซ่งชูอีกล่าวด้วย
ความจริงจัง
สาวใช้ฟังไม่ออกว่าคำพูดนี้ไม่มีความสำคัญ
อย่างไร ทว่านางเป็นหนึ่งในสาวใช้ส่วนตัวของสู่
อ๋อง รู้ว่าสู่อ๋องปฏิบัติต่อซ่งชูอีไม่ธรรมดาสามัญ
จึงกล่าวขึ้น “บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้ ท่านได้โปรดรอ
สักครู่”