กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 191 จางอี๋ผู้เศร้าสร้อยเอ๋ย
สู่อ๋องมีความเชื่อมั่นในถูอู้ลี่มาก แม้ว่าเขาจะมิได้
พูดจาภาษาดอกไม้ แต่ก็ไม่ทำให้ขายหน้าอย่าง
แน่นอน
อิ๋งซื่อเฝั้าดูการฝึกซ้อมของกองทัพสู่ พลางฟังถูอู้
ลี่อธิบายและเอ่ยถามคำสองคำ ท่าทางนิ่งเฉย
มากราวกับว่ากำลังคุยกับขุนนางของตัวเองอยู่
อย่างไรอย่างนั้น จุดนี้ทำให้ถูอู้ลี่ชื่นชมเป็นอย่าง
มาก
ซ่งชูอีหันไปดูการแสดงการฝึกทหาร กองทัพสู่สี่
พันนายถือได้ว่าเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ บวกกับ
การไม่มีรูปแบบการต่อสู้ที่เข้มงวดทำให้ความ
โกลาหลนั้นตาลายจนน่าทึ่ง หากว่ากันตามปกติ
แล้ว กองทัพเช่นนี้จะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้อง
สงสัย ทว่าซ่งชูอีกับจางอี๋ยิ่งดูคิ้วก็ยิ่งขมวดกัน
แน่น
กองทัพสู่มีความสามารถในการต่อสู้เฉพาะตัวที่
แข็งแกร่ง! อีกทั้งยังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน
ว่าพวกเขาแบ่งออกเป็นกองทัพเล็กๆ ในการต่อสู้
รัฐสู่มีถนนบนภูเขาที่ขรุขระและอันตราย
มากมาย วิธีเช่นนี้สามารถขยายความแข็งแกร่ง
ของกองทัพไปถึงจุดสูงสุด ในทางตรงกันข้าม
กองทัพและทหารม้าที่พวกเขาฝึกเป็นประจำก็จะ
ถูกจำกัดอยู่ในภูเขาเท่านั้น
เมื่อใกล้เวลาเที่ยง คนที่ไปล่าสัตว์บนเขาต่าง
ทยอยกลับมาทีละคน หลังจากจวินทั้งสองเฝั้าดู
ผลการล่าสัตว์แล้วก็ต่างคนต่างกลับไปพักผ่อนใน
กระโจมเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม จากนั้นก็
เพลิดเพลินไปกับเหยื่อที่ดีที่สุดของการล่านี้
“หวยจิน มานั่งเล่นที่กระโจมข้าไหม?” จางอี๋เอ่ย
ซ่งชูอีมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย
จางอี๋หัวเราะเอ่ย “ว่าเยี่ยงไร บัดนี้ต่างคนต่างมี
นายเป็นของตัวเอง แม้แต่คุยกันก็ทำไม่ได้เช่นนั้น
หรือ?”
ซ่งชูอียิ้มเอ่ยน้อยๆ “เช่นนั้นก็รบกวนแล้ว”
ทั้งสองนัดพบกันมิใช่คุยถึงความลับใด ทว่าเป็น
เพียงการคุยสัพเพเหระเท่านั้น ทว่าก่อนที่
แผนการจะบรรลุผล ซ่งชูอีก็ยังคงต้องอยู่ในรัฐสู่
ต่อไป ไม่สามารถทำให้สู่อ๋องเกิดความเคลือบ
แคลงใจได้ การกระทำครั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้ผู้อื่นดู
เท่านั้น
ครั้นเข้าไปในประโจมของจางอี๋แล้ว ซ่งชูอีก็ถอน
หายใจโล่งอกแผ่วเบา หาที่นั่งเพื่อนั่งลง ทั้งตัวคด
เหมือนคนไร้กระดูก
จางอี๋เห็นความแปลกจนชินตา รินน้ำชาให้นาง
ซ่งชูอีรับน้ำชามา กล่าวพลางมองไปที่รอยขีด
ข่วนบนใบหน้าของเขา “หญิงงามของพี่จางลง
มือได้รุนแรงจริงๆ รอยแผลลึกเช่นนี้ อย่าทิ้งรอย
แผลเป็นก็แล้วกัน!”
ครั้นพูดถึงตรงนี้ ดวงตาของจางอี๋ก็เปลี่ยนเป็นสี
แดง “ที่บ้านข้ามีหญิงปากร้าย จะกล้าเรียกเป็น
หญิงงามได้เยี่ยงไร? นี่คือสิ่งที่จินเกอทำ!” เขา
เช็ดที่มุมตาและพูดต่อ “เจ้าสัตว์ร้ายตัวน้อยยังมี
ความเป็นเดียรัจฉาน อยู่ดีๆ ก็กัดเฮยเหมาของข้า
จนตาย ข้าเพียงพูดกับมันด้วยเหตุผลสองสามคำ
ก็ข่วนข้าจนกลายเป็นเช่นนี้! ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!”
ซ่งชูอีไอเบาๆ ทีหนึ่ง ก่อนที่จะมีเวลาปลอบโยนก็
พลันได้ยินเสียงร้องไห้แห่งความโศกเศร้าของจาง
อี๋ดังขึ้น “อนิจจา! สัตว์ร้ายตัวกลมรังแกข้าถึง
เพียงนี้! ข้าจางอี๋จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!? ต่อไป
จะเดินทางไปยังรัฐต่างๆ ได้เยี่ยงไร!?”
การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยในวัยนี้อาจทำให้
เสียชีวิตจากการติดเชื้อ นับประสาอะไรกับรอย
ข่วนบนใบหน้าเล่า! นี่ไม่อาจตำหนิความเศร้าโศก
ของจางอี๋ได้ มันมิใช่เรื่องเล็กน้อยเลย บวกกับยา
ที่ท่านหมอจ่ายให้เขากินครึ่งปีก็ขมจนเขาแทบจะ
อาเจียนเอากรดน้ำดีออกมาด้วยซ้ำ ในใจรู้สึก
หงุดหงิดยิ่งกว่า
“พี่จาง” ซ่งชูอีวางถ้วยชาลง กล่าวช้าๆ “จินเกอ
เป็นเพียงลูกหมาปั่าที่อายุยังไม่ครบหนึ่งปี ท่าน
ไม่สามารถใช้คำพูดของนักบุญเพื่อหยุดทารกจาก
การร้องไห้ได้กระมัง มนุษย์ก็ยังเป็นเช่นนี้
นับประสาอะไรกับสัตว์ร้ายเล่า?”
“หวยจิน ชีวิตของจางอี๋ลำบากนัก” จางอี๋มิได้
ตอบคำของนาง ตัดพ้ออยู่กับตัวเอง น้ำตาไหล
ออกมาจริงๆ ถอนหายใจยืดยาวพลางเอ่ยขึ้น “ที่
บ้านมีหญิงปากร้าย ข้าเป็นชายวัยกลางคนไร้
บุตร น่าสังเวชมาครึ่งชีวิต บัดนี้มีสัตว์เลี้ยงตัว
หนึ่งก็กล้าวางอำนาจบาตรใหญ่อยู่บนหัวของข้า
จางอี๋ผู้เศร้าสร้อย! จางอี๋ผู้เศร้าสร้อยเอ๋ย!”
ที่จริงในบ้านของจางอี๋มิได้มีเพียงหญิงปากร้าย
เท่านั้น พ่อแม่และพี่ชายของเขาของเขาเข้มงวด
เสมอมา พี่สะใภ้ก็หาเรื่องวุ่นวายมาให้ตลอด
อาจารย์กุ่ยกู๋จื่อก็เป็นเจ้านายที่ชอบกลั่นแกล้ง
ผู้อื่น ทว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้อาวุโส จึงเป็น
ธรรมดาที่เขาไม่สามารถต่อว่าอะไรพวกเขาได้
ซ่งชูอียกแขนเสื้อขึ้นเพื่อปกปิดรอยยิ้มที่ไร้ความ
ปรานี กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เห็นอกเห็นใจ “วัน
เก่าๆ ข้าเห็นพี่จางบุคลิกสง่างาม คิดไม่ถึงว่าจะ
ทุกข์ใจเพียงนี้”
“ถูกหวยจินหัวเราะเยาะให้แล้ว” จางอี๋หยิบ
ผ้าเช็ดหน้าออกมาซับหน้า พูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้
“ครั้นอยู่ข้างนอกย่อมต้องให้เกียรติบรรพบุรุษ
ของข้า ทว่าข้าไม่เคยคิดว่าหวยจินเป็นคนนอก
เมื่อเสียใจก็จะเสียมารยาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ได้โปรดให้อภัยด้วย!”
“หามิได้ หากสามารถแบ่งเบาความทุกข์ให้พี่จาง
ได้ นับเป็นโชคดีของหวยจินแล้ว” แน่นอนว่า
คำพูดนี้ของซ่งชูอีมาจากใจจริงๆ ขณะที่ทั้งสอง
คนเดินทางไปยังรัฐต่างๆ นั้นล้วนประสบกับ
ความทุกข์ยากและการดูถูกมากมาย เฉียดตาย
หลายต่อหลายครั้งจึงมีความเห็นอกเห็นใจกัน
และกันอยู่บ้าง บวกกับเมื่อตอนที่ถูกฝูงหมาปั่า
โจมตีเมื่อคราวก่อนก็นับว่าผ่านการร่วมเป็นร่วม
ตายมาด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างกันย่อมมี
ความลึกซึ้งมากกว่าสุภาพชนที่พูดคุยกันทั่วไป
จางอี๋ยับยั้งตัวเองก่อนที่จะเอ่ยถาม “ไปั๋เริ่นเชื่อ
ฟังเพียงนี้ ไม่ทราบว่าหวยจินฝึกมันเยี่ยงไร?
ชี้แนะข้าบ้างได้หรือไม่?”
จนมาถึงขั้นนี้แล้ว จางอี๋กลับไม่มีความคิดที่จะคืน
จินเกอ ไม่ใช่ว่าเขาอาลัยอาวรณ์จินเกอทว่าเขามี
ความดื้อรั้นในนิสัยของเขา หากจะอธิบายอีกนัย
หนึ่งก็คือมีความไม่ย่อท้อ หากเขาตัดสินว่าจะ
กระทำสิ่งที่เป็นไปได้แล้ว ต่อให้เส้นทางจะคด
เคี้ยวเขาก็จะทำ
จางอี๋และซ่งชูอีมีนิสัยข้างในหลายอย่างที่
เหมือนกันและนี่คือสิ่งที่สอดคล้องกันมากที่สุด
บทสนทนาระหว่างซ่งชูอีและจางอี๋ถูกนำไปเล่า
ให้สู่อ๋องและขุนนางสองสามคนฟังอย่างมี
ชีวิตชีวา
“คิดไม่ถึงว่าคนเช่นจางอี๋ก็วิเศษเพียงนี้ เช่นนั้นก็
พาเขาเข้ามายังรัฐสู่ดีหรือไม่!” สู่อ๋องหัวเราะเอ่ย
ความรังเกียจที่มีต่อจางอี๋กลายเป็นความสนอก
สนใจในพริบตา
ขุนนางสองสามคนต่างเอ่ยปากเห็นด้วย พวกเขา
เข้าใจดีว่าสำหรับสู่อ๋องแล้วนั้น บทบาทของสอง
คนนี้ไม่ต่างจากหญิงงามเท่าใดนัก ก็เพื่อแสวงหา
ความเพลิดเพลินเท่านั้น ก็เหมือนกับที่สู่อ๋องพูด
เองว่าเขางานยุ่งเกินไป ไม่มีเวลาไปแย่งชิงใต้หล้า
ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว รัฐสู่ก็เชิญฉินกงไปยังงาน
เลี้ยง
งานเลี้ยงคราวนี้ รัฐฉินอาจกล่าวได้ว่าได้รับการ
เยาะเย้ยไม่รู้จบ หากอิ๋งซื่อมิได้ห้ามเอาไว้ เกรงว่า
กองทัพชุดเกราะดำเหล่านั้นก็อาจชักดาบปลิด
ชีพพวกเขาทันทีแล้ว
ขณะที่งานใกล้จะจบ อิ๋งซื่อก็เอ่ยคำขออย่างหนึ่ง
‘ได้โปรดสู่อ๋องอนุญาตให้รัฐฉินจับซ่งชูอีกลับไป
รับโทษด้วย’
ละทิ้งหน้าที่โดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นรัฐฉินเป็น
อะไร? อยากมาก็มาอยากไปก็ไปหรือ?
สู่อ๋องยังมิเคยรบกวนซ่งชูอีเลยนับประสาอะไร
กับการบีบบังคับอย่างจงใจ แน่นอนว่าเขาจะไม่มี
ทางให้รัฐฉินได้สมปรารถนา ดังนั้นคำที่เอ่ย
ออกมาจึงโหดร้ายจนทำให้อิ๋งซื่อจากไปด้วย
ความโมโห
การแสดงละครทั้งหมดนี้ อิ๋งซื่อก็ทำไปเพื่อให้ซ่งชู
อีอยู่ในรัฐสู่ได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
ซ่งชูอีรู้สึกซาบซึ้ง ทว่าเดิมทีตัวนางก็มิใช้เป็น
สุภาพบุรุษกระไร จึงหลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติต่อเรื่อง
นี้อย่างสมรู้ร่วมคิดมิได้ อย่างไรก็ดีไม่ว่าอิ๋งซื่อจะ
ทำไปเพื่อให้นางกับจางอี๋ดู หรือว่าเพื่อให้
แผนการสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หรือเป็นการยิงปืน
นัดเดียวได้นกสองตัว องค์จวินองค์หนึ่งที่สามารถ
ละทิ้งอัตตาได้ในขณะที่ควรจะละทิ้งอัตตานั้น
คู่ควรแก่การเคารพเป็นอย่างมาก
สถานการณ์ในซานตงกำลังตึงเครียด การ
เผชิญหน้าอย่างเงียบๆ ระหว่างฉินสู่นี้จึงไม่
สามารถไปถึงหูขององค์จวินเหล่านั้นได้ทันเวลา
ทว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้ รัฐสู่ถือไพ่เหนือกว่า
หรือแม้กระทั่งข่มรัฐฉินได้อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้
ของกำนัลที่ฉินมอบให้ก็จะมาถึงในไม่ช้า ทำให้
ทุกระดับชั้นในรัฐสู่ค่อยๆ ผ่อนคลายความ
ระมัดระวังตัวลง
มีเพียงจูเหิงที่รู้สึกถึงภยันตรายในยามสงบและได้
เขียนหนังสืออธิบายความของตัวเองหลายต่อ
หลายครั้งภายใต้อิทธิพลของซ่งชูอี น่าเสียดายที่
เสียงของเขาเบาเกินไป อีกทั้งไม่มีหลักฐานที่เป็น
รูปธรรม พลังการโน้วน้าวไม่แข็งแกร่ง สู่อ๋องจึง
มิได้เก็บมาใส่ใจ
สายลมของฤดูใบไม้ผลิในเดือนสองบาดคมราว
กับกรรไกร
จูเหิงโน้มน้าวไม่สำเร็จหลายครั้ง ความต้องการที่
จะถอนตัวก็ยิ่งมีมากขึ้น หลังจากได้คุยกับซ่งชูอี
ครั้งหนึ่งแล้วก็ปั่วยไปกว่าครึ่งเดือน ก่อนที่เขาจะ
หายจากอาการปั่วยก็ได้ทูลลาสู่อ๋องและเตรียมที่
จะไปหมินชานเพื่อใช้ชีวิตอย่างสันโดษ
จูเหิงมีเครือข่ายในราชสำนักกว้างขวาง สู่อ๋อง
กลัวน้องชายคนนี้มานานแล้ว เมื่อก่อนจูเหิงมิได้
คุยเรื่องการบ้านการเมืองมากนัก เขามักจะ
หลับตาข้างหนึ่ง ทว่าระยะหลังนี้กลับเข้ามา
แทรกแซงความสัมพันธ์ทางการทูตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และคัดค้านการค้าระหว่างฉินสู่ เขารู้สึกเคลือบ
แคลงใจ หมดความอดทนที่จะฟังเขาจ้ำจี้จ้ำไช
จึงอนุญาตให้จูเหิงอลาออกจากราชการ วางแผน
ให้เขาไปสงบจิตใจที่หมินซาน รอจนเวลา
เหมาะสมแล้วค่อยรับกลับมา
หลายปีมานี้ จูเหิงทุ่มเททำงานเป็นอย่างดี ได้ใจ
ของราษฎรมาก ข่าวที่ว่าเขากำลังจะกลับไปที่ห
มินซานแพร่กระจายไปทั่วราวกับไฟปั่า ผู้คน
หลายพันคนในเขตชานเมืองต่างหลั่งน้ำตาเพื่อ
กล่าวคำอำลา
สู่อ๋องกำลังอ่านเอกสารบนโต๊ะ รู้สึกปวดศีรษะ
แทบระเบิด เขาไม่คาดคิดว่าทันทีที่จูเหิงจากไปก็
จะเกิดเรื่องมากมายเพียงนี้
พลิกอ่านหลายม้วน สู่อ๋องก็โยนทุกอย่างไป
ด้านข้างด้วยความหงุดหงิด ในเวลานี้เองมี
เสียงดนตรีดังขึ้นด้านนอกเลือนราง เป็นบทเพลง
ที่มิเคยได้ยินมาก่อน
สู่อ๋องมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด “ไป ไปดูว่าผู้ใด
บรรเลงบทเพลงนี้”