กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 190 หล่อเหลาจนน่าโมโห
ความงดงามของสู่มิได้อยู่ที่อาภรณ์
ประโยคง่ายๆ นี้กลับแฝงไปด้วยข้อมูลมากมาย สู่
อ๋องเข้าใจว่า ‘แม้นอาภรณ์จะงดงามทว่าก็ยัง
ห่างไกลยุคที่เจริญรุ่งเรืองของรัฐสู่’
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากซ่งชูอีไม่สวมชุดหรูหราก็
อาจจะทำให้ฉินกงอับอายมากขึ้นไปอีก! รัฐสู่มิได้
มอบอาหารชั้นเลิศและเครื่องแต่งกายหรูหรา
ให้กับซ่งชูอี ทว่านางก็ยังอยู่ในรัฐสู่ เห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่าฉินสู่สองรัฐมีความแตกต่างกันมาก
เมื่อสู่อ๋อง “คิดได้” ถึงจุดนี้ ก็เลิกโน้มน้าวให้ซ่งชู
อียอมรับเครื่องแต่งกายหรูหราอีกและส่งสาวใช้
ไปถามด้วยความสนใจว่า – ความงามของสู่อยู่ที่
ใด?
มันเป็นเพียงการเล่นละครไร้สาระเท่านั้น ซ่งชูอีก็
ให้ความร่วมมือโดยกล่าวคำพูดน่าฟังสองสามคำ
อย่างไม่เต็มใจนัก ในเมื่ออิ๋งซื่อได้รับจดหมายยั่วยุ
ของสู่อ๋องแล้วยังคงมาอย่างเงียบๆ ก็จะไม่สนใจ
เรื่องพรรค์นี้
นี่คือโอกาสที่ดีในการสังเกตโครงสร้างกองทัพรัฐ
สู่
ซ่งชูอีอยู่ในรัฐสู่ไม่ค่อยสะดวกนัก ทุกย่างก้าว
ล้วนอยู่ในสายตาของสู่อ๋อง การที่สามารถ
ติดต่อซือหม่าชั่วตบตาผู้อื่นได้ก็ลงแรงไปไม่น้อย
แล้ว ไม่มีโอกาสที่จะตรวจสอบกองทัพของรัฐสู่
โดยละเอียดเลย ในเมื่อบัดนี้ง่วงนอนแล้วมีคนส่ง
หมอนมาให้ จะให้ขัดขืนได้เยี่ยงไรเล่า?
สำหรับความอัปยศนั้น การแก้แค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
คือการทำลายรัฐสู่
วันนี้เป็นวันที่อากาศแจ่มใส
นอกพื้นที่ล่าสัตว์มีแท่นดินที่เดิมทีใช้สำหรับบูชา
ยัญจอมเวทย์ สู่อ๋องสั่งให้คนบูรณะภายในชั่ว
ข้ามคืนเพื่อเป็นสถานที่ “ต้อนรับ” ฉินกง แท่น
ดินถูกสร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารกับเทพเจ้า จึงดู
เคร่งขรึมอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งาน
มาเป็นเวลานานแต่ก็ไม่ทิ้งความน่าเกรงขามเลย
สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ทิศเหนือและหันหน้าไปทาง
ทิศใต้ สู่อ๋องประทับตรงตำแหน่งทางซ้าย ซ่งชูอี
นั่งอยู่ทางขวาร่วมกับขุนนางอื่นๆ แห่งรัฐสู่
“ฉินกงเสด็จ!”
เสียงรายงานดังขึ้น ทุกคนล้วนกระหายใคร่รู้
เนื่องจากได้ยินมาว่าจวินองค์ใหม่แห่งรัฐฉินอายุ
เพียงสิบเก้ายี่สิบปีเท่านั้น คิดว่าน่าจะยังไม่มี
ความน่าเกรงขามแห่งองค์จักพรรดิเท่าใด สู่อ๋อง
เองก็แสดงออกเช่นนี้ด้วย ผู้คนส่วนใหญ่มี
ความคิดที่จะดูเรื่องขำขันของฉินกง
อย่างไรก็ดี หลังจากสิ้นสุดเสียงก้องกังวานนั้น
ชายหนุ่มในชุดจีนสีดำเดินเข้ามาบนแท่นสูงที่
ล้อมรอบด้วยชุดเกราะสีดำช้าๆ สู่อ๋องอดที่จะนั่ง
ตัวตรงมิได้
ประการแรกบุคคลผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ดวง
หน้าหล่อเหลาเย็นชา การก้าวเดินนั้นสงบเสงี่ยม
ดุจมังกรที่แหวกว่ายไปรอบๆ ก้อนเมฆและเสือที่
กำลังลงจากภูเขา ความอหังการทำให้ผู้คนนับ
พันที่นี่กลั้นลมหายใจ มองจากภายนอกแล้วดูไม่
ออกเลยว่าจะอายุเพียงยี่สิบเท่านั้น!
ที่น่าโมโหไปกว่านั้นก็คือรูปลักษณ์ของบุคคลนี้
เกินกว่าที่จะเปรียบเทียบกับชูหลี่จี๋ได้! สองคนมา
จากบิดาคนเดียวกัน ทว่าก่อนหน้านี้สู่อ๋องคิดว่า
มันเป็นไปไม่ได้ที่สกุลอิ๋งแห่งฉินจะหน้าตาดีกัน
ทุกคน ดังนั้นจึงไม่นึกว่าอิ๋งซื่อจวินองค์ใหม่จะ
น่าชื่นชมถึงเพียงนี้
ครุ่นคิดดูแล้ว สู่อ๋องก็รู้สึกว่าความสูงของตนนั้น
ไม่โดดเด่น หากยืนเคียงข้างอิ๋งซื่อก็จะรู้สึกหายใจ
ไม่ทั่วท้อง เสียหน้าและเสียศักดิ์ศรีแห่งรัฐสู่อย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงนั่งอยู่บนพระที่นั่งหลัก
อย่างปลอดภัย มองต่ำลงมายังอิ๋งซื่อที่กำลังเดิน
ขึ้นไปยังแท่นสูง
อิ๋งซื่อไม่สนใจอาการเสียมารยาทของสู่อ๋อง
ประสานมือน้อยๆ “อิ๋งซื่อมาช้า ได้โปรดสู่อ๋องให้
อภัย”
สู่อ๋องเห็นว่าอิ๋งซื่อไว้หน้าเพียงนี้ เขาก็แสดงละคร
อย่างเก่งกาจอีกครั้ง เผยรอยยิ้มอบอุ่นเป็นอย่าง
ยิ่ง “ฉินกงเกรงใจเกินไปแล้ว เชิญนั่ง”
ผู้ที่เข้าร่วมการล่าสัตว์ในครั้งนี้ล้วนเป็นกองทัพ
ชั้นยอดของรัฐสู่ หากรวมจำนวนคนทั้งหมดแล้ว
ก็มากถึงหนึ่งหมื่นห้าพันคน ด้วยจำนวนเช่นนี้
แทบจะสามารถฆ่าสัตว์ที่บินและเดินไปมา
ทั้งหมดบนภูเขาตรงหน้าภายในระยะเวลาเพียง
ครึ่งวัน ชาวสู่ เชื่อเรื่องผีและเทพเจ้าอย่างมาก
ทุกปีจะมีพิธีกรรมมากมายเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่ง
ภูเขาและสายน้ำ ไม่มีทางที่จะทำเรื่องให้เหล่า
เทพเจ้าขุ่นเคือง และเนื่องด้วยภายใต้การทำนาย
ของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ มันจะเป็นการดีที่สุดหาก
ทำการล่าสัตว์ภายในหนึ่งชั่วยาม
สู่อ๋องเงยหน้ากล่าวกับบ่าวรับใช้ข้างกายสองสาม
คำ บ่าวผู้นั้นค้อมตัวตอบรับเสียงหนึ่ง ลงจาก
แท่นดินเพื่อเดินไปหาซ่งชูอี “ท่านขอรับ ฝั่าบาท
เชิญให้ท่านขึ้นไป”
ซ่งชูอียิ้มขมขื่นอยู่ในใจ รู้ว่าตนจะต้องเป็นมือธนู
ให้ผู้อื่นสักครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำได้เพียง
ลุกขึ้นเดินตามไปแล้ว
“เกรงว่าฉินกงจะไม่เข้าใจภาษาและประเพณี
ของสู่ จึงได้เชิญซ่งซูอีปรมาจารย์ลัทธิเต๋าแห่งรัฐ
ข้ามาเป็นพิเศษเพื่ออธิบายให้ฉินกงฟัง” สู่อ๋อง
แนะนำซ่งชูอีด้วยรอยยิ้มกว้าง
อิ๋งซื่อเหลือบตาไปมองซ่งชูอีอย่างเฉยเมย
ประสานมือน้อยๆ พร้อมเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ในเมื่อสู่อ๋องมีปรารถนาดี อิ๋งซื่อก็ขอบคุณแล้ว”
ในความประทับใจของซ่งชูอี อิ๋งซื่อดูเหมือนจะ
เกิดมาพร้อมกับใบหน้าที่เย็นชา ทว่าสู่อ๋องมิได้
มองกิริยานี้ไปในทิศทางนั้น
สู่อ๋องคิดว่าอิ๋งซื่อไม่พอใจ รอยยิ้มบนใบหน้าจึง
สดใสขึ้นเล็กน้อย และมิได้ถามความประสงค์
ของอิ๋งซื่อ แต่ให้ซ่งชูอีนั่งถัดจากเขาโดยพลการ
ส่วนจางอี๋ก็ถูกบีบออกไปด้านข้างแล้ว
อย่างไรก็ตามสู่อ๋องก็ไม่คาดคิดว่าซ่งชูอีนั้นจะ
หน้าหนาพอสมควร ทันทีที่นั่งลงก็เล่าถึง
ขนบธรรมเนียมประเพณีของรัฐสู่อย่าง “เป็น
เรื่องเป็นราว” อิ๋งซื่อมาพร้อมกับแผนการ แม้ว่า
ใบหน้าจะสงบนิ่งแต่หูกลับตั้งใจฟังคำพูดของซ่งชู
อีเป็นอย่างยิ่ง ประเพณีเหล่านั้นที่ฟังดูธรรมดายิ่ง
อาจจะมีประโยชน์ในสงครามก็เป็นได้
เดิมทีสู่อ๋องยังต้องการถากถางอิ๋งซื่อด้วยคำพูด
อีกเล็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นท่าทางที่ไม่สะทก
สะท้านของทั้งสองคนตรงหน้าแล้วก็รู้สึกขาด
ความสนใจในทันใดและมุ่งความสนใจไปที่
กองทัพแทน
ในสนามเหลือทหารหกพันนายเพื่อฝึกซ้อม ส่วน
ที่เหลือขึ้นไปบนภูเขาแล้ว
ซ่งชูอีเห็นว่าการฝึกทหารกำลังจะเริ่มขึ้นจึงยืดตัว
ตรงและกล่าวกับสู่อ๋องทันที “ฝั่าบาท หวยจิน
เพิ่งเข้ารัฐสู่ได้ไม่นาน ไม่คุ้นเคยกับกองทัพ ฝั่า
บาทหาผู้ที่เข้าใจด้านกองทัพอธิบายให้ฉินกงฟังดี
หรือไม่?”
“เพราะข้าเลินเล่อเกินไปแล้ว” สู่อ๋องต้องการจะ
ข่มขวัญรัฐฉินจึงมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด รีบหา
ผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายเรื่องการทหารของรัฐสู่
ทันที
อิ๋งซื่อเห็นว่าเขาหาผู้ที่ดูเหมือนขุนนางพลเรือนมา
ก็เอ่ยขึ้น “ช้าก่อน”
สู่อ๋องอึ้งไปครู่หนึ่ง เกิดความไม่พอใจเล็กน้อย
“ฉินกงมีอะไรเชิญว่ามา”
ขุนนางพลเรือนสามารถพูดได้ แต่สิ่งที่พวกเขา
พูดนั้นอาจไม่ถูกต้องเสียทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ อิ๋งซื่อเอ่ยถาม “ข้าอิ๋งซื่อเป็นแขก ไม่ทราบ
ว่าสามารถเลือกผู้อธิบายด้วยตนเองได้หรือไม่?”
คำพูดนี้จะให้สู่อ๋องตอบเยี่ยงไร? พูดว่าข้าเป็น
แขกก่อน หากไม่ตอบก็แสดงให้เห็นว่ารัฐสู่ของ
พวกเขาทั้งไร้มารยาทและทั้งแล้งน้ำใจ หากตอบ
รับ…ผู้ที่เขาเลือกคือขุนนางฝั่ายพลเรือนที่มีฝีปาก
ยอดเยี่ยมที่สุดในรัฐสู่ หากอิ๋งซื่อเลือกผู้ที่ไร้
วาทะศิลป จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่เป็นการเสีย
ศักดิ์ศรีของรัฐหรอกหรือ?
สู่อ๋องหัวเราะเอ่ย “ขุนนางของข้าผู้นี้พูดจา
คล่องแคล่ว รู้ภาษาโจวและเข้าใจการทหาร เป็น
ตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว”
อิ๋งซื่อเหลือบมองจางอี๋
จางอี๋เข้าใจ รีบลุกขึ้นยืนโค้งคำนับต่ำให้กับสู่อ๋อง
กล่าวด้วยภาษาสู่ช้าๆ “การทหารมิได้อยู่ที่วาจา
กระหม่อมเห็นความเกรียงไกรแห่งกองทัพฝั่า
บาทแล้วก็รู้ว่าจะต้องมีผู้นำทัพชั้นยอด เหตุใดจึง
ต้องทำทุกอย่างเองด้วยเล่า? หรือว่าท่านแม่ทัพ
ชั้นยอดของรัฐฝั่าบาทรู้จักเพียงการสู้รบทว่าไม่มี
ความสัมพันธ์ทางการทูต?”
หัวใจของสู่อ๋องสั่นไหวและรู้สึกไม่ไว้ใจจางอี๋ ก่อน
หน้านี้เขาเห็นจางอี๋ในพระราชวังครั้งหนึ่ง เห็น
เขาทำงานด้วยความเงอะงะ ปากก็พูดเป็นแต่คำ
ว่า “เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว” จึงมิได้
เก็บเขาเอามาใส่ใจ ใครจะไปรู้ว่าจะเป็นผู้
เก่งกาจ! คำพูดนี้เป็นการบีบบังคับกลายๆ สู่อ๋อง
ไร้คำโต้แย้งไปชั่วขณะ
หากไม่รับปากก็จะเป็นการทำผิดต่อเหล่าแม่ทัพ
ในราชสำนัก สงครามระหว่างปาสู่หลายปีมานี้
ล้วนพึ่งเหล่าแม่ทัพในการสู้รบ และขุนนางส่วน
ใหญ่รับใช้สู่อ๋องเพียงผู้เดียว หากเปรียบเทียบกัน
แล้ว กิจการของรัฐต้องพึ่งพาท่านแม่ทัพมากกว่า
ไม่อาจล่วงเกินได้ ครั้นย้อนกลับมาดู การที่อิ๋งซื่อ
ต้องการจะเลือกผู้อธิบายด้วยตัวเองก็เป็นเพียง
เรื่องเล็กๆ เดิมทีเขาตั้งใจจะอวดความแข็งแกร่ง
ของกองทหารอยู่แล้ว หากเขาขัดข้องก็จะไม่เป็น
ผลดีต่อหน้าตาตนเองนัก
“ฮาฮา วาจาล้ำเลิศจริงๆ” สีหน้าสู่อ๋องเปียมด้วย
ความชื่นชม ทว่าในใจกลับเกลียดชังจางอี๋เข้าให้
แล้ว “เช่นนั้นก็เชิญฉินกงเลือกเถิด”
อิ๋งซื่อหันหน้ากวาดตามองด้านล่างแท่นเล็กน้อย
ดูเหมือนจะยกมือขึ้นสุ่ม “รบกวนท่านแม่ทัพ
ท่านนั้นแล้ว”
สู่อ๋องเหลือบตา ลังเลในใจ ผู้ที่อิ๋งซื่อเลือกมีชื่อว่า
ถูอู้ลี่ เมื่อปีกลายจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชนเผ่าถูอู้
เพิ่งปลดปล่อยชาวภูเขาออกมา
ท่านแม่ทัพส่วนใหญ่ของรัฐสู่แทบจะมาจากชน
เผ่าโบราณถูอู้ทั้งสิ้น โดยชนเผ่านี้มีชื่อเสียงใน
ด้านการรบตั้งแต่ยุคสมัยฉานฉงแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งแต่
สมัยใดที่เกิดเรื่องบางอย่างขึ้นในชนเผ่าถูอู้ แม้แต่
พวกเขาเองก็ออกมาจากหุบเขาไม่ได้ ทว่าจะส่ง
ชายหนุ่มไปยังราชสำนักทุกๆ สิบปี อีกทั้งทันทีที่
บุคคลผู้นี้ออกจากหุบเขาก็ได้รับการเรียกใช้จาก
องค์จวินและมีส่วนร่วมในสงครามในฐานะรอง
แม่ทัพโดยตรง จนกระทั่งแม่ทัพใหญ่ไม่สามารถ
รบได้อีกต่อไปแล้วจึงจะเปลี่ยนตัวออก ภายใน
สิบปีนี้หากท่านแม่ทัพใหญ่โชคร้ายสิ้นชีพก็จะไม่
ส่งคนอื่นออกมาเพิ่มอย่างเด็ดขาด
ท่านแม่ทัพถูอู้คนก่อนถูอู้ลี่สิ้นชีพมาได้หกปีแล้ว
คนที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพในตอนนี้เป็นเพียงคน
ในชนเผ่าธรรมดา
ซ่งชูอีเคยสอบถามเรื่องเหล่านี้โดยละเอียดแล้ว
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในใจของนางรู้สึกเลือนรางว่า
ถูอู้ลี่เป็นกำลังต่อต้านอันยิ่งใหญ่ของรัฐสู่
ด้วยกำลังเพียงคนคนเดียวจะสามารถพลิกผันสิ่ง
ต่างๆ ได้หรือไม่? คำตอบนั้น…ซ่งชูอีก็ไม่กล้า
มั่นใจ
ในขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ถูอู้ลี่ก็เดินขึ้นไป
บนแท่นที่นั่งแล้ว ทหารในชุดเกราะสีดำโดยรอบ
เกร็งโดยไม่รู้ตัวและบรรยากาศก็ดูเคร่งขรึม
แม้ว่าจางอี๋จะไม่รู้สถานะของถูอู้ลี่แต่เมื่อได้เห็น
อารมณ์ลึกลับของเขา บวกกับเหมือนจะรู้สึกได้
ถึงความกระหายเลือดที่อัดอั้นอยู่ในตัวเขาจางๆ
เหงื่อก็อดไม่ได้ที่จะไหลออกมา ในความเป็นจริง
การสุ่มเลือกนายพลก็จะพอจะทำให้เข้าใจ
กองทัพของรัฐสู่ได้แล้ว เขาคิดไม่ถึงว่าอิ๋งซื่อจะ
เลือกใบมีดคมกริบเช่นนี้ การให้บุคคลเช่นนี้เข้า
ใกล้มิใช่การกระทำที่ชาญฉลาดเลย!
สู่อ๋องเห็นว่าทันทีที่ถูอู้ลี่ปรากฏตัวก็แทบจะข่ม
จางอี๋และทหารในชุดเกราะสีดำไว้ได้ อดรู้สึก
ภาคภูมิใจมิได้และสลัดความไม่พอใจเมื่อครู่ทิ้งไป
มอบหมายให้ถูอู้ชี่อธิบายให้ฉินกงฟังแทน
จางอี๋โน้มตัวเข้าไปหาอิ๋งซื่อ คั่นกลางระหว่างอิ๋
งซื่อและถูอู้ลี่ “เพื่อปั้องกันการเข้าใจผิด ข้าน้อย
จะเป็นคนแปลอยู่ข้างๆ”
“ไม่ต้อง” ถูอู้ลี่พูดภาษาโจวได้ยอดเยี่ยมมาก
“จางจื่อลงไปก่อนเถิด” อิ๋งซื่อกล่าว
จางอี๋ลังเลครู่หนึ่ง ลงไปจากแท่นดินตามพระ
บัญชา อิ๋งซื่อก็เป็นผู้ที่ชำนาญด้านการต่อสู้
เช่นกัน หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เขาอยู่ที่นั่นมีแต่
จะเป็นภาระ มีทหารในชุดเกราะสีดำคอย
อารักขาอยู่ใกล้ๆ ยังจะปลอดภัยกว่า
ซ่งชูอีชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่จะตามลงไปจาก
แท่นดิน
การเดินทางครั้งนี้อิ๋งซื่อพาขุนนางเช่นจางอี๋มา
เพียงผู้เดียว ที่นั่งด้านขวาใต้แท่นว่างเปล่า ทั้ง
สองคนนั่งลงตรงที่นั่งที่สามารถมองเห็นทั้งการ
ฝึกทหารและอิ๋งซื่อได้ถนัดตา
บนแท่นดิน ถูอู้ลี่อยู่ห่างจากอิ๋งซื่อเพียงครึ่งจั้ง
เท่านั้น เพียงการก้าวเท้ายาวๆ ก้าวเดียวก็
สามารถสังหารเขาได้ ท่ามกลางลมเย็นสบายใน
เช้าตรู่ของต้นฤดูใบไม้ผลิ ทุกคนในกองทัพเกราะ
ดำกลับมีชั้นเหงื่อบางๆ ซึมอยู่บนหน้าผาก
สู่อ๋องอดไม่ได้ที่จะมองไปยังอิ๋งซื่อ ไม่แน่ใจว่าอิ๋ง
ซื่อคือลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ? หรือว่ากำลัง
แสดงความจริงใจต่อรัฐสู่? ไม่ว่าจะเป็นอย่างใด
ความสัมพันธ์ในปัจจุบันของฉินสู่บอบบางนัก สู่
อ๋องบอกกับตัวเองว่าเขาจะไม่ยอมให้แม่ทัพของ
รัฐฉินเข้าประชิดตัวแน่นอน! ความกล้าหาญและ
ความมุ่งมั่นของอิ๋งซื่อเช่นนี้ เกรงว่ามีองค์จวินใน
ปัจจุบันเพียงไม่กี่องค์ที่เทียบเคียงได้
“ฝั่าบาทกำลังคิดอย่างไรกันนะ?” จางอี๋เหมือน
พูดกับตัวเองแต่ก็เหมือนถามซ่งชูอี
“ผู้ที่ชื่นชอบคนเก่งจะสามารถเพิกเฉยต่อ
นายทหารระดับอู้ถูลี่ได้หรือ?” ซ่งชูอีกล่าว
จางอี๋ยิ้ม แต่ละเส้นบนใบหน้านั้นดูขบขันเป็น
อย่างมาก ซ่งชูอีก็อดที่จะหลุดขำมิได้
ทางนั้น เสียงตะโกนฆ่าในสนามฝึกทหารดังขึ้น
ฉับพลัน เสียงนั้นระเบิดขึ้นเหมือนฟั้าร้องจนทำ
เอาซ่งชูอีและจางอี๋สะดุ้งโหยง ทั้งสองคนรีบหัน
ไปมองทันที การแสดงการฝึกทหารได้เริ่มขึ้นแล้ว
จางอี๋จับจ้องอยู่เป็นเวลานาน และทนไม่ไหวมอง
ขึ้นไปยังแท่นดินอีกครั้ง แม้เขาจะรู้ว่าไม่มี
อันตรายใดๆ แต่กันไว้ก็ดีกว่าแก้มิใช่หรือ?
ครั้นจางอี๋ละสายตากลับมาแล้วซ่งชูอีก็หันไปมอง
ในขณะที่กำลังจะละสายตากลับมานั้น อิ๋งซื่อก
ลับหันหน้ามาเล็กน้อย ในแววตาราวกับมี
สาระสำคัญ ทว่าเพียงแวบเดียวก็หันกลับไป