กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 195 ให้ข้าดูหน่อย
ปรมาจารย์สำนักม่อชื่นชอบคุณสมบัติของเจ้าอี่
โหลวเป็นอย่างมาก ฝึกฝนเขาด้วยใจจริง คิดว่า
เขาจะได้เป็นมือดาบที่ไร้ผู้ใดเปรียบในภายภาค
หน้าเป็นแน่ เจ้าอี่โหลวก็ตั้งใจมากเช่นกัน ทว่า
หนึ่งปีให้หลังเขากลับยืนกรานที่จะไปเป็นทหาร
ในรัฐฉิน
เจ้าอี่โหลวมีนิสัยดื้อรั้น ครั้นตัดสินใจเรื่องใดแล้ว
วัวหนึ่งร้อยตัวก็ฉุดไว้ไม่อยู่ อาจารย์ก็ไม่ฝืนใจเขา
เพียงถอนหายใจเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “ออกมาหา
ประสบการณ์ก็เป็นการดี ทำให้ดีที่สุดเถิด”
สำหรับนักดาบแล้ว การฝึกฝนจิตใจเป็นเรื่อง
สำคัญยิ่ง มิฉะนั้นต่อให้วิชาการต่อสู้ดีเพียงใดก็
เป็นเพียงผู้ที่รู้ศิลปะการต่อสู้เท่านั้น บัดนี้เจ้าอี่
โหลวอยากมอบตัวให้กับสนามรบ ก็เท่ากับว่า
เป็นการยอมแพ้ในการเป็นปรมาจารย์ดาบผู้
ยิ่งใหญ่แล้ว
ซ่งชูอีขมวดคิ้ว “สนามรบฆ่าแกงกัน หากเจ้าไม่
สามารถรักษาจิตใจให้สงบได้ ต่อไปเกรงว่าจิตใจ
ก็ยากที่จะเข้าถึงโลกของปรมาจารย์ดาบแล้ว”
ฝีมือดาบของซ่งชูอีไม่เท่าไรแต่ก็มิได้หมายความ
ว่าไม่เข้าใจ ในโลกใบนี้มีสักกี่คนกันที่สามารถ
รักษาจิตใจให้ผุดผ่องได้หลังจากผ่านสงคราม
มาแล้ว?
“รู้ศิลปะการต่อสู้ไว้ปั้องกันตัวก็พอแล้ว เหตุใด
จะต้องเป็นปรมาจารย์ดาบด้วย?” เจ้าอี่โหลวเอ่ย
ซ่งชูอีได้ยินเขาตอบเช่นนี้ก็ผงะไปเล็กน้อย
จากนั้นก็กล่าวว่า “เยี่ยม”
บัณฑิตส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกประโยชน์นิยมอัน
แข็งแกร่ง ซ่งชูอีคลุกคลีกับสำนักเต๋าตั้งแต่วัยเด็ก
ความเป็นประโยชน์นิยมจึงมีไม่มากแต่ก็ใช่ว่าจะ
ไม่มีเลย อย่างไรก็ดีคนที่ไร้ความปรารถนาใน
ผลประโยชน์เช่นเจ้าอี่โหลวนั้นหาได้ยากมาก
จริงๆ
ซ่งชูอีรินน้ำให้เขาแก้วหนึ่ง “เจ้าพักผ่อนก่อน ข้า
ตรงนี้ยังมีงานต้องทำ”
บัดนี้เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างปาสู่ตึง
เครียด ข่าวสารจากทุกฝั่ายมารวมกัน ซ่งชูอีต้อง
เข้าใจสถานการณ์อย่างเต็มที่เพื่อกระตุ้นให้ข้อ
พิพาทระหว่างสามรัฐมาถึงจุดที่พวกเขาควบคุม
ไม่ได้ พูดง่ายแต่ทำยาก เหตุผลมันก็ง่ายๆ เพียงนี้
แต่คนฉลาดในโลกนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน ซ่งชูอี
จึงต้องระมัดระวังในทุกย่างก้าว
นางรีบร้อนที่จะอ่านเอกสาร จึงมิได้สังเกตเห็น
ความมืดมนในดวงตาของเจ้าอี่โหลว
เครื่องดินเผาหยาบๆ ในมือถ่ายเทความร้อนมาที่
ฝั่ามือ เจ้าอี่โหลวมิได้ดื่ม วางแก้วลงบนโต๊ะแผ่ว
เบา แล้วพาไปั๋เริ่นออกไปจากกระโจม
ไม่เจอกันนาน ท่าทางของซ่งชูอีเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
มาก มีความสงบและมั่นใจเหมือนกับบัณฑิตใน
ทุกท่วงท่า ทว่าความเย็นชาของซ่งชูอีทำให้เขา
รู้สึกไม่พอใจ
เขาระหกระเหินอยู่บนโลกใบนี้อย่างไร้ที่พึ่ง นาง
กับเขาพึ่งพากันและกันเพื่อเอาชีวิตรอด นอนบน
เสื่อฟางผืนเดียวกัน กินโจ๊กชามเดียวกัน ทั้งๆ ที่
เป็นคนเจ้าเล่ห์เพียงนั้นเขากลับว่าไม่รู้เพราะเหตุ
ใดจึงมอบความไว้วางใจให้อย่างสมบูรณ์ เขารู้สึก
ประหม่าเมื่อเจอกับบุคคลภายนอก รู้สึกว่าทุกคน
ล้วนหน้าไหว้หลังหลอก ทว่าตราบใดที่ที่แห่งนั้น
มีซ่งชูอีอยู่เขาก็จะมีความกล้าหาญที่จะ
เผชิญหน้ากับมันโดยไม่มีเหตุผล
อย่างไรก็ดีแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ไหลไปตาม
กระแสแต่ก็ต้องการสิ่งยึดมั่นเหมือนกันนี่นา!
หลังจากซ่งชูอีอ่านเอกสารส่วนใหญ่จบ ท้องฟั้า
ด้านนอกก็มืดแล้ว ไฟในตะเกียงกำลังจะมอดดับ
นางหมุนๆ มันด้วยลวดทองแดงทันใดนั้นแสงก็
สว่างขึ้น
“เด็กๆ” ซ่งชูอีกล่าว
ทหารนายหนึ่งเลิกม่านขึ้น ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามา
กำหมัดเอ่ย “ท่าน”
“นี่มันยามใดแล้ว?” ซ่งชูอีพูดพลางพลิกสมุดไผ่
ไม่กี่หน้าสุดท้าย
“เรียนท่าน ตอนนี้ใกล้ยามจื่อ[1]แล้ว” นาย
หทารตอบ
ซ่งชูอีตอบรับเสียงหนึ่ง ก้มหน้าลงก็เห็นหนังสือ
เทียบย้ายของเจ้าอี่โหลว “ออกไปเถิด”
เจ้าอี่โหลวเพิ่งจะถูกย้ายมาในตำแหน่งตูเว่ยเมื่อ
สองเดือนก่อน ไม่มีผลงานและไม่มีความสามารถ
ใดๆ พื้นหลังที่มีประโยชน์เพียงอย่างเดียวคือ
สถานะของลูกศิษย์สำนักม่อ คำประเมินที่มีต่อ
เขาในหนังสือเทียบโอนเขียนเรียบๆ ว่า
“ค่อนข้างมีความสามารถทางทหาร”
ซ่งชูอีครุ่นคิด อิ๋งซื่อคิดจะทำอะไรกันแน่? แม่ทัพ
หลักที่ประจำการอยู่ที่นี่คือซย่าเฉวียน ตูเว่ยคน
เดิมที่มีตำแหน่งรองจากซือหม่าชั่วก็ตามเขา
กลับไปยังเสียนหยาง ซึ่งก็หมายความว่า
นอกจากซย่าเฉวียนและนางแล้ว เจ้าอี่โหลวก็มี
ตำแหน่งที่สูงที่สุด ว่ากันตามเหตุผลแล้ว อิ๋งซื่อไม่
น่าจะส่งคนที่ไม่มีประสบการณ์ใดๆ ในสนามรบ
มาที่นี่ หากต้องการจะฝึกฝนเขาก็มีสนามรบตั้ง
มากมาย
นิ่งเงียบสักพัก ซ่งชูอีก็ม้วนสมุดไผ่เก็บ ออกจาก
กระโจม ถามถึงที่ตั้งกระโจมของเจ้าอี่โหลวแล้ว
เดินไปหา
ครั้นถึงหน้ากระโจม ซ่งชูอีเหลือบมองทหารที่เฝั้า
หน้าประตูครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไป ทหารสองนายที่
อยู่หน้าประตูสบตากันครู่หนึ่งก็เข้าใจกันโดย
ปริยายและมิได้เคลื่อนไหวใดๆ
ซ่งชูอีเลิกม่านโผล่พรวดกลับออกมา เอ่ยเสียง
เย็นชา “เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ห้ามข้า!”
แม้ว่าในราชโองการของอิ๋งซื่อมีเจตนาคลุมเครือ
ที่จะให้ทำตามคำสั่งของซ่งชูอี ทว่าก็มิได้อธิบาย
อย่างชัดเจน ฉะนั้นเรื่องนี้จึงมิได้ถูกประกาศ
ออกไป ในสายตาของผู้อื่น นางมีเพียงสถานะ
ของบัณฑิตคนหนึ่ง แต่เจ้าอี่โหลวก็มีตำแหน่ง
อย่างเป็นทางการ อย่างน้อยทหารที่เฝั้าอยู่หน้า
ประตูก็ควรถามสักคำแล้วเข้าไปรายงานเจ้าอี่
โหลว
“ท่านคือนักยุทธ…” นายทหารคนหนึ่งพยายาม
อธิบาย
ซ่งชูอีตัดบทเขา เอ่ยตำหนิ “แม่งหยุดพูดจาไร้
สาระได้แล้ว ไปโบยตัวเองสิบที!”
ทั้งสองคนนิ่งไปครู่หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าซ่งชูอีผู้ที่มี
ความรู้จะพูดจาหยาบคายเช่นนี้
“ยังไม่ไปอีก มิฉะนั้นข้ากล้ารับประกันเลยว่าหาก
เรื่องนี้ถึงหูท่านแม่ทัพซย่าพวกเจ้ามิได้โดนโบย
เพียงไม่กี่ทีแน่!” ซ่งชูอีพูดจบก็มิได้สนใจพวกเขา
อีก ปิดม่านและเข้าไปในกระโจมแล้ว
ทั้งสองคนจึงได้สติกลับมา รีบตอบโดยพร้อม
เพียงกัน “ขอรับ!”
ตะเกียงในกระโจมยังคงส่องแสง กระดานหมาก
บนโต๊ะเต็มไปด้วยตัวหมาก เห็นได้ชัดว่าเจ้าอี่
โหลวเดินหมากกับตัวเองยู่พักใหญ่ ซ่งชูอีเหลือบ
มองแวบหนึ่งก็รู้สึกว่าการเดินหมากของเขามี
ความเสถียรมากกว่าเมื่อก่อนมาก การพิจารณา
ถึงภาพรวมก็มีความระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน
เดินเข้าไปในห้อง ไปั๋เริ่นที่นอนอยู่บนเตียงขยับหู
เล็กน้อย ทำเป็นไม่มองคนที่ให้มันกินแต่ผักใน
หลายวันนี้
เจ้าอี่โหลวกำลังนอนอย่างสงบยิ่ง เขานอนราบ
อยู่บนเตียง สองมือที่โผล่ออกมาด้านนอกผ้าห่ม
นั้นวางอยู่ข้างลำตัว แสงไฟริบหรี่สะท้อนให้เห็น
ลักษณะของโครงหน้าที่ล้ำลึกและแข็งแกร่ง
กว่าเดิม
ซ่งชูอีนั่งลงบนเตียง มองเขาเงียบๆ อยู่เช่นนี้เนิ่น
นาน
“มองพอแล้วยัง?” เจ้าอี่โหลวไม่ได้ลืมตาก็รู้ว่า
นางกำลังทำอะไร
ซ่งชูอีหัวเราะหึหึ “รูปงามเพียงนี้ จะมองพอได้
เยี่ยงไร?”
เพราะเคยนอนในถิ่นปั่าเขา จึงต้องระวังตัวจาก
สัตว์ร้ายทุกเมื่อ เจ้าอี่โหลวจึงไม่เคยหลับลึก มัน
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ได้ยินที่ซ่งชูอีพูดอยู่หน้า
กระโจมเมื่อครู่
เจ้าอี่โหลวลืมตามองซ่งชูอี นางยังคงเย้าแหย่เขา
เหมือนเมื่อก่อน แม้จะไม่ใคร่ชอบเท่าไร ทว่าใน
ใจกลับสงบลงไม่น้อย
ซ่งชูอีถอดเสื้อผ้าด้วยความคล่องแคล่ว เข้าไปใน
ผ้าห่มของเจ้าอี่โหลว ส่งเสียงสั่น “หนาวจริงๆ”
“ห้ามเข้าใกล้ตัวข้า!” เจ้าอี่โหลวผลักนางออกไป
ด้วยความรังเกียจ
“มีคำกล่าวที่ว่าสวรรค์อิจฉาโฉมงาม เกิดมาหล่อ
เหลาเพียงนี้ต้องตั้งใจสั่งสมคุณธรรม เป็นคนมี
จิตใจเมตตาจึงจะสามารถมีอายุยืนร้อยปี นี่ข้า
กำลังช่วยเจ้าอยู่” ซ่งชูอีนอนอยู่บนตัวเขาราวกับ
ว่ามันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
เมื่อร่างกายอบอุ่นขึ้นมาบ้างแล้ว มือคู่นั้นก็เริ่ม
อยู่ไม่สุข ไม่เพียงเท่านี้ นางยังวิพากย์วิจารณ์
ระหว่างที่ลูบคลำ “หน้าอกนี้แข็งแรงกว่า
เมื่อก่อนมาก พอๆ กับจี๋อวี่เลยทีเดียว”
เจ้าอี่โหลวได้ยินแล้วสีหน้าก็มืดมนลงเล็กน้อย
“จุ๊ๆ เอวคอดเช่นนี้ มีเสน่ห์กว่าลำตัวหยาบๆ
ของจี้ฮ่วนเยอะเลย” ซ่งชูอีพูดพลางยื่นมือ
ออกมาจากเสื้อตัวกลาง
สีหน้าของเจ้าอี่โหลวดำราวกับก้นหม้อ พ่นลม
หายใจเย็นชา “เจ้าไม่ละเว้นแม้แต่คนเดียว
จริงๆ”
“อาหารอันงดงามและโอชะอยู่ตรงหน้า ไม่กิน
เสียหน่อยจะคุ้มค่าได้เยี่ยงไร” มือของซ่งชูอีกำลัง
เลื่อนไปที่**ของเขา ทว่ากลับถูกเขาคว้าไว้
“นอน” เจ้าอี่โหลวเพียงแค่จับมือของนางไว้ที่เอว
ของเขา
“เจ้าดูสิ ข้าไม่ได้จับมาปีกว่าแล้ว ไม่ให้จับ อย่าง
น้อยก็ให้ดูหน่อยเถิด” ซ่งชูอีกล่าวด้วยความ
จริงใจ
——————–
[1] ยามจื่อ คือเวลา 23.00 น. – 01.00 น.