กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ - บทที่ 196 ล้มไม่เป็นท่ากับเรื่องเล็ก
เจ้าอี่โหลวใบหน้าแดงก่ำภายใต้ความมืดสลัว จับ
ข้อมือของซ่งชูอีแน่น ไม่ให้นางมีความเคลื่อนไหว
แม้แต่น้อย
เจ้าอี่โหลวรู้สึกลำบากใจ ทันใดนั้นเปั้าก็ถูกอะไร
บางอย่างถูไถ
“เจ้า…” เขามีสีหน้าประหลาดใจ เพิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่
อยู่ตรงนั้นก็คือขาของซ่งชูอี
“จะใช้มือคลำหรือขาคลำมันต่างกันตรงไหน?”
ซ่งชูอีหัวเราะฮี่ๆ พูดอย่างไร้ศีลธรรม “ในเมื่อก็
ลูบคลำแล้ว เจ้าก็อย่าทำตัวเป็นผู้ชายใสซื่อ
บริสุทธิ์เลย ยอมๆ ข้าเถิด”
เงียบไปครู่หนึ่ง เจ้าอี่โหลวก็พลิกตัวทับซ่งชูอีอยู่
ด้านล่างด้วยความรวดเร็ว จับจ้องนางด้วย
สายตาล้ำลึก
จากนั้นการเคลื่อนไหวก็หยุดนิ่ง เจ้าอี่โหลวรู้สึก
ว่าซ่งชูอีดูเหมือนจะไม่ได้เล่นอันธพาลกับเขา
เพียงคนเดียว หากมันเป็นเพียงธรรมชาติของนาง
และมิได้มีความหมายเช่นนั้น ในเวลานี้เขาทำ
อะไรนอกกรอบแล้วภายภาคหน้าจะมองหน้ากัน
ได้เยี่ยงไร? อีกทั้งซ่งชูอีมิใช่สตรีที่จะออกเรือน
แล้วว่านอนสอนง่ายอยู่แต่ในบ้าน และที่จริงแล้ว
นางก็ไม่เหมาะสมในการออกเรือนแล้วว่านอน
สอนง่าย…
ภายใต้แสงไฟสลัว ซ่งชูอีก็สามารถมองเห็น
ใบหน้าหล่อเหลาที่ใกล้เพียงคืบได้อย่างชัดเจน
เมื่อครู่ที่เขาพลิกตัวด้วยความดุเดือดเช่นนั้น ที่
จริงแล้วก็ทำให้นางตกใจไปครู่หนึ่ง แต่ทันทีที่มี
การเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกอย่างต่อเนื่อง
ท่าทางการบีบบังคับเช่นนั้นก็ลดลงไปเหมือน
กระแสน้ำ
“เจ้ากำลังคิดอะไรน่ะ?” ซ่งชูอีขัดจังหวะ
ความคิดฟุั้งซ่านของเขา พิจารณาเกี่ยวกับ
ความคิดของเขา กล่าวว่า “แม้ว่าข้าจะไม่ชอบอยู่
ข้างล่าง ทว่าเห็นแก่ที่เจ้าหน้าตาดี ข้าก็ใช่ว่าจะ
ฝืนใจตัวเองไม่ได้”
หัวใจเจ้าอี่โหลวเต้นแรงอีกครั้ง ทันใดนั้น
ความรู้สึกสลับซับซ้อนผุดขึ้นในหัวใจ
หลังจากทับซ่งชูอีเป็นเวลานาน เขาก็ไม่ได้ทำ
อะไรต่อ จากนั้นเพียงแค่ค่อยๆ เอนตัวเข้าหานาง
ฝังใบหน้าไว้ระหว่างคอของนาง
สำหรับซ่งชูอีแล้ว เจ้าอี่โหลวสามารถสละบัลลังก์
สามารถเผชิญหน้ากับชีวิตและความตาย อีกทั้ง
ไม่ยอมมีปฏิสัมพันธ์ทางกายกับนางตรงๆ มันเป็น
เพราะสาเหตุใด? ในเวลานั้นเขาไม่เข้าใจจริงๆ
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วทั้งตั้งตาคอยและ
ชอบมันด้วยซ้ำ
เขาเป็นคนที่อยู่ในสถานการณ์จึงมองไม่ทะลุ ไม่รู้
ว่าเป็นเพราะปกติแล้วเขามีความตื่นตัวมาก
เกินไปดังนั้นจึงยิ่งระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้นหรือ
เปล่า
ซ่งชูอีถูกรูปร่างสูงใหญ่ของเจ้าอี่โหลวทับจน
แน่นิ่ง ขยับได้เพียงนิ้วมือเท่านั้น ในตอนแรกนาง
ก็รู้สึกว่าอารมณ์ของเจ้าอี่โหลวผิดปกติเช่นกัน
ทว่ามิได้พูดกระไรและปล่อยให้เขาสงบสติ
อารมณ์ลงก่อน ใครจะรู้ว่าผ่านไปสักพักก็มีเสียง
หายใจสม่ำเสมอดังขึ้นข้างหู ที่แย่กว่านั้นก็คือ ลม
หายใจนี้เป็นเหมือนหญ้าหางสุนัขที่เกาหูของนาง
แผ่วเบา ทำให้ทั้งตัวของนางไร้เรี่ยวแรง
“เอ๊ะเอ๊ะ!” ซ่งชูอีหดๆ คอ
ศีรษะของเจ้าอี่โหลวเลื่อนลงเล็กน้อย ลมหายใจ
ที่พ่นลงบนคอของนางมันร้ายแรงยิ่งกว่า!
“เจ้าอี่โหลว แม่งเอ๊ยเจ้าลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” ซ่งชูอี
กระซิบเสียงเบา
ซ่งชูอีไม่กล้าส่งเสียงดัง นางหน้าด้านก็เรื่องหนึ่ง
ทว่านางรู้จักแยกแยะได้ดีกว่าใครทั้งหมด หากว่า
พรุ่งนี้มีข่าวหลุดออกไปจากค่ายว่า “เชื่อว่าท่านตู
เว่ย/ข่ม/ขืนท่านที่ปรึกษา” “ตูเว่ยกับท่านที่
ปรึกษามีความสัมพันธ์กัน ใช้ความงามไต่เต้า”
อะไรเทือกนี้ เกรงว่าหากไม่หน้าด้านก็เป็นเรื่องที่
ยากจะทัดทานได้!
“เจ้าอี่โหลว! เจ้าเค่อ! เจ้าเสี่ยวฉง!” ซ่งชูอีตะโกน
สองสามคำ คนที่อยู่บนตัวยังคงไม่ขยับเขยื้อน
เอ่ยด้วยความเกลียดชัง “เจ้ารอข้าให้ดี!”
นี่มันเรียกว่าขโมยไก่ไม่ได้แล้วยังเสียข้าวสารอีก
กำมือ! ซ่งชูอีมีเหตุผลที่จะสงสัยว่าเจ้าหนุ่มนี่
กำลังแกล้งหลับ ทว่าเสียงลมหายใจที่ยืดยาว
สม่ำเสมอข้างหูดูไม่เหมือนว่าแสร้งทำเลย
ซ่งชูอีเห็นว่าดวงตาสดใสของไปั๋เริ่นมองมาที่พวก
เขา จึงเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม “ไปั๋เริ่น ลากเขา
ออกไป พรุ่งนี้ข้าจะตุ๋นเนื้อกวางให้เจ้ากิน”
“เฮ้อ!” ท่าทางโง่ๆ ของไปั๋เริ่นเช่นนี้ ซ่งชูอีรู้สึกว่า
ตนบ้าไปแล้วที่ฝากความหวังไว้กับมัน นางเกร็ง
คอพร้อมถอนหายใจยาว “แม่งเอ๊ย ข้าทำชั่วมา
มากแล้ว ไม่อาจอ้อนวอนต่อเทพเจ้าได้ ขอเพียง
ท่านคุ้มครองข้าอย่าให้ถูกทับตายคืนนี้เลย!”
ว่ากันตามความสัตย์จริง ซ่งชูอีก็มักจะชอบพูดจา
ฉกฉวยโอกาสเล็กๆ น้อยๆ อีกทั้งมือก็อยู่ไม่ใคร่
สุขนัก จากการรวมสองชีวิตเข้าด้วยกัน นี่เป็น
ครั้งที่นางคิดไม่ซื่อกับผู้ชายคนหนึ่ง อยากฉวย
โอกาสนี้ทำมันกับเจ้าอี่โหลวเสียจริง
แม้นว่าซ่งชูอีเยี่ยงนางจะไม่ถึงขั้นที่หงายฝั่ามือ
เป็นก้อนเมฆคว่ำฝั่ามือเป็นสายฝน ทว่าดีเลว
อย่างไรก็เป็นกุนซือคนหนึ่ง ใครจะไปรู้ว่าจะล้ม
ไม่เป็นท่าให้กับเรื่องเล็กเช่นนี้! เคลื่อนทัพออกศึก
ไม่ทันคว้าชัยแต่ตัวมาตายเสียก่อน!
ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าโมโหจริงๆ
หลายวันนี้ซ่งชูอีก็เหนื่อยมามาก นางกัดฟันต่อสู้
อยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ผล็อยหลับไป
วันรุ่งขึ้น
ซ่งชูอีตื่นด้วยเสียงของทหารที่กำลังฝึกซ้อมข้าง
นอก บัดนี้ฟั้าสางแล้ว ไปั๋เริ่นกำลังนอนแทะเนื้อ
กวางชิ้นหนึ่งอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ข้างเตียง ครั้นได้
ยินเสียงก็เหลือบตาขึ้นอย่างรวดเร็ว คาบชิ้นเนื้อ
หันหัววิ่งออกไป กลัวว่าจะถูกฆ่าเยี่ยงผู้บริสุทธิ์
“ฮึ เจ้าสัตว์ปั่า!” ซ่งชูอีมองดูแผ่นหลังของมันที่
พุ่งตัวออกไปราวกับควันก็หัวเราะด่า
นางขยับตัวและพบว่าไม่ปวดเมื่อยเลยสักนิด
เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนหลังจากที่นางหลับไปเจ้าอี่
โหลวก็มิได้ทับนางต่อ
เจ้าวัวหัวรั้นตัวนั้นจะต้องแกล้งหลับเป็นแน่!
ซ่งชูอีคิดพลางก็หยิบเสื้อผ้าที่อยู่บนฉากกั้น
ด้านข้างมาสวมใส่ หวีผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง มัดมันเป็น
มวยแล้วรีบเดินไปยังค่ายบัญชาการทหาร
“ท่าน!”
เพิ่งจะเดินออกมาเพียงสองสามก้าว ก็มี
นายทหารวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ท่านแม่ทัพซ
ย่าโมโหใหญ่แล้วขอรับ”
“เรื่องอะไร?” ซ่งชูอีเดินเร็วขึ้น
นายทหารคนนั้นรีบเดินตามให้ทัน “ได้ยินว่า
เพราะไม่พอใจที่ตูเว่ยอายุน้อยเกินไป”
เรื่องนี้มิได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของซ่งชู
อีเลย ซย่าเฉวียนเป็นท่านแม่ทัพผู้แข็งแกร่ง ถูก
ย้ายมาประจำการที่นี่ในขณะที่ฉินเว่ยกำลังทำ
สงครามกัน เขาไม่รู้ถึงแผนการ เพียงแต่รู้สึกว่ามี
สงครามก็ไปรบไม่ได้ แต่กลับต้องปฏิบัติตาม
คำสั่งของเด็กหนุ่มคนหนึ่งโดยไม่มีเงื่อนไข และ
ในขณะที่ไฟโกรธยังไม่ทุเลานั้น เสียนหยางก็ส่ง
เด็กอมมือคนหนึ่งมาเป็นผู้ช่วยของเขา! เรื่องนี้มัน
ยอมรับได้ด้วยหรือ!
“บัดซบ!”
ซ่งชูอียังไม่ทันเข้ากระโจมก็ได้ยินเสียงคำราม
“ข้าจะไปทูลถามฝั่าบาท ว่าข้าแซ่ซย่าทำผิด
ตรงไหนถึงได้ปฏิบัติต่อข้าเยี่ยงนี้!” ซย่าเฉวียน
กล่าวด้วยความไม่พอใจ
ซ่งชูอีกระแอมไอ เดินเข้าไปในกระโจมผู้
บัญชาการ
ทนายสิบกว่านายข้างในยืนตัวตรง ไม่กล้าหายใจ
แรง ซย่าเฉวียนเดินไปเดินมาอยู่ข้างใน เจ้าอี่
โหลวยืนก้มหน้าค้ำดาบอยู่ด้านซ้ายแถวหน้าสุด
ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับเป็นรูปปันแกะสลักอัน
สมบูรณ์แบบ
ซย่าเฉวียนอายุราวๆ สามสิบเจ็ดสามสิบแปดปี
เกิดและโตในรัฐฉิน เป็นคนตรงไปตรงมาและ
อารมณ์ร้อนยิ่ง การยั่วโมโหเขาก็เหมือนกับการ
แหย่รังแตนอย่างไรอย่างนั้น หากไม่สู้สุดชีวิตก็จะ
ไม่ยอมแพ้
เมื่อซย่าเฉวียนเห็นซ่งชูอี ความโกรธก็ทุเลาลง
เล็กน้อย เขาไม่เคยเห็นความสามารถที่ซ่งชูอีมี
ทว่ากลยุทธ์ห้ารัฐโจมตีรัฐเว่ยนั้นทำให้ชาวฉินมี
ความสุขจริงๆ อีกทั้งเรื่องที่ช่วยชีวิตจี๋อวี่จาก
รัฐเว่ย์ เขาก็รู้เรื่องทั้งหมด ในใจรู้สึกซาบซึ้งซ่งชูอี
ผู้ที่จงรักภักดีต่อแผ่นดินเป็นอย่างมาก ไม่ว่า
อย่างไรคนประเภทนี้สมควรได้รับความเคารพ
จากเขา
ทุกคนเห็นดังนี้ก็ประสานมือคารวะโดยพร้อม
เพรียง “ท่าน!”
ซ่งชูอีไม่มีตำแหน่งที่ชัดเจนในกองทัพ ดังนั้นจึง
เพียงประสานมือแสดงความเคารพกลับ จากนั้น
ก็ยิ้มกว้างพร้อมมอง
ซย่าเฉวียน “เหตุใดท่านแม่ทัพจึงบันดาลโทสะ
แต่เช้าเล่า?”
ซย่าเฉวียนเพิ่งมาถึงเมื่อวาน เพิ่งจะได้ส่งมอบ
งานกับซือหม่าชั่ว เขามีเรื่องต้องให้ทำมากมาย
เมื่อคืนก็อ่านหนังสือเทียบโอนแล้วทว่าเนื้อหา
ภายในโหรงเหรง วันนี้จึงเรียกประชุมทหารแต่
เช้าและต้องตกละตึงเมื่อพบเจ้าอี่โหลวที่ไม่เคย
พบหน้ามาก่อน อีกทั้งเขายังอ่อนเยาว์เพียงนี้
เริ่มแรกซย่าเฉวียนก็ไม่ได้ใส่ใจกระไร ถึงอย่างไรก็
เป็นเด็กหนุ่มที่อายุย่างยี่สิบแล้ว อีกทั้งวีรบุรษใน
วัยเยาว์ก็ยังสามารถพบเห็นได้บ่อยครั้ง ใครจะรู้
ว่าหลังจากถามเพียงหนึ่งคำก็ยิ่งโมโห รองแม่ทัพ
ผู้นี้มิเคยออกรบเลย!
“ฝั่าบาทได้เลื่อนขั้นให้กับรองแม่ทัพที่ไม่เคยมี
ประสบการณ์สงครามเลย หรือว่าชีวิตทหารก็ไม่
สำคัญเช่นนั้นหรือ?” ครั้นเอ่ยขึ้นมา อารมณ์
ของซย่าเฉวียนก็เริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านแม่ทัพซย่าคิดมากเกินไปแล้ว” ซ่งชูอี
เหลือบมองเจ้าอี่โหลว แล้วหันไปกล่าวกับซย่า
เฉวียน “ที่นี่จะยังไม่มีสงครามสักระยะหนึ่ง ทว่า
ท่านกลับถูกเลือกให้มาประจำการที่นี่ ท่านแม่
ทัพทราบถึงเจตนาลึกๆ ของฝั่าบาทหรือไม่?”
ซย่าเฉวียนที่กำลังโวยวายไม่รู้ถึงเรื่องนี้ ครั้นถูก
ซ่งชูอีขัดจังหวะ เพลิงโทสะก็มอดลงไปเกือบครึ่ง
“ได้โปรดท่านชี้แจงด้วย”